ธนาคารกสิกรไทย คาดจีดีพีปีนี้โต 1.8% ยังอยู่ในกรอบคาดการณ์ มองการเมืองฉุดเศรษฐกิจไตรมาส 2 แต่ส่งออกจะเป็นพระเอก
นายปรีดี ดาวฉาย กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)(KBANK) เปิดเผยว่า คาดจีดีพีปีนี้โต 1.8% โดยยังอยู่ในกรอบที่เคยคาดการณ์ไว้ที่ 1.3-2.4% ซึ่งภาพรวมเศรษฐกิจในปีนี้ไม่ค่อยดีนับตั้งแต่ต้นปี ทำให้หลายๆ ธนาคารปรับลดเป้าสินเชื่อลง เช่นเดียวกับKBANK เองที่ได้ปรับลดสินเชื่อรวมเหลือโต 8% จากที่เคยตั้งไว้ 10% ส่วนสินเชื่อเอสเอ็มอียังโต 7.5% สินเชื่อคอร์ปอเรทยังเติบโตที่ 6% และสินเชื่อบุคคลยังโตที่ 6%
ส่วน NPL ในปีนี้ทางธนาคารจะควบคุมไม่ให้เกิน 2.2% โดยยอมรับว่าภาคธุรกิจเริ่มมีปัญหาในการผ่อนชำระหนี้ เนื่องจากเศรษฐกิจที่ชะลอและเป็นผลกระทบจากสถานการณ์การเมือง แต่อย่างไรก็ตาม ทางธนาคารได้มีการเข้าไปให้ความช่วยเหลือ ซึ่งน่าจะประคับประคองกันไปได้ ทั้งนี้ มองว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ยังไม่มีแนวโน้มที่จะปรับลดดอกเบี้ยในการประชุมครั้งหน้า (23 เม.ย.)แต่อย่างไรก็ตามหากเศรษฐกิจแย่ไปกว่านี้อาจจะมีการปรับลดลงได้
ด้านนายเดชา ตุลานันท์ รองประธานกรรมการบริหาร ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)(BBL) เปิดเผยว่า คงเป้าสินเชื่อรวมปีนี้โต 5-7% เพราะทิศทางเศรษฐกิจไตรมาส 2 จะถูกกดดันจากสถานการณ์การเมือง ซึ่งจะฉุดทุกอย่างให้ปรับตัวลดลง แต่หากสถานการณ์การเมืองเริ่มนิ่งยังพอขับเคลื่อนเศรษฐกิจไปได้
"โดยสภาพรวมของประเทศไทยยังมีสัญญาณที่ดี เนื่องจากการส่งออกมีการปรับตัวที่ดีขึ้น และหากการเมืองจบภาพรวมทุกอย่างจะกระเตื้องขึ้นได้ ส่วนการเติบโตของธนาคารอาจจะไม่หวือหวามากนัก โดยต้องจับตาดูไตรมาสต่อไตรมาส" นายเดชา กล่าว
ส่วน NPL ในปีนี้ยังไม่เพิ่มมากนัก แต่ก็น่าเป็นห่วงเพราะประชาชนเริ่มผิดนัดชำระหนี้กันมากขึ้น อีกทั้งหนี้ครัวเรือนก็เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งสัญญาณทุกอย่างมีทั้งดีและไม่ดี ซึ่งเรื่องนี้ต้องติดตามต่อไปสำหรับการตั้งสำรองเผื่อหนี้สูญในไตรมาส 1 ทางธนาคารยังมีการตั้งสำรองปกติ คือในส่วนของธนาคารกรุงเทพมีการตั้งสำรองที่มากอยู่แล้ว และแม้หากจะตั้งเพิ่มทางธนาคารยังมีการปันผลหุ้นละที่ 4.50 บาท ซึ่งจะสะท้อนให้เห็นว่าธนาคารกรุงเทพยังคงแข็งแกร่ง
นายเดชา กล่าวต่อว่า มองแนวโน้มความต้องการที่อยู่อาศัยในปัจจุบันยังเติบโตไปได้ เนื่องจากที่อยู่อาศัยเป็นปัจจัยพื้นฐานและในปัจจุบันผู้ประกอบการโครงการต่างๆ พยายามสร้างบ้านและคอนโดมิเนียมให้มีความเหมาะสมกับผู้อยู่อาศัยมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ประชาชนในปัจจุบันอาจมีการยั้งคิดใคร่ครวญในการตัดสินใจมากขึ้นโดยระมัดระวังในการจับจ่ายใช้สอย เนื่องจากเศรษฐกิจในปัจจุบันยังอยู่ในช่วงชะลอตัว โดยลูกค้าส่วนใหญ่ของธนาคารจะอยู่ในระดับกลางและเจ้าของธุรกิจจึงไม่ได้มีผลกระทบจากเรื่องนี้มากนัก ส่วนยอดปฏิเสธสินเชื่อในไตรมาสแรกที่ผ่านมายังเติบโตไปได้ตามปกติยังไม่เห็นสัญญาณอะไร








