Business Talk สนข.-ร.ฟ.ท.หนุนรัฐเดินหน้า'ไฮสปีดเทรน'
หลัง พ.ร.บ. 2 ล้านล้านบาทล่มตามการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ส่งผลโครงการรถไฟความเร็วสูงต้องสะดุดลงนั้น รายการ "Business Talk" กรุงเทพธุรกิจทีวี สัมภาษณ์ จุฬา สุขมานพ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) และประภัสร์ จงสงวน ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) หัวข้อ อนาคตการลงทุน โครงสร้างพื้นฐาน ระบบคมนาคมขนส่ง ทั้งคู่เห็นถึงความจำเป็นการเดินหน้าโครงการรถไฟความเร็วสูงเพื่อกระจายความเจริญสู่ภูมิภาค
จุฬา กล่าวว่า นับเป็นการเสียโอกาสของประเทศในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้แข่งขันได้กับประเทศเพื่อนบ้านที่มีโครงการเหล่านี้อยู่เช่นกัน เช่น ประเทศอินโดนีเซียใช้เงินลงทุน 14 ล้านล้านบาท เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน โดยใช้เงินจำนวนราว 2 ล้านล้านบาทพัฒนาระบบขนส่ง ถ้าไม่ทำอินโดนีเซียก็จะแพ้ไทยและอีกหลายประเทศในอาเซียน
อีกข้อกังวลคือ หากโครงการรถไฟความเร็วสูง ดำเนินการล่าช้าออกไป จะส่งผลให้มูลค่าเงินลงทุนโครงการเพิ่มสูงขึ้น จากราคาวัสุดก่อสร้างที่ปรับตัวสูงขึ้น และระยะเวลาดำเนินโครงการยาวนานขึ้น ทำให้ผลตอบแทนการลงทุนลดลงเมื่อเทียบการเร่งดำเนินการตามแผนเดิม นั่นคือสิ่งที่สังคมอาจไม่ได้คำนึงถึงมากนัก ในทัศนะของเขาจึงเห็นว่าการเร่งผลักดันโครงการน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกับประเทศมากกว่า
"สมมติ พ.ร.ก.เงินกู้ผ่าน เรากู้เงินแบบเดิม ปีที่จะใช้เงินเยอะคือปี 2560 ซึ่งจะใช้เงินราวสามแสนกว่าล้านบาท ไม่รวมรถไฟความเร็วสูง เดิมคาดว่าจะเสร็จใน 7 ปี แต่ตอนนี้ถ้าจะสร้างโดยใช้งบประมาณปกติ อาจจะมีกู้บ้าง ระยะเวลาดำเนินโครงการอาจจะเลื่อนเป็น 14 ปี มากกว่าเดิม 2 เท่า หรือมากกว่านั้น เว้นแต่จะใช้วิธีรัฐจะยอมขาดดุลงบประมาณเป็นจำนวนมาก เช่น ตั้งงบประมาณไว้ที่ 2 แสนล้านบาท แต่ต้องกู้ 8 แสนล้านบาท"
เขายังกล่าวถึงแนวคิดการดำเนินโครงการขนาดใหญ่เป็นแพ็คเกจเดียวด้วยวงเงินรวม 2 ล้านล้านบาทว่าเป็นเพราะต้องการให้แต่ละโครงการสนับสนุนกันเองทางโลจิสติกส์ โดยกำหนดเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ในการกระจายความเจริญจากกรุงเทพฯ ไปยังจังหวัดอื่นๆ ที่มีศักยภาพ
"ทำไมต้องทำโครงการพร้อมกัน 2 ล้านล้าน เพราะต้องการให้ประเทศเดินไปเร็วๆ คนอื่นวิ่งเราตามไปไม่ทัน เราไม่ได้พัฒนาประเทศไทยเพียงอย่างเดียว แต่กำลังพัฒนาขีดแข่งขันกับคนอื่น ซึ่งผ่านความคิดเยอะในการกระจายคนออกจากกรุงเทพฯ และยังช่วยแก้ไขปัญหาจราจร"
ส่วนประภัสร์ แสดงความเห็นว่า โครงการ 2 ล้านล้านเป็นกฎหมายที่ใครมาเป็นรัฐบาลก็ควรเร่งพัฒนาระบบรางเป็นหลัก โดย ร.ฟ.ท.ยืนยันว่า โครงการรถไฟความเร็วสูงเป็นความจำเป็นของประเทศไทย จากภูมิศาสตร์ของประเทศที่อยู่กลางอาเซียน นอกจากนี้ทุกประเทศยังพัฒนาระบบรางซึ่งถือเป็นแนวโน้มของโลกไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา หรือจีน
"รถไฟไม่ใช่แค่การขนส่งอย่างเดียวแต่เป็นเรื่องของการพัฒนาเมือง คนกรุงเทพฯ มีตังค์ก็ไปสร้างบ้านหลังที่สองไว้ต่างจังหวัด ถ้าท่านมาทำงานในกรุงเทพฯ แต่กลับไปนอนบ้านที่เขาใหญ่ ภายใน 1 ชม. ก็ไม่มีใครอยากมารถติดอยู่ในกรุงเทพฯ"
ประภัสร์ ยังกล่าวว่า สิ่งที่จะเรียกความภาคภูมิใจของร.ฟ.ท.กลับมา ไม่ใช่รถไฟทางคู่ หรือเพียงมีถนนอีกเส้นหนึ่งเพิ่มเท่านั้น แต่คือรถไฟความเร็วสูงที่จะทำให้การเดินทางเร็วขึ้น ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงของระบบขนส่งอย่างชัดเจน
"ความรู้สึกจะเปลี่ยนไปเลย ความตื่นเต้นเหมือนผมอยู่การทางพิเศษแห่งประเทศไทย เมื่อมีทางด่วนสายใหม่ทุกคนตื่นเต้นหมด แม้แต่มีมอเตอร์เวย์ รถไฟความเร็วสูงก็เหมือนกัน คนรถไฟยังมีคนเก่งคนดี ที่พร้อมจะดำเนินการเรื่องนี้ เพื่อนำการรถไฟฯ กลับมาสร้างความภาคภูมิใจให้ประเทศอีกครั้ง ถ้ารัฐบาลให้โอกาสคนรถไฟ ดูแลรถไฟความเร็วสูง จะเป็นส่วนสำคัญในการพลิกโฉมการรถไฟฯ แม้ที่ผ่านมาจะมีผู้คัดค้านโครงการนี้มาก เหมือนตอนแรกที่ไทยดำเนินโครงการรถไฟฟ้าใต้ดิน คนก็ค้าน เพราะกลัวว่าน้ำจะท่วม แต่พอทำเสร็จแล้วส่วนใหญ่ก็บอกว่าดี น่าจะทำอีกเยอะๆ"
ผู้ว่า ร.ฟ.ท.ยังกล่าวว่า โครงการรถไฟความเร็วสูงที่บอกว่าดำเนินโครงการนี้แล้ว ทำให้ประเทศไทยเป็นหนี้มหาศาล แต่ขอให้ถึงผลตอบแทนที่จะกลับมาเป็นประโยชน์ต่อประเทศ ซึ่งไม่ค่อยมีใครพูดถึง
"ทำออกมาแล้วส่งผลดีต่อประเทศมากน้อยแค่ไหน ตรงนั้นทำไมไม่เอามาพูดถึง มีความเจริญเกิดขึ้น อย่ามองเรื่องหนี้เพียงอย่างเดียว ไม่มองเรื่องผลตอบแทนการลงทุน"
ส่วนแนวทางการลงทุนโครงการนี้ ที่เสนอให้ภาคเอกชนเป็นผู้ลงทุนเอง ประภัสร์ กังวลว่า หากให้ภาคเอกชนดำเนินการในโครงการที่เกี่ยวข้องกับค่าผ่านทาง ค่าสาธารณูปโภค จะเกิดเสียงวิจารณ์ในอนาคตตามมา ในลักษณะสัญญาทาส









