กฟผ. ยอมรับพิษการเมืองกระทบการใช้ไฟฟ้าลดลงในช่วง3เดือนที่ผ่านมา ทำสูญรายได้ 5พันล้าน แต่ไม่กระทบแผนลงทุนวางงบ 10 ปี กว่า6แสนล้าน
นายสุนชัย คำนูญเศรษฐ์ ผู้ว่าการ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) เปิดเผยว่า ยอดการใช้ไฟฟ้าในประเทศปรับตัวลดลงในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2557 นี้ ซึ่งเป็นไปตามภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงจากปัญหาการเมืองจากเดิมคาดว่าเศรษฐกิจจะเติบโต 4% แต่เติบโตจริงไม่ถึง 1%
ทำให้การใช้ไฟฟ้าในประเทศปรับลดลง โดยการขายไฟฟ้าในช่วง 3 เดือนแรกลดลงประมาณ 5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว หรือคิดเป็นรายได้ของ กฟผ. ที่หายไปประมาณ 5,000 ล้านบาท
อย่างไรก็ตามเชื่อว่ารายได้ที่ลดลงของกฟผ.จะไม่กระทบกับแผนการลงทุนในปี 2557 นี้ เนื่องจากเป็นปีที่ต้องใช้เงินลงทุนน้อยกว่าทุกปี โดยคาดว่าจะใช้เงินลงทุนประมาณ 40,000 ล้านบาท ซึ่งปี 2558 จึงจะมีการประเมินสถานการณ์การลงทุนของกฟผ.อีกครั้ง ทั้งนี้เชื่อว่าหากวิกฤติทางการเมืองคลี่คลายลงได้เร็วเชื่อว่า ความต้องการใช้ไฟฟ้าจะเติบโตแบบก้าวกระโดด
สำหรับในปี 2557 นี้ กฟผ.คาดการณ์ว่าความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดของปี(peak) จะเกิดขึ้นในช่วงวันที่ 25-30 เม.ย. 2557 นี้ซึ่งเป็นช่วงที่อากาศร้อนที่สุดในเมืองไทย โดยคาดว่าพีคจะอยู่ที่ 26,752 เมกะวัตต์ และคาดว่าจะไม่ทำลายสถิติของปี 2556 ที่มีพีคอยู่ที่ 26,958 เมกะวัตต์ ส่วนหนึ่งมาจากความต้องการใช้ไฟฟ้าโดยรวมลดลง
สำหรับการจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าระยะยาวของประเทศ(พีดีพี)ฉบับใหม่ พบว่า ช่วงปลายแผนพีดีพี หรือปี 2573 ความต้องการใช้ไฟฟ้าจะอยู่ประมาณ 47,000 เมกะวัตต์ หรือลดลงจากแผนเดิม 5,000 เมกะวัตต์ โดยจะมีการนำพลังงานทดแทนเข้ามาคำนวณในแผนเพิ่มขึ้น
ในส่วนของแผนการลงทุนของกฟผ. ในระยะ 10 ปี (2557-2566) คาดว่าจะใช้เงินลงทุนประมาณ 632,000 ล้านบาท โดยเป็นการลงทุนในช่วงปี 2557-2561 จำนวนประมาณ 345,000ล้านบาท หรือเฉลี่ยปีละ 55,000 ล้านบาท ซึ่งเมื่อดูอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนของกฟผ.ซึ่งอยู่ที่ประมาณต่ำกว่า1ในขณะที่ทางธนาคารโลกกำหนดเกณฑ์ ให้ได้ถึง1.57 ต่อ 1 ทำให้ กฟผ.ยังสามารถที่จะก่อหนี้เพื่อใบ้ในการลงทุนตามแผนได้อย่างไม่มีปัญหา
ทั้งนี้ สำหรับโครงการลงทุนโรงไฟฟ้าที่ กฟผ.จะต้องมีการลงทุนตามแผน ได้แก่ โรงไฟฟ้าจะนะ 2 ขนาด 780 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าวังน้อย ชุดที่ 4 ขนาด 780 เมกะวัตต์ ซึ่งจะจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบในปีนี้ โรงไฟฟ้าพระนครเหนือชุดที่ 2 ขนาด 850 เมกะวัตต์ ,โรงไฟฟ้าลำตะคองแบบสูบกลับ ขนาด 500 เมกะวัตต์, โรงไฟฟ้าใหม่ทดแทนโรงไฟฟ้าพระนครใต้ ขนาด 1,200 เมกะวัตต์, โรงไฟฟ้าใหม่ทดแทนโรงไฟฟ้าบางปะกงที่จะปลดระวางอีก 1,200 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าแม่เมาะ ทดแทนหน่วยที่ 4-7 ที่จะปลดระวาง ขนาด 600 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ ขนาด 800 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ที่ทับสะแก ขนาด 5 เมกะวัตต์
นอกจากนี้ยังมีแผนลงทุนระบบสายส่งและปรับปรุงสายส่ง ในช่วง 10 ปี (2557-2566) ไว้ที่ 3.3 แสนล้านบาท เพื่อรองรับการรับซื้อไฟฟ้าจากต่างประเทศที่มีสัดส่วนเพิ่มสูงขึ้นมาก
โดยแผนลงทุนดังกล่าวแบ่งเป็นการลงทุนระบบสายส่งภาคตะวันออกเฉียงเหนือ-ภาคกลาง เป็นการสร้างระดับแรงดัน 500 เควี และ 230 เควี เพิ่มเติมในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ผ่านภาคกลางมายังกรุงเทพฯ และปริมณฑลกำหนดแล้วเสร็จปี 2566, การปรับปรุงระบบสายส่งภาคเหนือตอนบนเพื่อส่งไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าแม่เมาะไปยัง จ.เชียงใหม่และลำพูนกำหนดแล้วเสร็จปี 2564, การปรับปรุงระบบสายส่งไฟฟ้าภาคตะวันออก กำหนดแล้วเสร็จปี 2562 และการปรับปรุงระบบสายส่งภาคตะวันตก-ภาคใต้ เพื่อเพิ่มความมั่นคงในพื้นที่ภาคใต้ กำหนดแล้วเสร็จปี 2565
สำหรับความคืบหน้าการระดมเงินผ่านกองทุนสาธารณูปโภคพื้นฐาน(Infrastructure Fund) 1.7 หมื่นล้านบาท ขณะนี้ที่ปรึกษาทางการเงินอยู่ระหว่างเตรียมความพร้อมต่างๆ เพื่อรอเสนอครม.ต่อไป หากไม่ติดขัดอะไรเชื่อว่าจะสามารถเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ
ได้ภายใน 6 เดือน ภายหลังจากได้รับการอนุมัติจาก ครม.ชุดใหม่ ซึ่งการระดมทุนดังกล่าวที่อาจจะมีความล่าช้า ก็จะไม่กระทบต่อการลงทุน เนื่องจากกฟผ.ยังมีสภาพคล่องที่หมุนเวียนที่จะใช้ไปก่อนได้









