สมาคมตราสารหนี้ คาดเงินต่างชาติไหลออกจากตลาดตราสารหนี้ปีนี้อย่างน้อย 1 แสนล้านบาท หลังเฟดลด QE - ความเสี่ยงไทยถูกลดเครดิต
นายนิวัฒน์ กาญจนภูมินทร์ กรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย เปิดเผยว่า ในปีนี้คาดว่าเม็ดเงินต่างชาติจะไหลออกจากตลาดตราสารหนี้ไทยอย่างน้อย 1 แสนล้านบาท หลังจากในช่วงไตรมาสแรกเม็ดเงินต่างชาติไหลออกสุทธิจากตลาดตราสารหนี้ 30,160 ล้านบาท โดยมีสาเหตุมาจากการลดขนาดมาตรการ QE ของธนาคารกลางสหรัฐ หรือ เฟด ประกอบกับตัวเลขเศรษฐกิจของไทยที่ปรับลดลง ซึ่งทำให้มีความเสี่ยงที่ประเทศจะถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือลง ภายหลัง Japan Credit Rating Agency (JCR) ปรับลด Outlook ของไทยจาก Stable เป็น Negative ในวันที่ 2 เม.ย.ที่ผ่านมา โดยให้เหตุผลไปที่ปัญหาการเมืองที่จะมีผลต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ
ในขณะที่ยอดการถือครองตราสารหนี้ของนักลงทุนต่างชาติ ณ สิ้นเดือน มี.ค.ปีนี้อยู่ที่ 679,238 ล้านบาท โดยเป็นการถือครองในตราสารหนี้ระยะสั้นประมาณ 16% และตราสารหนี้ระยะยาว 84%
"เราคาดว่าเงินไหลออกสุทธิปีนี้จะอยู่ที่ 1 แสนล้านบาท โดยเกือบทั้งหมดจะมาจากตราสารหนี้ระยะยาว แต่ไม่ได้หมายความว่านักลงทุนจะไปจากตลาดบ้านเราเป็นเพียงการลดสัดส่วนการลงทุนเท่านั้น จากการลดขนาดมาตรการ QE สหรัฐฯ แต่ความเสี่ยงหนึ่งที่ต้องจับตาคือการถูกปรับลดเครดิตเรทติ้งของประเทศจะส่งผลให้เงินมีโอกาสไหลออกเพิ่มขึ้น แต่หากเป็นเพียงการปรับ Outlook จะไม่ส่งผลกระทบมากนัก" นายนิวัฒน์ กล่าว
ด้านนายบัณฑิต นิจถาวร ประธานกรรมการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยในปีนี้อาจโตไม่ถึง 2% หรือไม่เติบโตเลย จากที่คาดว่าจะโตอยู่ที่ระดับ 2.4-2.6% หากปัญหาทางการเมืองไม่สามารถหาทางออกหรือไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลถาวรได้ ภายในครึ่งปีแรก ซึ่งจะทำให้ภาคธุรกิจจะมีการปรับตัวโดยการลดการลงทุนชะลอการใช้จ่าย ส่งผลให้ภาพรวมเศรษฐกิจเป็นขาลงอย่างต่อเนื่อง
ในขณะเดียวกันทิศทางดอกเบี้ยมีโอกาสจะทรงตัวที่ระดับ 2% เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อในประเทศยังไม่ถือว่าสูงมาก และการลดอัตราดอกเบี้ยลงเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจอาจจะเป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ตรงจุด เนื่องจากปัญหาหลักที่กระทบเศรษฐกิจมาจากปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง
"การเมืองกระทบกับเศรษฐกิจมาก ซึ่งหากยังไม่มีความแน่นอนหรือไม่จบในครึ่งปีแรกเศรษฐกิจไทยมีโอกาสที่จะไม่ขยายตัวหรือขยายตัวได้ไม่ถึง 2% เพราะตัวเลขในช่วงไตรมาสแรกทุกตัวมีการชะลอลง ทั้งการส่งออก การบริโภคภายในประเทศ ซึ่งหากในครึ่งปีหลังยังไม่สามารถมีรัฐบาลเพื่อมาใช้จ่ายงบประมาณได้จีดีพีจะมีโอกาสถูกปรับลดลงอย่างแน่นอน" นายบัณฑิต กล่าว






