ตลาดหลักทรัพย์เผยตลาดหุ้นไทยไตรมาสแรกเริ่มเข้าสู่ภาวะปกติ นักลงทุนต่างชาติเข้าลงทุน ดันสัดส่วนการซื้อขายต่างชาติเพิ่มขึ้น 7.5%
นายเกียรติพงศ์ อริยปรัชญา ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อตลาดทุน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทยในช่วงไตรมาส 1 ปีนี้ เริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติมากขึ้น โดยดัชนีปิดตลาดที่ระดับ 1,376.26 เพิ่มขึ้น 5.97% จากสิ้นปี2556 ผลจากนักลงทุนต่างชาติได้เริ่มกลับมาซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทยในเดือนมี.ค. เพราะคลายกังวลปัญหาเสถียรภาพเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศเกิดใหม่ และสถานการณ์การเมืองไทยที่ผ่อนคลายมากขึ้น หลังมีการยกเลิกพ.ร.ก. ฉุกเฉิน ขณะที่กำไรบริษัทจดทะเบียน(บจ.)เติบโตต่อเนื่อง
“แม้ในช่วงไตรมาสแรก นักลงทุนต่างชาติจะขายสุทธิในตลาดหุ้นไทยกว่า 2 หมื่นล้านบาท แต่ก็เริ่มกลับเข้ามาซื้อในเดือนมี.ค. และเป็นเพียงกลุ่มเดียวที่มีมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันเพิ่มขึ้น ส่งผลให้สัดส่วนการซื้อขายของต่างชาติเพิ่มขึ้นจาก 21.7% ในช่วงสิ้นปีก่อน มาอยู่ที่ระดับ 29.29% หรือเพิ่มขึ้น 7.55%ขณะที่สัดส่วนการถือครองหุ้นของต่างชาติก็ไม่ได้ลดลง อยู่ในระดับ 4 ล้านล้านบาท หรือ กว่า 32% ของตลาดหุ้นไทย”
นอกจากนี้เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน พื้นฐานของตลาดหุ้นไทยยังดี ทำให้เมื่อดัชนีปรับลดลง จึงมีแรงจูงใจให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนมากขึ้น อย่างไรก็ตามยังมีความเสี่ยงในเรื่องของการปรับลดมาตรการคิวอีของสหรัฐ ที่จะทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลก และตลาดหุ้นไทยผันผวน ส่วนการเมืองก็ยังเป็นตัวแปรสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ
น.ส.ปิญาภรณ์ สดศรีวิบูลย์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อตลาดทุน ตลท.กล่าวว่า จากการเข้าไปดูข้อมูลการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ พบว่า ส่วนใหญ่มีการลงทุนแบบกระจายตัว ทั้งหุ้นขนาดใหญ่ และหุ้นขนาดเล็ก ในกลุ่มธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงิน กลุ่มพลังงาน และกลุ่มก่อสร้าง สอดคล้องกับพื้นฐานผลประกอบการของบจ.ไทยที่มีกำไรในปี 2556 เติบโตกว่า 8% โดยที่กลุ่มการเงินและสถาบันการเงินมีกำไรเติบโตกว่า 30%
โดยกำไรบจ.ที่มีการเติบโต ส่วนใหญ่มาจากการออกไปลงทุนในต่างประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่มในประเทศซีแอลเอ็มวี (CLMV) คือ กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม มีเม็ดเงินลงทุนในช่วงปี 2549-2555 กว่า 3 หมื่นล้านบาท ทำให้มีรายได้จากต่างประเทศเพิ่มเป็น 40% ของรายได้รวมของบจ.ทั้งหมด และคาดว่าในปีนี้สัดส่วนรายได้จากต่างประเทศก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
“ สถาบันวิจัย ได้ศึกษาพบว่าการเติบโตของกำไรบจ.มีความสัมพันธ์กับการเติบโตของเศรษฐกิจในประเทศลดลง ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการออกไปลงทุนต่างประเทศ ซึ่งจะทำให้ผลประกอบการของบจ.ไทยยังน่าจะมีการเติบโต แม้ว่าเศรษฐกิจในประเทศชะลอ เพราะมีรายได้จากต่างประเทศเข้ามาบรรเทาผลกระทบได้ระดับหนึ่ง”
ทั้งนี้จากผลการศึกษาพบว่า ในปี 2556 บจ.ได้มีการลงทุนในสินทรัพย์ถาวร 5.98 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 29% จากปีก่อนหน้า เพื่อรองรับการอุปโภคและบริโภคในประเทศ และในกลุ่มอาเซียนที่มีการขยายตัว โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีการลงทุนสูงสุด คือ กลุ่มทรัพยากร กลุ่มบริการ กลุ่มเทคโนโลยีการสื่อสาร และกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งการลงทุนในกลุ่มอาเซียน ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ และก่อสร้าง เช่น บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย รวมถึงกลุ่มธุรกิจโรงพยาบาล เช่น บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ (BGH)
ภาพรวมตลาดหุ้นไทยเมื่อวันที่ 10 เม.ย.2557 ดัชนีปิดที่ระดับ1,389.56 จุด เพิ่มขึ้น7.54 จุด คิดเป็น0.55% มูลค่าการซื้อขายรวม 2.5 หมื่นล้านบาท
นายวิวัฒน์ เตชะพูลผล ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายการตลาดลูกค้าส่วนบุคคล บล.ทิสโก้ กล่าวว่าดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นต่อเนื่องและได้แรงหนุนจากการกลับเข้ามาซื้อของกลุ่มนักลงทุนต่างชาติ รวมทั้งมีแรงซื้อในหุ้นที่ราคาลงเช่นหุ้นบีทีเอส (BTS) หุ้นบีเอ็มซีแอล (BMCL) รวมทั้งแรงกลับเข้ามาซื้อในกลุ่มธนาคารขนาดเล็ก
สำหรับแนวโน้มคาดว่า ตลาดหุ้นไทยยังสามารถปรับตัวขึ้นต่อ แต่มีอย่างจำกัด เนื่องจากใกล้ถึงวันหยุดยาว เทศกาลสงกรานต์ในกลางเดือนนี้ อีกทั้งด้วยมูลค่าการซื้อขายที่เบาบาง ชี้ให้เห็นว่า นักลงทุนยังคงชะลอการลงทุน เนื่องจากแรงกดดันทางการเมือง โดยเฉพาะนักลงทุนรายย่อยและนักลงทุนสถาบัน ซึ่งในวันที่ 17 เม.ย. นี้ ศาลรัฐธรรมนูญนัดให้รักษาการนายกรัฐมนตรี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มาชี้แจง ก่อนวินิจฉัยกรณีการโยกย้าย นายถวิล เปลี่ยนสี ซึ่งมองว่าหากรักษาการนายกฯ ต้องพ้นจากตำแหน่ง อาจจะจุดชนวนความรุนแรงจากฝ่ายที่สนับสนุนอีกครั้ง
"ตลาดหุ้นวอลุ่มน้อยเพราะรายย่อยกับสถาบันกลัวการเมือง แต่ต่างชาติเขาไม่กลัว เขาก็ซื้อ ก็ให้เน้นลงทุนในหุ้นรายตัว ถือ และทยอยขายอย่างไรก็ตามหุ้นไทยยังสามารถไปต่ออาจจะไปถึง 1,400-1,420 จุด" นายวิวัฒน์กล่าว









