เอกชนชี้ครึ่งปีหลังไร้ปัจจัยบวกพยุงธุรกิจท่องเที่ยว หากการเมืองไม่มีข้อยุติ ระบุธุรกิจสายการบินหดตัวแรงรอบ10ปี ร้ายแรงกว่าน้ำท่วมปี54
"ท่องเที่ยว" เป็นหนึ่งในธุรกิจที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากปัญหาการเมืองในประเทศ ที่ปะทุขึ้นตั้งแต่ไตรมาสสุดท้ายของปี 2556 ต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ครอบคลุม "ไฮซีซัน" ของธุรกิจท่องเที่ยว ตั้งแต่เดือนต.ค.-มี.ค. 2557 ส่งผลให้ยอดรวมนักท่องเที่ยวในช่วงไตรมาสแรกปีนี้ ลดลงถึง 5.85% คิดเป็นจำนวนนักท่องเที่ยวหายไป 4.09 แสนคน เหลือเพียง 6.59 ล้านคน ทำให้รายได้จากการท่องเที่ยวลดลงไปกว่า 4.02% เหลือ 3.1 แสนล้านบาท ขณะที่สถานการณ์การเมืองที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะยุติ ทำให้ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยวทั้งหมด ยังไม่มั่นใจต่อสถานการณ์ธุรกิจในช่วง "ครึ่งปีหลัง"
ด้าน นายทัศพล แบเลเว็ลด์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการบินไทยแอร์เอเชีย กล่าวว่า ในช่วงไตรมาสแรกที่ผ่านมา ธุรกิจการบินก็ได้รับผลกระทบจากวิกฤติการเมือง เช่นเดียวกับธุรกิจท่องเที่ยวอื่นๆ ซึ่งในครั้งนี้ถือว่า เป็นผลกระทบรุนแรงที่สุดในรอบ 10 ปี เนื่องจากมีความยืดเยื้อ และยังไม่มีวี่แววว่าเหตุการณ์จะยุติลงอย่างไร หากเทียบเคียงกับช่วงอุทกภัยที่เกิดขึ้นเมื่อปลายปี 2554 ยาวนานราว 60 วัน แต่ใช้เวลาฟื้นฟูราว 4 เดือนสถานการณ์ก็กลับสู่ภาวะปกติ แต่สำหรับปัญหาการเมืองในรอบนี้ ส่งผลต่อธุรกิจมาตั้งแต่ช่วงไตรมาส 4 ของปี 2556 ต่อเนื่องถึงครึ่งปีแรกนี้ไปเรียบร้อยแล้ว
ดังนั้น จึงยังคาดการณ์ไม่ได้ชัดเจนว่า ในครึ่งปีหลังโดยเฉพาะช่วงไตรมาส 4 ที่จะเข้าสู่ช่วงไฮซีซันสถานการณ์จะเป็นอย่างไร ตลาดท่องเที่ยวจะฟื้นตัวได้หรือไม่ แต่ประเมินเบื้องต้นว่า อย่างน้อย ไทยแอร์เอเชีย จะประคองสถานการณ์ให้ไม่ติดลบเมื่อเทียบกับปีก่อน โดยเน้นการควบคุมต้นทุนให้ได้มากที่สุด ด้วยการปรับแผนธุรกิจให้เข้ากับสถานการณ์ภายนอก ได้แก่ การปรับลดเที่ยวบินที่มีจำนวนผู้โดยสารลดน้อยลง รวมถึงการพิจารณาแผนการรับเข้าเครื่องบินใหม่อีก 8 ลำ ในไตรมาส 4 ด้วยว่า อาจจะจำเป็นต้องลดลงเหลือ 6 ลำหรือไม่ เพื่อให้จำนวนที่นั่งสอดคล้องกับความต้องการในตลาด
ครึ่งปีหลังไม่เห็นปัจจัยบวก
"เรียกว่าครึ่งปีหลังภาคธุรกิจ ยังต้องเก็บคองอเข่า เพราะว่าตลาดหลักๆ ยังเห็นการลดลงกว่า 50% อาทิ ฮ่องกง มาเลเซีย และสิงคโปร์ เช่นเดียวกับ จีน ที่หายไปค่อนข้างมาก โดยตลาดที่ยังมีความต้องการเดินทางและพอเข้ามาเสริมได้อยู่ ก็ยังมีทั้งตลาดในประเทศและในอินโดจีน แต่หลักๆ ต้องใช้วิธีการคุมต้นทุน โดยเฉพาะช่วงโลว์ซีซันที่จะกระตุ้นให้พนักงานใช้สิทธิลาพักร้อนกันให้มากขึ้นในช่วงนี้"
ในช่วงครึ่งปีหลังแทบจะไม่เห็นปัจจัยบวกใดๆ เข้ามาช่วยพยุงธุรกิจ สิ่งที่ดีอย่างเดียวคือแนวโน้มราคาน้ำมันที่ยังไม่ปรับเพิ่มขึ้น แต่ก็ถือว่าเสมอตัว ไม่ได้มีส่วนช่วยใดๆ มากนัก ขณะที่ปัญหาการเมืองยังน่าเป็นห่วง ตราบใดที่ยังมีภาพข่าวการชุมนุมประท้วงเผยแพร่ไปต่างประเทศ ก็จะยังมีผลต่อความเชื่อมั่น เพราะภาพที่ออกไปมักจะทำให้เห็นความรุนแรงและเกิดความหวาดกลัวเรื่องการปิดสถานที่ต่างๆ ที่จะส่งผลด้านความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว
หวั่นสัมพันธ์จีน-มาเลย์กระทบท่องเที่ยว
ด้าน นายศิษฎิวัชร ชีวรัตนพร นายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) กล่าวว่า ประเด็นที่ยังต้องเฝ้าระวังในครึ่งปีหลัง นอกจากปัญหาการเมืองภายในประเทศแล้ว ยังต้องประเมินเหตุการณ์ความสัมพันธ์ระหว่างมาเลเซียและจีน จากกรณีเครื่องบินของมาเลเซีย แอร์ไลน์ส ไฟลต์ MH370 สูญหายไป ทำให้บริษัทนำเที่ยวรายใหญ่จีนยังระงับการจัดกรุ๊ปทัวร์ไปมาเลเซียในขณะนี้ และยังไม่รู้ว่าการระงับทัวร์ดังกล่าวจะต่อเนื่องไปอีกนานเท่าใด
โดยเรื่องดังกล่าว ส่งผลกระทบต่อไทย เนื่องจากปัจจุบัน ตลาดจีนซึ่งมีระยะเดินทางไกลมากกว่า 5 ชั่วโมง มักนิยมเดินทางมาเที่ยว 3 ประเทศในทริปเดียวแบบที่รู้จักกันในนาม "ไท่ หม่า ซิง" (ไทย มาเลเซีย สิงคโปร์) เพื่อความคุ้มค่าในการเดินทาง ดังนั้น เมื่อบริษัททัวร์งดจัดโปรแกรมไปยังมาเลเซีย และต้องนำเสนอเฉพาะไทยหรือสิงคโปร์ โปรแกรมจึงขาดความน่าสนใจ ทำให้ขาดลูกค้าไปพอสมควร
นอกจากนี้ ยังมีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักเดินทางที่มาครั้งแรก (First Time Visitor) ที่อาจชะลอแผนการเดินทางระยะไกลออกไปช่วงหนึ่ง เพราะไม่มั่นใจในการโดยสารเครื่องบิน และหันไปเที่ยวระยะใกล้หรือเดินทางเที่ยวในประเทศจีนแทน คาดว่าต้องใช้เวลาสร้างความเชื่อมั่นอีกสักระยะหนึ่ง
ททท.ยันไม่ปรับเป้ารายได้ 2 ล้านล้าน
นายธวัชชัย อรัญญิก ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า ในการประชุมร่วมกับฝ่ายนโยบายและแผนล่าสุด ยังยืนยันเป้าหมายรายได้ของการท่องเที่ยวที่ 2 ล้านล้านบาท แต่ยอมรับว่าในช่วงครึ่งปีหลังของปี "การเมืองภายในประเทศ" ยังกดดันตลาดต่างประเทศ แต่หากสามารถควบคุมสถานการณ์การเมืองไม่ให้เกิดความรุนแรง เชื่อว่ายังมีโอกาสที่ "ทุกตลาด" จะปรับเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวตีตื้นจากที่เคยสูญเสียไปในช่วงครึ่งปีแรกได้
โดยประเมินว่าตลาดที่จะสามารถฟื้นตัวได้โดยเร็ว คือ ตลาดจีน โดยในระหว่างวันที่ 13-17 เม.ย. เขาได้เดินทางร่วมกับสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว ในฐานะตัวแทนภาคธุรกิจท่องเที่ยวไทย เพื่อพบกับประธานองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งชาติจีน (CNTA) ที่เป็นหน่วยงานหลักในการกำกับดูแลด้านการท่องเที่ยว และถือโอกาสกระชับความสัมพันธ์ตอกย้ำความมั่นใจในการท่องเที่ยวระหว่างไทยกับจีน โดยหวังจะฟื้นฟูตลาดท่องเที่ยวในช่วงครึ่งปีหลังของปี หลังจากเห็นแนวโน้มเที่ยวบินเช่าเหมาลำ (ชาร์เตอร์ไฟลต์) จากจีนมาไทย ขยายตัวมากขึ้น นอกจากนี้จากการวิเคราะห์ยังพบว่าแม้สภาพเศรษฐกิจจีนจะชะลอความร้อนแรง แต่ยังไม่ส่งผลกระทบต่อตลาดเอาท์บาวด์ของจีนอย่างที่หลายฝ่ายกังวล
ห่วง"ไทยเที่ยวไทย"พลาดเป้า
อย่างไรก็ตาม ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ยอมรับว่า รู้สึกเป็นห่วงสถานการณ์ตลาดในประเทศ ที่ตั้งเป้ารายได้จากนักท่องเที่ยวไทยไว้ที่ 7 แสนล้านบาท จากจำนวนนักท่องเที่ยว 136.8 ล้านคนครั้งต่อปี เนื่องจากในช่วงครึ่งปีหลัง เศรษฐกิจในประเทศอาจเผชิญภาวะเงินฝืด ส่งผลให้คนชะลอการจับจ่ายเพื่อท่องเที่ยวในประเทศ ประกอบกับ การเข้าสู่ช่วงเปิดเทอมของนักเรียน นักศึกษา และไม่มีเทศกาลท่องเที่ยวสำคัญที่เป็นวันหยุดยาวมาช่วยเสริมเหมือนไตรมาสที่ 2 ที่มีเทศกาลสงกรานต์และวันหยุดปิดเทอมเป็นแม่เหล็ก ดังนั้น จึงต้องเฝ้าระวัง และจัดแผนส่งเสริมกระตุ้นตลาดในช่วงไตรมาส 3 เป็นพิเศษ
"เป็นห่วงกำลังซื้อภายในประเทศมาก เพราะว่าคนส่วนหนึ่งแม้จะยังเดินทาง แต่อาจจะลดจำนวนวันเดินทาง หรือปรับค่าใช้จ่ายลง แต่ถ้าการเมืองของไทยคลี่คลายได้เมื่อใด เมื่อนั้นจะเป็นสัญญาณที่ดี ที่ทำให้สามารถขับเคลื่อนมาตรการกระตุ้นตลาดได้อย่างเต็มที่ ทั้งตลาดนักท่องเที่ยวในประเทศและนักท่องเที่ยวต่างประเทศต่อไป"





