SIRI เล็งทบทวนเป้ายอดขายปีนี้จาก 3 หมื่นล้านบาท ยอมรับยอดขายไตรมาสแรกลดลง เหตุเปิดโครงการน้อยกว่า มั่นใจไตรมาส 2 ดีขึ้น
นายอุทัย อุทัยแสงสุข รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) หรือ SIRI กล่าวว่า บริษัทเตรียมที่จะทบทวนแผนและเป้าหมายการดำเนินงานในปีนี้ หลังจากปิดงบครึ่งปีแรก โดยในส่วนของยอดขายจะมีการทบทวนจากเป้าหมายเดิมที่วางไว้ 3 หมื่นล้านบาท แต่คาดว่าในครึ่งปีแรกจะทำยอดขายได้เพียง 1 หมื่นล้านบาทเท่านั้น รวมถึงการทบทวนการเปิดตัวโครงการใหม่จากเดิมที่วางไว้ 19 โครงการ แบ่งเป็นคอนโดมิเนียม 9 โครงการ บ้านเดี่ยวและทาวน์เฮ้าส์ 10 โครงการ มูลค่ารวม 2 หมื่นล้านบาท โดยในช่วงครึ่งปีแรกคาดว่าจะเปิดโครงการได้ทั้งหมดเพียง 6-8 โครงการ โดยจะมีการติดตามปัจจัยทางการเมือง เศรษฐกิจ บรรยากาศการตัดสินใจซื้อของกลุ่มลูกค้าอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินสถานการณ์ทุกเดือน
"เราจะดูปัจจัยทางการเมืองและเศรษฐกิจ ซึ่งจะกระทบต่อการตัดสินใจซื้อของลูกค้า โดยจะมีการทบทวนแผนงานและเป้าหมายหลังจากจบครึ่งปีแรก รวมถึงการเปิดโครงการใหม่มีโอกาสทบทวนในส่วนของคอนโดฯ แต่บ้านเดี่ยวคาดว่าจะสามารถเดินหน้าตามแผนเดิมได้" นายอุทัย กล่าว
ทั้งนี้ ยอมรับว่ายอดขายในไตรมาสแรกปีนี้จะทำได้เพียง 4,000 ล้านบาท ปรับตัวลดลงเป็นอย่างมากเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน ที่มียอดขายกว่า 2 หมื่นล้านบาท เนื่องจากไตรมาสแรกปีนี้มีการเปิดตัวโครงการใหม่เพียง 3 โครงการ น้อยกว่าช่วงเดียวกันปีก่อนที่เปิดโครงการใหม่มากกว่า 10 โครงการ รวมถึงปัญหาความไม่สงบทางการเมืองส่งผลกระทบเชิงลบต่อการตัดสินใจซื้อบ้านของลูกค้า
แต่อย่างไรก็ตาม บริษัทคาดว่ายอดขายจะกลับมาปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นในช่วงไตรมาส 2 ซึ่งจะมีการเปิดตัวโครงการใหม่ 3-5 โครงการ ส่วนใหญ่เป็นโครงการบ้านเดี่ยว โดยเชื่อว่ากลุ่มลูกค้าที่มีความต้องการซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง จะเริ่มมีการตัดสินใจซื้อเพิ่มขึ้น
"ยอดขายในไตรมาสแรกเมื่อนำไปเทียบกับช่วงเดียวกันปีที่แล้วคงจะเทียบกันลำบาก เนื่องจากปีก่อนเราเปิดตัวโครงการใหม่มากกว่า 10 โครงการ แต่ในปีนี้เปิดแค่คอนโดฯ 1 โครงการ และบ้านเดี่ยว 2 โครงการ แต่ยอดขายน่าจะฟื้นขึ้นในช่วงไตรมาสที่ 2 หลังกลุ่มลูกค้าเริ่มมีการตัดสินใจซื้อบ้านเพิ่มมากขึ้นโดยเฉพาะในกลุ่มที่ต้องการบ้านเพื่ออยู่อาศัยจริงๆ และชะลอการตัดสินใจมาก่อนหน้านี้" นายอุทัย กล่าว
นายอุทัย กล่าวด้วยว่า ในช่วงไตรมาส 1/57 ที่ผ่านมา มีลูกค้าที่โอนบ้านและคอนโดมิเนียมไม่ได้ ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นเป็นมากกว่า 10% จากระดับปกติอยู่ที่ 5-10% โดยส่วนใหญ่เป็นโครงการคอนโดมิเนียมที่ระดับราคา 1-3 ล้านบาท เนื่องจากกลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่ไม่ผ่านการขอสินเชื่อจากธนาคารพาณิชย์ จากผลกระทบทางด้านการเมืองและเศรษฐกิจที่ส่งผลต่อกลุ่มลูกค้าที่มีรายได้ไม่แน่นอน และอีกส่วนหนึ่งมาจากการชะลอโอนของลูกค้า ซึ่งมีไม่มาก
"เราเริ่มเห็นสัญญาณการโอนมีปัญหาบ้างในบางโครงการ โดยเฉพาะคอนโดฯระดับราคาที่ 1-3 ล้านบาท เพราะมีการกู้ไม่ผ่านในกลุ่มนี้ค่อนข้างเยอะ โดยเฉพาะในส่วนที่มีรายได้ไม่แน่นอน เพราะแบงก์ค่อนข้างเข้มงวดจากปัญหาทางการเมืองและสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน" นายอุทัยกล่าว






