อยากชนะต้องพัฒนา "จรัมพร โชติกเสถียร"

ตลาดหุ้นไทยปี 56 สร้างสถิติมูลค่าซื้อขาย แสนล้านบาทต่อวัน สูงสุดเป็นประวัติการณ์ แถมดัชนีพุ่งเกือบแตะยอดเก่า 1,790 จุด
“ผู้จัดการตลาดหุ้นคนที่ 12 กำลังจะมา”
สุดท้ายเก้าอี้จะตกเป็นของคนในหรือคนนอก ภายในเดือนพ.ค.2557 คงได้รู้!! แต่ตัวเต็งอันดับหนึ่งคงหนีไม่พ้น “ช้าง-ชนิตร ชาญชัยณรงค์” รองผู้จัดการหัวหน้าสายงานผู้ออกหลักทรัพย์และบริษัทจดทะเบียน ชายผู้ได้รับการนำเสนอชื่อจาก “ผู้จัดการตลาดหุ้นคนที่ 11” “นก-จรัมพร โชติกเสถียร” ที่กำลังจะหมดวาระสิ้นเดือนพ.ค.นี้ และ “ตุ๊-เกศรา มัญชุศรี” รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานการตลาด ที่ตัดสินใจเขียนใบสมัครด้วยตนเอง
แม้ในยุคของ “จรัมพร โชติกเสถียร” ดีกรีปริญญาตรีด้าน Electrical Engineering and Computer Science จาก Massachusetts Institute of Technology และปริญญาโทด้าน MBA จาก Harvard Graduate School of Business Administration (1 มิ.ย. 2553-31 พ.ค.2557) จะไม่มีวิกฤติต่างประเทศมาคอยกวนใจ เหมือนในช่วง “ภัทรียา เบญจพลชัย” อดีตผู้จัดการตลาดหุ้นที่โดนทั้งวิกฤตการณ์การเงินและการเมืองเล่นงาน จนทำให้ตลาดหุ้นทิ่มหัวลงมาสัมผัส “จุดต่ำสุด” 384.15 จุด (วันที่ 29 ต.ค.2551)
แต่ “ผู้จัดการตลาดหุ้นคนที่ 11” ก็เจอเรื่องตื่นเต้นมากมาย ไล่มาตั้งแต่เหตุการณ์ชุมนุม ทางการเมืองในปี 2553 ครั้งนั้นเกิดไฟไหม้ชั้นล่างของอาคารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ผ่านมาถึงปี 2554 เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมกรุงเทพ และการชุมนุมทางการเมืองของคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข (กกปส.)
แม้จะมีภาวะไม่เอื้ออำนวยหลายเรื่อง แต่ตลาดหุ้นในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา กลับสร้างสถิติใหม่ โดย SET INDEX ขึ้นไปยืน “จุดสูงสุด” ระดับ 1,643.43 จุด (ตัวเลข ณ วันที่ 21 พ.ค. 2556) ขณะเดียวกันยังมีมูลค่าซื้อขาย 105,569 ล้านบาทต่อวัน (ตัวเลข 22 มี.ค.56) สูงสุดเป็นประวัติการณ์ นับตั้งแต่เปิดดำเนินการ แถมยังชนะตลาดหุ้นสิงคโปร์อีกด้วย หลังธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ตัดสินใจอัดฉีดสภาพคล่องทางการเงิน (QE) ส่งผลให้เงินทุนจากชาติไหลเข้าตลาดหุ้นเกิดใหม่ทั่วโลก
“ชายวัย 57 ปี” ที่นำทีมสื่อมวลชนกว่า 70 ชีวิต ไปเยี่ยมชมตลาดหลักทรัพย์ฮานอย (HNX) สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ถือโอกาสฝากสารถึงผู้จัดการตลาดหุ้นคนใหม่ว่า อยากเห็นตลาดหุ้นไทยให้บริการนักลงทุนไทยเหมือนกับตลาดหุ้นในประเทศที่พัฒนาแล้ว โดยเฉพาะเรื่องผลิตภัณฑ์ เราควรเข้าถึงนักลงทุนมากกว่านี้ ด้านโบรกเกอร์ก็ต้องให้บริการนักลงทุนต่างประเทศให้เป็นด้วย ตอนนี้ตลาดหลักทรัพย์เดินมาถูกทางแล้วเพียงเแต่ต้องพัฒนาต่อไป
การที่ตลาดหุ้นไทยจะเข้าสู่ AEC คงต้องพยายามอีกหลายเรื่อง ด้านโบรกเกอร์คงต้องพัฒนาตัวเองขึ้นมาเป็นผู้ให้บริการด้านการเงินให้กับนักลงทุนต่างประเทศ ปัจจุบันโบรกเกอร์ไทยเน้นเป็นผู้ให้บริการลงทุน เพื่อนักลงทุนไทยเท่านั้น วันนี้ยังมีโบรกเกอร์น้อยรายที่สามารถตอบสนองการลงทุนในตลาดต่างประเทศ
“จรัมพร” พูดความในใจว่า หากทุกคนย้อนกลับไปดูผลงานในช่วง 4 ปีที่ผ่านมาจะพบว่า อะไรที่เป็นค่าใช้จ่ายไม่จำเรา “ตัดทิ้งหมด” วันนี้ตลาดหุ้นไทยแข็งแกร่งสามารถยืนได้ด้วยขาของตัวเราเอง เมื่อเป็นเช่นนั้นเหล่าโบรเกอร์อยากไป “ขุดทอง” ที่ไหนเราพร้อมพาไป
แม้จะทำงานในสมัยที่ดัชนีเคยขึ้นไปเกือบเท่า “จุดสูงสุดเดิม” (1,790 จุด ณ ปี 2537) แต่เขาให้ระดับคะแนนตัวเองแค่ “พอใจ” วันนี้ตลาดหุ้นไทยขึ้นนำตลาดหุ้นสิงคโปร์ได้ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เมื่อก่อนเขาเป็นรีดเดอร์ แต่ตอนนี้ไม่ใช่แล้ว นั่นเป็นเพราะตลาดหุ้นไทยมีการวางแผนงานที่ดี ไม่ว่าจะเจอวิกฤตกี่ครั้ง เราก็สามารถทำงานในส่วนที่ไม่โดนวิกฤตก่อนได้เสมอ เข้าสุภาษิตที่ว่า “น้ำขึ้นให้รีบ ตัก”
“ตลาดหุ้นสิงคโปร์ทำได้ ตลาดหุ้นไทยก็ต้องทำได้เหมือนกัน” “จรัมพร” เกริ่นนำ ก่อนเล่าแนวคิดในช่วงที่ทำงานอยู่ว่า ประเทศสิงคโปร์มีประชากรแค่ 5 ล้านคน ในขณะที่เมืองไทยมีประชากรมาถึง 65 ล้านคน ฉะนั้นหากอยากเป็นรีดเดอร์แทนที่เขา เราก็แค่จัดระบบระเบียบต่างๆใหม่ ซึ่งทุกฝ่ายต้องร่วมด้วยช่วยกัน
อย่างวันนี้เรามีประชากร 65 ล้านคนเป็นผู้ขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจ ฉะนั้นเราแทบไม่ต้องกลัวใคร เพียงแต่เราต้องทำตัวให้เหมือนเขา นั่นคือ ต้องมีศูนย์กลางในการบริการนักลงทุนในภูมิภาค เพื่อนำเงินของนักลงทุนเหล่านั้นมาบริหารต่อ และให้เซอร์วิสต่างๆเหมือนที่ประเทศสิงคโปร์เขาทำ “เราต้องอย่าไปกลัวว่าเงินจะหมดประเทศ”
4 ปีที่ผ่านมา เราสามารถยกระดับตลาดหลักทรัพย์ไทยให้อยู่ในระดับแนวหน้าของภูมิภาคอาเซียนได้ ทั้งในเรื่องของปริมาณการซื้อขาย และคุณภาพบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ที่มีสภาพคล่องสูง วันนี้เราเป็นรองตลาดหุ้นสิงคโปร์แค่ไม่กี่เรื่อง เช่น มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวม (มาร์เก็ตแคป) เป็นต้น
ปัจจุบันตลาดหลักทรัพย์ไทยมีมาร์เก็ตแคปประมาณ 400,000 ล้านเหรียญ ขณะที่ตลาดหุ้นสิงคโปร์มีมาร์เก็ตแคประดับ 700,000 ล้านเหรียญ ด้วยศักยภาพของตลาดหุ้นไทยยังสามารถพัฒนาจนมีมาร์เก็ตแคปเพิ่มสูงขึ้นได้อีก
“เอ็มดีตลาดหุ้น” พูดต่อว่า การที่เราทำให้ตลาดหุ้นไทยเป็นองค์กรที่สามารถยืนอยู่บนขาของตัวเองได้ โดยไม่ต้องแบมือของเงินจากภาครัฐ นับเป็นคุณสมบัติที่สำคัญในการผลักดันองค์กรให้เจริญก้าวหน้า และสร้างรายได้ให้เติบโตมากขึ้น ความมีศักยภาพของตลาดหุ้นไทย ทำให้ผลประกอบการในปี 2556 ออกมาในเกณฑ์ที่ดี ถือเป็นปีแรกที่กำไรของหลักทรัพย์มาจากการบริหารต้นทุนที่แท้จริง เมื่อเทียบกับปีก่อนที่ยังต้องพึ่งพามูลค่าการซื้อขายเป็นหลัก
“นับตั้งแต่ปี 2557 เป็นต้นไป มีความเชื่อว่า ผลการดำเนินงานของตลาดหุ้นไทยจะดีขึ้นเรื่อยๆ และจะเป็นองค์กรที่ยืนได้ด้วยขาของตนเอง แม้วันนี้มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันจะมีเพียง 18,000 ล้านบาทก็ตาม”
เขาเล่าถึงหลักการทำงานว่า “ผมต้องทำทุกอย่างให้ได้ตามแผนงานที่วางไว้อยู่แล้ว ผลงานที่ชัดเจนที่สุด คือ การเปลี่ยนระบบซื้อขายและเคลียร์ริ่ง และการเพิ่มฐานของนักลงทุน”
ภายในเดือน พ.ค. 2557 ตลาดหลักทรัพย์จะขึ้นระบบบริการหลังการขายของตลาดอนุพันธ์ พร้อมกับระบบการซื้อขาย ขณะที่ระบบซื้อขายของตลาดหุ้นได้ปรับใหม่ไปเมื่อ 2 ปีก่อน ส่วนระบบเคลียร์ริ่งจะเริ่มในปี 2558 ซึ่งประมาณปลายปี 2558 ระบบการซื้อขายทั้งระบบจะเปลี่ยนใหม่ ฉะนั้นตลาดหุ้นไทยและโบรกเกอร์ต้องมีการลงทุนใหม่ แต่คงเป็นตัวเลขที่ไม่สูงมาก
ส่วนฐานนักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ ที่ผ่านมามีการขยายตัวอย่างชัดเจน โดยเพิ่มขึ้นประมาณ 26,000 คนต่อปี ทำให้ปลายปี 2556 ตลาดหลักทรัพย์มีฐานนักลงทุนประมาณ 170,000คน ซึ่งมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆตามการขยายการให้ความรู้เกี่ยวกับตลาดเงินตลาดทุน
ถามถึง “อุปสรรคในการทำงานในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา” เขาเล่าว่า การไม่วางแผนแบบวาระแห่งชาติเหมือนในต่างประเทศ นั่นละอุปสรรค สาเหตุที่ทำให้ตลาดหุ้นไทยไม่เป็นไปตามแผน คือ ขาดความต่อเนื่องด้านนโยบายทางการเมือง ดูอย่างทุกวันนี้แผนพัฒนาตลาดทุนแทบไม่เดินหน้าไปไหน หลังการเมืองไม่มีความชัดเจน ส่งผลให้โครงสร้างของประเทศล้มเหลวไปด้วย
“การเมืองส่งผลให้แผนพัฒนาตลาดทุนสะดุด แต่ปัจจุบันภาคเอกชนไม่รอความชัดเจนทางการเมืองแล้ว เรามีการคุยกัน เพื่อวางแผนร่วมกัน เมื่อมีรัฐบาลใหม่ เราทุกคนพร้อมเดินหน้าต่อทันที ความเสถียรภาพทางการเมืองและความน่าเชื่อถือของรัฐบาล ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ตลาดทุนก้าวไปข้างหน้า เพื่อให้ทันกับตลาดทุนทั่วโลก”
บุรุษที่กำลังจะกลายเป็นอดีตเอ็มดีตลาดหุ้น ทิ้งท้ายว่า ปัจจุบันนักลงทุนต่างชาติเลิกขายหุ้นไทยแล้ว แต่จะกลับมาซื้อหรือไม่ยังเป็นคำถามที่รอคำตอบ คงต้องรอดูผลประกอบการในช่วงไตรมาส 1 ปี 2557 ก่อนว่าจะออกมาเป็นอย่างไร แต่ที่แน่ๆ “ส่งออก” และ “ท่องเที่ยว” จะได้รับผลดีจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก







