ดัชนีเชื่อมั่นลดต่อเนื่อง12เดือน ธปท.ชี้เห็นสัญญาณส่งออกฟื้น ประเมินทั้งปีนี้จีดีพีขยายตัว 0% ถึงติดลบ "บริโภค-ลงทุน" ยังน่าเป็นห่วง
ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เผยผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคลดลงต่อเนื่อง ต่ำสุดในรอบ 149 เดือน เหตุการเมืองป่วน เตือนเป็นสัญญาณเศรษฐกิจใกล้เคียงวิกฤตต้มยำกุ้ง หากยังไม่มีรัฐบาลภายในครึ่งปีหลัง ด้านโฆษกแบงก์ชาติ ระบุแม้การบริโภค-การลงทุนยังอาการน่าเป็นห่วง แต่เห็นสัญญาณฟื้นตัวการส่งออกชัด ขณะที่เงินเฟ้อพุ่ง ไม่น่าวิตก
การวิตกต่อปัญหาการเมืองในประเทศ ส่งผลให้ผู้บริโภคชะลอการจับจ่ายใช้สอย จากความกังวลต่อรายได้ในอนาคต รอจนกว่าการเมืองนิ่ง สะท้อนผ่านดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ปรับตัวลดลงต่อเนื่อง
นายวชิร คูณทวีเทพ อาจารย์ประจำศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนมีนาคม 2557 จากกลุ่มตัวอย่าง 2,256 รายทั่วประเทศ ว่า ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวม เท่ากับ 58.7 ลดลงจากเดือน ก.พ. ซึ่งอยู่ที่ 59.7 ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสในการหางาน เท่ากับ 62.9 ลดลงจาก 63.6 ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคต เท่ากับ 84.9 ลดลงจาก 86.3
“ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคทุกรายการปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 12 และอยู่ในระดับต่ำสุดในรอบ 149 เดือน นับตั้งแต่ พ.ย. 2544 โดยสาเหตุสำคัญมาจากความกังวลสถานการณ์ทางการเมือง การชะลอตัวของเศรษฐกิจไทย และความไม่แน่นอนของการฟื้นตัวเศรษฐกิจโลก” นายวชิร กล่าว
สำหรับปัจจัยลบที่ทำให้ความเชื่อมั่นลดลง ได้แก่ ความกังวลเกี่ยวกับการชุมนุมทางการเมือง รวมถึงการที่ศาลรัฐธรรมนูญให้การเลือกตั้ง 2 ก.พ. ที่ผ่านมาเป็นโมฆะ ปัจจัยศาลรัฐธรรมนูญมีมติเห็นว่า ร่างพ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาทขัดรัฐธรรมนูญ ปัจจัยธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ปรับคาดการณ์อัตราขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ปีนี้ลดลงเหลือเพียง 2.7% จากเดิมคาดว่าจะขยายตัว 3% ปัจจัยสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ปรับ จีดีพีเหลือ 2.6% จากเดิม 4% ปัจจัยราคาน้ำมันขายปลีกปรับเพิ่มขึ้น ปัจจัยความล่าช้าของการจ่ายเงินในโครงการรับจำนำข้าว ปัจจัยความกังวลเกี่ยวกับราคาพืชผลทางการเกษตรทรงตัวระดับต่ำ ปัจจัยผู้บริโภคกังวลเกี่ยวกับปัญหาค่าครองชีพและราคาสินค้าทรงตัวสูง และปัจจัยความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ไม่แน่นอนการฟื้นตัวเศรษฐกิจโลก
ส่วนปัจจัยบวก ได้แก่ ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ ปรับตัวเป็นบวก จาก 1,325.33 จุดมาอยู่อยู่ที่ 1,376.26 ณ สิ้นมี.ค. ปัจจัยคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% ปัจจัยเงินบาทปรับตัวแข็งค่าขึ้นเล็กน้อย มาอยู่ที่ 32.394 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ณ สิ้น มี.ค. ปัจจัยการประกาศยกเลิกใช้ พ.ร.ก. สถานการณ์ฉุกเฉิน ส่งผลในทางจิตวิทยาเชิงบวกต่อความเชื่อมั่นการบริโภค ลงทุนและท่องเที่ยว ปัจจัยราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศทรงตัวจากเดินที่ผ่านมา และ ปัจจัยการส่งออกเดือนก.พ. เพิ่มขึ้น 2.4% มูลค่า 1.83 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ
หอค้าระบุไตรมาส2การบริโภคยังชะลอ
นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า การบริโภคของประชาชนยังมีแนวโน้มชะลอตัวอย่างต่อเนื่องถึงไตรมาส 2 ของปีนี้ เนื่องจากเศรษฐกิจไทยชะลอตัว และยังไม่มีสัญญาณปรับฟื้นตัวขึ้น และคาดว่าน่าปรับตัวดีขึ้นถ้าสถานการณ์ทางการเมืองคลี่คลาย คือสามารถมีรัฐบาลได้ไม่เกินครึ่งหลังของปีนี้ โดยคาดว่าไตรมาส 1 ปีนี้เศรษฐกิจจะติดลบ 1% ขณะที่ไตรมาส 2 จะยังมีโอกาสติดลบเช่นกันแต่ในเบื้องต้นประเมินว่าอาจขยายตัว 0% ซึ่งหากเศรษฐกิจติดลบต่อเนื่อง 2 ไตรมาส ก็จะทำให้โครงสร้างเศรษฐกิจไทยมีสถานการณ์ใกล้เคียงกับช่วงวิกฤตต้มยำกุ้ง ที่จีดีพีขยายตัวติดลบ 10.51% ในปี 2541
สถานการณ์ทางการเมืองยังไม่มีความชัดเจนเช่นนี้ ทำให้แนวโน้มเศรษฐกิจเลวร้ายกว่าการเคลื่อนไหวทางการเมืองก่อนหน้านี้ โดยการปฏิวัติเมื่อปี 2549 จีดีพีขยายตัว 5.10% การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตร เมื่อปี 2551 จีดีพีขยายตัว 2.48% วิกฤแฮมเบอร์เกอร์ ปี 2552 จีดีพี ติดลบ 2.37% การชุมนุมกลุ่ม นปช. ปี 2553 จีดีพีขยายตัว 7.81% และ ล่าสุดการชุมนุม กปปส. เมื่อปลายปี 2556 ที่ผ่านมา จีดีพี ขยายตัว 2.87%
ประเมินทั้งปีนี้จีดีพีขยายตัว 0% ถึงติดลบ
ทั้งนี้ ปี 2557 ประเมินว่า เศรษฐกิจมีโอกาสขยายตัวในระดับ 0% จนถึงติดลบ หากยังไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ แต่หากมีความชัดเจนทางการเมืองคาดว่าครึ่งหลังของปีจีดีพีจะขยายตัวได้ 5% ก็จะทำให้จีดีพีทั้งปีมีโอกาสขยายตัวเป็นบวกแต่มีอัตราที่ต่ำกว่า 2% เพราะในครึ่งปีแรกน่าจะขยายตัวรวมได้เพียง 0.5-0% เท่านั้นจากเม็ดเงินหายไปรวม 3 แสนล้านบาทจากการท่องเที่ยวและการใช้จ่ายประชาชน
“ตอนนี้เครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจทั้ง 4 ตัว ขับเคลื่อนอย่างแผ่วเบา ทั้งส่งออกที่ขยายตัวในเดือนก.พ. เพียง 2% การลงทุนภาครัฐที่หยุดนิ่ง เช่นเดียวกับการลงทุนภาคเอกชน รวมถึงการบริโภคที่ชะลอตัวลง ทำให้โครงสร้างเศรษฐกิจไทยที่ขยายตัวใกล้เคียง 0% นั้นมีบรรยากาศเหมือนช่วงวิกฤติต้มยำกุ้งที่ผ่านมา” นายธนวรรธน์ กล่าว
สำหรับผลกระทบจากเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง คาดว่าจะทำให้การจ้างงานลดลง โดยเฉพาะบัณฑิตจบใหม่ แต่ในกลุ่มแรงงานที่อยู่ในระบบ พบว่า ผู้ประกอบการไม่ต้องการเลิกจ้างงานเพราะกังวลปัญหาการขาดแคลนแรงงานและปัญหาทางเทคนิคอื่นๆที่จะตามมา จึงใช้การประคองจ้างไว้ก่อน แต่จากการสอบถามพบว่าจะสามารถรองรับสถานการณ์ได้เพียง 6 เดือนเท่านั้น
นายธนวรรธน์ กล่าววถึง การปรับตัวของภาคเอกชนพบว่า มีการนำโปรโมชั่นทางการตลาดเข้ามากระตุ้นการใช้จ่ายมากขึ้น เพื่อรักษาส่วนแบ่งตลาดและคงยอดขายไว้ ขณะที่การคงอัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำ การกระตุ้นให้องค์กรส่วนท้องถิ่นลงทุนในพื้นที่ การให้รัฐวิสาหกิจนำเม็ดเงินมาลงทุนให้มากขึ้น การโรดโชว์ส่งเสริมการท่องเที่ยว การส่งเสริมค้าชายแดน กิจกรรมเหล่านี้จะช่วงพยุงเศรษฐกิจได้ในระยะสั้น
ดัชนีความเหมาะสมในการซื้อรถยนต์คันใหม่ มี.ค. เท่ากับ 92.7 ลดลงจาก ก.พ.ซึ่งอยู่ที่ 94.7 ดัชนีความเหมาะสมในการซื้อบ้านหลังใหม่ เท่ากับ 58.2 ลดลงจาก 60.5 ดัชนีความเหมาะสมในการใช้จ่ายเพื่อการท่องเที่ยว เท่ากับ 69.5 ดัชนีความเหมาะสมในการลงทุนทำธุรกิจ (SMEs) เท่ากับ 60.7 ลดลงจาก 63.2
ธปท.ระบุสัญญาณฟื้นตัวส่งออกชัด
ด้านนางรุ่ง มัลลิกะมาส โฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) กล่าวว่า เท่าที่ติดตามข้อมูลการส่งออกในขณะนี้ ไม่ว่าจะเป็นยอดคำสั่งซื้อของโลก รวมถึงยอดคำสั่งซื้อสินค้าจากสหรัฐที่ถือเป็นตลาดส่งออกหลักของไทย รวมไปถึงข้อมูลคำสั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศของผู้ประกอบการไทย พบว่ามีสัญญาณการฟื้นตัวชัดเจน ทำให้ธปท.ค่อนข้างมั่นใจว่า ภาคการส่งออกไทยในปีนี้มีสัญญาณปรับตัวดีขึ้น ซึ่งน่าจะเป็นขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในปีนี้เติบโตได้
“เท่าที่ลงพื้นที่สอบถามผู้ประกอบการคนไทยเพื่อดูยอดคำสั่งซื้อจากต่างประเทศ รวมไปถึงคำสั่งซื้อจากต่างประเทศในหมวดอิเล็กทรอนิกส์ที่มักจะส่งไปยังสหรัฐ ตลอดจนดัชนี PMI(ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ) ของโลก พบว่าทั้ง 3 ตัวนี้ดีขึ้นชัดเจน เป็นการบ่งบอกว่าคำสั่งซื้อดีขึ้น แนวโน้มการส่งออกของไทยจึงน่าจะฟื้นตัวได้ต่อเนื่อง” นางรุ่ง กล่าว
"บริโภค-ลงทุน" ยังน่าเป็นห่วง
สำหรับภาคเศรษฐกิจอื่นๆ ยอมรับว่า ยังไม่ค่อยดีนักทั้งการบริโภคและการลงทุน แต่อย่างไรก็ตาม ธปท. ยังคงประเมินการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปีนี้ไว้ที่ 2.7% โดยมีสมมติฐานว่าได้รัฐบาลภายในกลางปีนี้ ซึ่งจะทำให้การบริโภค รวมทั้งดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคกลับมาดีขึ้นในไตรมาส 3 ส่วนการจัดทำงบประมาณปี 2558 จะล่าช้าออกไป 1 ไตรมาส แต่ถ้าสมมติฐานผิดไปจากนี้ ก็อาจทำให้การเติบโตของเศรษฐกิจมีความเสี่ยงว่าจะต่ำกว่าที่ประมาณการไว้
ล่าสุดอัตราเงินเฟ้อทั่วไปที่เพิ่มขึ้น 2.11 % นั้น แม้สำนักวิจัยอื่นๆ จะมองว่าเพิ่มขึ้นค่อนข้างเร็ว แต่ธปท.มองว่า การเร่งขึ้นดังกล่าวอยู่ในอัตราที่ชะลอลง และยังต่ำกว่าที่ ธปท. ได้คาดการณ์ไว้ ขณะเดียวกันเชื่อว่า การเร่งขึ้นของเงินเฟ้อจากนี้ไปจะชะลอลง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะผู้ประกอบการเริ่มทยอยปรับราคาสินค้าไปบ้างแล้ว และเป็นผลจากความต้องการซื้อในประเทศไม่ได้เพิ่มขึ้นมาก จนเป็นแรงกดดันที่จะทำให้เงินเฟ้อเร่งตัวขึ้น ขณะเดียวกันเท่าที่สำรวจการคาดการณ์เงินเฟ้อของผู้ประกอบการก็มีแนวโน้มชะลอลงเช่นกัน
“แม้สำนักวิจัยอื่นๆ จะมองว่าสูง แต่เราไม่ได้กังวลในเรื่องนั้น เพราะถ้าดูสัดส่วนการเพิ่มขึ้นถือว่าเริ่มน้อยลงเมื่อเทียบแบบเดือนต่อเดือน จะเห็นว่าช่วง 2-3 เดือนก่อนหน้านี้ การเร่งขึ้นของเงินเฟ้อเร็วกว่านี้ และตัวเลขที่ออกมาล่าสุดนี้ก็ยังต่ำกว่าที่เราได้คาดการณ์ไว้ โดยการเพิ่มขึ้นดังกล่าวเป็นผลจากการทยอยปรับขึ้นของราคาก๊าซหุงต้ม (LPG) ซึ่งมีผลต่อราคาอาหารสำเร็จรูปที่เพิ่มขึ้น”
ในส่วนของหนี้ภาคครัวเรือนที่ล่าสุดขยับขึ้นมาแตะ 82.3% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ(จีดีพี) นั้น ในส่วนนี้ ธปท. ไม่ได้มีความกังวลนัก โดยสาเหตุการเพิ่มขึ้นของสัดส่วนหนี้ดังกล่าว เป็นผลจากการเติบโตของเศรษฐกิจที่ชะลอลงมากกว่าการเติบโตของสินเชื่อ จึงทำให้สัดส่วนหนี้ต่อจีดีพีปรับเพิ่มขึ้นไปบ้าง









