"กบข." รุกสร้างความเข้าใจการออม-การลงทุนเพิ่ม หวังข้าราชการขยับเงินออมเป็น 4% เผยที่ผ่านมามีสมาชิกออมเพิ่มเพียง 2 หมื่นราย
กบข.มีแผนจะร่วมกับพันธมิตร ทั้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และสื่อมวลชน ในการจัดกิจกรรมเพื่อสร้างความเข้าใจเรื่องการออม และการลงทุนให้กับสมาชิกข้าราชการทุกภูมิภาค เพื่อส่งเสริมให้ข้าราชการมีการออมเงินเพิ่มขึ้นจากอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้ในปัจจุบันที่ 3 % ของเงินเดือน
"ปัจจุบันกบข.เปิดให้สมาชิกออมเพิ่มได้สูงสุดไม่เกิน 15% ของเงินเดือน แต่คนที่ออมเพิ่มมีอยู่น้อยมาก เพียง 2 หมื่นคน จากจำนวนสมาชิกทั้งหมดกว่า 1.1 ล้านคน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะข้าราชการมีฐานรายได้ไม่สูง ประกอบกับยังขาดความเข้าใจในเรื่องการลงทุน ซึ่งหากสมาชิกมีความเข้าใจมากขึ้น ก็น่าจะมีการออมเพิ่มขึ้น โดยในช่วงแรกอยากจะเห็นการออมเพิ่มจาก 3% เป็น 4%"นายสมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) กล่าว
นอกจากนี้การให้ความรู้และความเข้าใจเรื่องการลงทุน ยังสามารถช่วยในการตัดสินใจเลือกแผนการลงทุนของสมาชิกให้เหมาะสมกับตัวเองได้ ซึ่งปัจจุบัน กบข.มีทางเลือกของการลงทุนให้สมาชิกเลือกได้ 5 แผน ประกอบด้วย แผนผสมหุ้นทวี แผนหลัก แผนตราสารหนี้ แผนตลาดเงิน และแผนสมดุลตามอายุ ที่ปรับสัดส่วนการลงทุนตามช่วงอายุ โดยอายุยังน้อยสามารถรับความเสี่ยงได้มาก ก็จะเน้นลงทุนในหุ้น หากมีอายุเยอะ ก็เน้นลงทุนตราสารหนี้เป็นต้น
"เรามั่นใจว่าถ้ามีความเข้าใจเรื่องการลงทุนและความเสี่ยงมากขึ้น สมาชิกจะมีการปรับแผนการลงทุนของตัวเองมากขึ้น จากปัจจุบันที่สมาชิกปรับแผนการลงทุนค่อนข้างน้อย โดยปี 2556 ที่ผ่านมา มีสมาชิกปรับแผนการลงทุนเพียง 4 พันคน และส่วนใหญ่เลือกแผนสมดุลตามอายุ 3.6 พันคน ขณะเดียวกันกบข.ยังจะเน้นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับสมาชิกให้มากขึ้น โดยเปิดให้ทุกคนในองค์การมีส่วนร่วมในการดูแลสมาชิก"
สำหรับการลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนปีนี้ กบข.จะขอขยายเพดานการลงทุนในต่างประเทศ จากเดิมกำหนดให้ลงทุนต่างประเทศได้ไม่เกิน 25% เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการบริหารการลงทุน และเพิ่มโอกาสในการสร้างผลตอบแทนในภาวะที่เศรษฐกิจโลกฟื้นตัว ขณะที่เศรษฐกิจในประเทศมีแนวโน้มชะลอตัว ซึ่งหากจะให้เกิดความคล่องตัวจริงๆ สัดส่วนการลงทุนต่างประเทศอาจจะต้องเพิ่มเป็น 40% แต่ช่วงแรกอาจจะเพิ่มเป็น 30% ของพอร์ตการลงทุนรวมก่อน เพราะสภาพการเมืองและเศรษฐกิจในประเทศปัจจุบัน ทำให้ไม่มั่นใจในการลงทุนในตลาดหุ้นไทย
"ในช่วงนี้ให้น้ำหนักการลงทุนในตลาดหุ้นต่างประเทศ มากกว่าตลาดหุ้นไทย เพราะผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ของไทยขยายตัวไม่สูง และมีการปรับลดคาดการณ์ลงต่อเนื่องจาก 3.2% ลงมาเหลือ 2.8% ล่าสุดมองว่าจะขยายตัวเพียง 2.5% ผลตอบแทนการลงทุนในตลาดหุ้นไทยก็น่าจะสะท้อนภาวะเศรษฐกิจที่ไม่ค่อยดี โดยนอกจากการเพิ่มสัดส่วนลงทุนต่างประเทศแล้ว กบข.ยังมีจะหาสินค้าใหม่ในการลงทุน เช่นกองทุนที่รับประกันผลตอบแทน แต่ผลตอบแทนอาจจะไม่สูง การมองหาโอกาสลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ต่างประเทศเพิ่มเติม"
แม้กบข.จะขยายเพดานการลงทุนในต่างประเทศ แต่กรอบการลงทุนในภาพใหญ่ของกบข.ก็ไม่ได้ปรับเปลี่ยน โดยยังคงเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนดให้การลงทุนในสินทรัพย์มั่นคง หรือสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงน้อย 60% และลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงได้ 40%
สำหรับผลตอบแทนการลงทุนในปี 2556 ของกบข.อยู่ที่ระดับ 4.5% โดยหลักๆ มาจากการลงทุนต่างประเทศ เพราะเป็นปีที่เศรษฐกิจโลกฟื้นตัว ขณะที่เศรษฐกิจไทยชะลอ กบข.ได้ลงทุนในตราสารทุน หรือหุ้นในตลาดโลก ทั้งตลาดหุ้นในสหรัฐ และยุโรป สัดส่วน 15% ของพอร์ตการลงทุน ลงทุนในตลาดหุ้นไทย 10% ที่เหลือส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในตราสารหนี้ไทย 62% ตราสารหนี้โลก 5% และการลงทุนทางเลือกอีกประมาณ 8%
"แนวโน้มผลตอบแทนการลงทุนปีนี้ ชนะเงินเฟ้อแน่นอน และคาดสูงสุดจะอยู่ในระดับ 5-6% แต่หากสามารถทำได้ถึง 7% จะน่าพอใจมาก ต้องยอมรับว่าการบริหารพอร์ตการลงทุนปีนี้ค่อนข้างยาก เพราะตลาดหุ้นในประเทศจะปรับตัวตามเศรษฐกิจที่ชะงักงัน ขณะที่ดอกเบี้ยทั้งในประเทศก็ปรับลดลง จึงต้องยอมรับว่าผลตอบแทนจากการลงทุนในประเทศ ทั้งตราสารทุนและตราสารหนี้ลดลง ส่วนหุ้นต่างประเทศก็อาจจะไม่ดีเหมือนปีที่ผ่านมา ในช่วง 2 เดือนของปีนี้ ผลตอบแทนการลงทุนของ กบข.ยังเป็นบวก และหลักๆ ก็ยังคงมาจากการลงทุนในต่างประเทศ"
เขากล่าวต่อว่า ในการเข้ามารับตำแหน่งเลขาธิการกบข.ครั้งนี้ สามารถใช้ประสบการณ์จากการทำงานในสมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ เข้ามาช่วยในการบริหารได้ โดยเฉพาะความรู้ ความเข้าใจเรื่องการลงทุนในตลาดทุน ที่มีความผันผวน จึงต้องอาศัยการวิเคราะห์เศรษฐกิจทั้งในประเทศ และต่างประเทศเข้ามาช่วย รวมทั้งต้องมีการประสานงานกับหน่วยงานอื่นในตลาดทุน และกับทางสื่อเพื่อช่วยในการสื่อสารกับทางสมาชิก









