เวิลด์แบงก์ชี้การเมืองฉุดเศรษฐกิจของไทย หั่นเป้าจีดีพีเหลือ 3% ต่ำสุดในอาเซียน
ธนาคารโลก ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจชาติกำลังพัฒนาในเอเชียตะวันออก เหลือ 7.1% จาก 7.2% ปีนี้ พร้อมปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปีนี้ลงอีก 1.5% เหลือ 3.0% และปรับลดลง 0.5% เหลือ 4.5% ปีหน้า ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดของประเทศในอาเซียน
ธนาคารโลก ประกาศปรับลดคาดการณ์อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียตะวันออก โดยปรับลดลง 0.1% สู่ระดับ 7.1% ทั้งในปีนี้และปีหน้า แต่ระบุว่า เศรษฐกิจในภูมิภาคมีแนวโน้มขยายตัวคงที่ในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า โดยได้แรงหนุนจากการเติบโตของเศรษฐกิจโลกและการค้า
"สำหรับเอเชียตะวันออก เราเชื่อว่าตัวขับเคลื่อนการเติบโตจะมาจากภายนอกมากขึ้น สืบเนื่องจากการฟื้นตัวในประเทศพัฒนาแล้ว" นายเบิร์ต ฮอฟแมน หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารโลกประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออก และแปซิฟิก ระบุ พร้อมเสริมว่าการค้าโลกที่ดีขึ้น จะช่วยชดเชยผลกระทบแง่ลบได้
ธนาคารโลก ชี้ด้วยว่าค่าเงินที่ยืดหยุ่นและทุนสำรองที่มีเพียงพอ จะช่วยให้ภูมิภาครับมือได้กับการลดการเข้าซื้อพันธบัตรของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)
ทั้งนี้ ตลาดเกิดใหม่รวมถึงในเอเชีย เผชิญภาวะเงินทุนไหลออกตั้งแต่เดือนพ.ค.-ก.ย. ปีที่แล้ว เพราะว่านักลงทุนเริ่มปรับสถานะการลงทุนรับมือกับการที่เฟดเริ่มลดการเข้าซื้อพันธบัตร ธนาคารโลกระบุว่าแม้ตลาดเงินในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิกไม่มีปฏิกิริยามากนักกับการตัดสินใจของเฟดเมื่อเดือนธ.ค. ปีที่แล้ว ในการเริ่มลดนโยบายผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) แต่ความเป็นไปได้ที่กระแสเงินทุนจะไหลออก ยังเป็นประเด็นที่ประเทศกำลังพัฒนามีความวิตก
ส่วนแนวโน้มของการที่สหรัฐ จะปรับดอกเบี้ยสู่ระดับเดิม ก็สร้างแรงกดดันขาขึ้นแก่อัตราดอกเบี้ยและอาจเป็นชนวนให้กระแสทุนไหลออกมากขึ้นจากประเทศที่มีเศรษฐกิจอ่อนแอ รวมถึงทำให้การบริหารหนี้มีความยากลำบากมากขึ้นในบางประเทศ
"ยังคงต้องมีการเฝ้าระวังกระแสทุนไหลออกอยู่" นายฮอฟแมน ระบุ แต่เสริมว่าเงินทุนที่ไหลออกจากเอเชียตะวันออก ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนโดยตรงของต่างชาติมากกว่าการลงทุนในพอร์ต ซึ่งทำให้มีความผันผวนน้อยกว่าในอดีต
ปรับลดคาดการณ์ไทย
นอกจากนี้ ธนาคารโลกยังได้ปรับลดคาดการณ์อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในปีนี้ลงอีก 1.5% สู่ระดับ 3.0% และปรับลดลง 0.5% สู่ระดับ 4.5% ในปีหน้า ซึ่งต่างก็เป็นระดับต่ำสุดของประเทศในอาเซียน
ขณะเดียวกัน ธนาคารโลกปรับลดคาดการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจของอาเซียนในปีนี้ลงอีก 0.3% สู่ระดับ 4.8% และปรับลดลง 0.2% สู่ระดับ 5.2% ในปีหน้า
ธนาคารโลก ระบุว่า การฟื้นตัวของอุปสงค์ภายนอกประเทศจะช่วยเพิ่มอัตราการขยายตัวของไทย เมื่อเทียบกับระดับการเติบโต 2.9% ในปีที่แล้ว อย่างไรก็ดี ธนาคารโลกเตือนว่า อุปสงค์ภายในประเทศของไทยยังคงอ่อนแอ อันเนื่องจากความไม่สงบทางการเมืองที่ยังคงดำเนินอยู่ ซึ่งกระทบต่อรายได้จากการท่องเที่ยว การลงทุนในภาครัฐ และความเชื่อมั่นของนักลงทุน
"ความไร้เสถียรภาพทางการเมืองที่ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ดึงความสนใจของรัฐบาลไปจากประเด็นด้านการพัฒนาในระยะยาว อย่างการปรับปรุงทักษะและศักยภาพด้านการแข่งขัน"
"หากสถานการณ์ทางการเมืองมีเสถียรภาพอย่างพอเพียง การขยายตัวก็จะแข็งแกร่งขึ้นในปีนี้" ธนาคารโลกระบุ
ลดคาดการณ์จีน
สำหรับเศรษฐกิจประเทศอื่นนั้น ธนาคารโลกคาดว่าพม่าจะเติบโต 7.8% ปีนี้ ซึ่งนับว่าเป็นอัตราการขยายตัวที่รวดเร็วที่สุดในภูมิภาค หลังจากรัฐบาลมีความคืบหน้าในการปฏิรูปเศรษฐกิจมหภาค
ส่วนจีนเติบโต 7.6% ลดลงเล็กน้อยจาก 7.7% เมื่อปีที่แล้ว เพราะว่าแนวโน้มใหม่ของปีนี้สะท้อนถึงการเริ่มต้นปีที่ไม่ราบรื่นนัก อย่างการผลิตภาคอุตสาหกรรมของจีนและการส่งออกที่อ่อนแอในเดือนม.ค.-ก.พ. กระนั้น แนวโน้มในอนาคตค่อนข้างแข็งแกร่งและคาดว่าช่วงกลางปีจะดีขึ้น สืบเนื่องจากความต้องการของประเทศที่มีรายได้สูง มีมากขึ้น
ด้าน อินโดนีเซีย นั้น การชะลอตัวของการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะนักลงทุนรอดูผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีและสมาชิกสภา สำหรับการเติบโตทางเศรษฐกิจนั้น คาดว่าปีนี้จะอยู่ที่ 5.3% ลดลงจากปีที่แล้วที่ 5.8%
ส่วนการเติบโตของฟิลิปปินส์อาจลดลงเหลือ 6.6% ปีนี้ จาก 7.2% เมื่อปีที่แล้ว แต่การใช้จ่ายด้านการฟื้นฟูมีแนวโน้มจะชดเชยการบริโภคที่ซบเซาหลังจากเกิดภัยธรรมชาติหลายครั้งเมื่อปีที่แล้ว
ด้านผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศของมาเลเซีย คาดว่า จะขยายตัว 4.9% ปีนี้ ซึ่งมากกว่าปีที่แล้วที่ 4.7%
ความเสี่ยงขาขึ้น-ขาลง มีพอกัน
ธนาคารโลก กล่าวว่า ความเสี่ยงขาลงและขาขึ้นสำหรับการเติบโตของประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก มีอยู่ในระดับพอๆ กัน
"ในระดับโลกนั้น การฟื้นตัวที่ช้ากว่าที่คาดไว้ในประเทศพัฒนาแล้ว หรือการขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่อง ผสานกับความผันผวนมากขึ้นของราคาสินค้าโภคภัณฑ์เนื่องจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในยุโรปตะวันออก อาจไม่เอื้อต่อเงื่อนไขสำหรับการเติบโต" รายงานระบุ
อย่างไรก็ตาม หากเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง ก็อาจเปิดทางให้มีการปฏิรูปมากขึ้น
"ในระยะยาว ประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียตะวันออก ควรเพิ่มความพยายามปฏิรูปเชิงโครงสร้างเพื่อเพิ่มศักยภาพในการเติบโตและเพิ่มความเชื่อมั่นของตลาด" นายฮอฟแมน ระบุ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าจีนได้เปิดฉากการปฏิรูปภาคการเงิน การเข้าถึงตลาด การเคลื่อนย้ายแรงงาน และนโยบายการคลัง ซึ่งหากประสบความสำเร็จ ก็อาจเอื้อประโยชน์แก่คู่ค้า
อย่างไรก็ตาม นายฮอฟแมน เตือนว่า หากความพยายามสร้างสมดุลในจีนดำเนินไปอย่างไร้ระเบียบ ก็อาจสร้างผลเสียต่อการเติบโตในระดับภูมิภาคและระดับโลกได้ โดยเฉพาะในประเทศที่พึ่งพาการส่งออกทรัพยากรธรรมชาติไปยังตลาดจีน
ท้ายที่สุด นายอาเซล แวน ทรอตเซนเบิร์ด รองประธานธนาคารโลกประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก กล่าวว่า เอเชียตะวันออกและแปซิฟิก เป็นกลไกหลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกตั้งแต่เกิดวิกฤติทางการเงินโลก การเติบโตของเศรษฐกิจโลกที่แข็งแกร่งขึ้นปีนี้จะช่วยให้ภูมิภาคนี้ขยายตัวได้อย่างมั่นคง พร้อมกับปรับตัวเข้ากับเงื่อนไขทางการเงินในโลก
ทั้งนี้ การเติบโตทางเศรษฐกิจของภูมิภาคนี้ อยู่ที่เฉลี่ยปีละ 8% ตั้งแต่ปี 2552-2556









