วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

คาดยอดตั้งโรงงานพุ่งหลังการเมืองนิ่ง

กรอ.หวังครึ่งปีหลัง ลงทุนภาคเอกชนฟื้น การขอตั้งโรงงานใหม่-ขยายกิจการเพิ่มขึ้น ขณะ 3 เดือนแรกยอดขอลดลง 25%

นายณัฐพล ณัฏฐสมบูรณ์ อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) กล่าวว่าในครึ่งปีหลัง หากสถานการณ์การเมืองสงบลง จำนวนการตั้งโรงงานใหม่และขยายกิจการมีอัตราการเติบโตแบบก้าวกระโดด แต่หากการเมืองยืดเยื้อต่อไปก็จะส่งผลต่อความเชื่อมั่นนักลงทุนอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้จะตั้งคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ)ชุดใหม่ได้แล้ว

ทั้งนี้ สถิติการเปิดดำเนินกิจการโรงงานในรอบ 3 เดือนแรกของปี 2557 (ม.ค.-มี.ค.) พบว่า มีโรงงานที่ประกอบกิจการใหม่ทั้งสิ้น 938 แห่ง เทียบช่วงเดียวกันกับปีที่แล้วลดลง 9.02 % มีการจ้างงาน 19,847 คน ลดลง 10.26 % มูลค่าการลงทุน 47,474 ล้านบาท ลดลง 25.45 %

เมื่อพิจารณาจากพื้นที่ตั้งโรงงานใหม่ พบว่าส่วนใหญ่อยู่ในภาคกลาง (ไม่รวมกรุงเทพฯ) 54 แห่ง มูลค่าการลงทุน 6,779 ล้านบาท รองลงมาเป็นภาคตะวันออก 22 แห่ง มูลค่าการลงทุน 2,079 ล้านบาท ภาคใต้ 12 แห่ง มูลค่าการลงทุน 303 ล้านบาท

ส่วนการอนุญาตขยายกิจการมี 124 แห่ง ลดลง 19.48 % มีการจ้างงาน 10,2078 ลดลง 40 % มีการลงทุน 12,541 ล้านบาท ลดลง 51 %

สำหรับสาเหตุของการตั้งโรงงานใหม่และการขยายโรงงานในช่วง 3 เดือนแรกของปีนี้ที่ลดลง เนื่องจากปัญหาการเมืองในประเทศ ส่งผลให้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนลดลง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่พึ่งพาตลาดภายในประเทศ อาจชะลอการลงทุนออกไป เพราะว่าผู้บริโภคในประเทศลดการบริโภคสินค้า และงดซื้อสินค้าฟุ่มเฟือย เช่น เฟอร์นิเจอร์ โทรทัศน์ รถยนต์ เครื่องประดับ เครื่องนุ่งห่ม การบริการ และการท่องเที่ยว เป็นต้น

นอกจากนี้การที่ไม่คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ที่ผ่านมาก็ส่งผลกระทบต่อการเปิดกิจการใหม่และขยายกิจการเช่นกัน

อย่างไรก็ดีคาดว่าในครึ่งปีหลังหากการเมืองนิ่งจะส่งผลให้จำนวนการตั้งโรงงานใหม่และขยายกิจการมีอัตราการเติบโตแบบก้าวกระโดดอย่างแน่นอน แต่หากการเมืองยืดเยื้อต่อไปก็จะส่งผลต่อความเชื่อมั่นนักลงทุนอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้จะตั้งคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนชุดใหม่ได้แล้วก็ตาม

ขณะที่การเลิกกิจการโรงงานในช่วง 3 เดือน แรกของปีนี้ มีจำนวน 178 แห่ง ลดลง 49 % เลิกจ้างงาน 8,725 คน ลดลง 41 % มูลค่าการลงทุนโรงงานที่เลิกกิจการ 2,315 ล้านบาท ลดลง 64 %

"ผู้ประกอบการที่สามารถดำเนินธุรกิจได้ในขณะนี้ ต้องพึ่งพาการส่งออกมากขึ้น ซึ่งเห็นได้ชัดจากอุตสาหกรรมยานยนต์ที่มีการเน้นตลาดส่งออกเพิ่มขึ้นจากเดิม โดยมุ่งหันไปหาตลาดจากกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง แอฟริกา ออสเตรเลีย เป็นต้น เพื่อทดแทนตลาดในประเทศที่ขาดหายไป โดยกลุ่มอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) น่าจะต้องจับตามองเป็นพิเศษว่าจะสามารถปรับตัวได้หรือไม่ในสถานการณ์เช่นนี้" นายณัฐพล กล่าว