เอดีบีปรับเป้า "จีดีพี" ไทยเหลือ 2.9% ต่ำสุดในอาเซียน "วีรพงษ์" ระบุการเมืองคาดการณ์'ไม่ได้' แนะยอมรับสภาพขัดแย้ง
"วีรพงษ์" เตือน การเมืองกระทบเศรษฐกิจหนัก จนคาดการณ์ยาก ระบุปีนี้อาจไม่ขยายตัว หรือ ติดลบ ด้านเอดีบีหั่นเป้าจีดีพีไทย เหลือ 2.9% จากปัญหาการเมือง ขณะที่ "ประสาร" ยังมั่นใจพื้นฐานแกร่ง รับผลกระทบได้ ระบุ นโยบายดอกเบี้ยมีข้อจำกัด ชี้การเมืองต้องหาทางออกร่วมกัน
จากผลกระทบการเมืองต่อเศรษฐกิจที่มีมากขึ้น ทำให้หลายสำนักวิจัยปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปีนี้ลงกันถ้วนหน้า ซึ่งได้พยายามประเมินทิศทางการเมืองว่าจะยุติลงอย่างไร แต่ขณะนี้อาจเป็นไปได้ยากที่จะประเมินได้
นายวีรพงษ์ รามางกูร อดีตรองนายกรัฐมนตรีและอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า สถานการณ์ทางการเมืองของประเทศไทยในขณะนี้เป็นเรื่องที่คาดการณ์อะไรไม่ได้ ซึ่งไม่เหมือนกับเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับกลไกตลาด พลังของการซื้อการขายยังทำให้เราพยากรณ์ได้ ซึ่งเมื่อดูสถานการณ์ในปีนี้ก็คาดว่าเศรษฐกิจของประเทศไทยจะขยายตัวประมาณ 0% หรืออาจจะติดลบก็ได้ แต่จากวันนี้ไปจนถึงสิ้นปีก็เหลือเวลาอีกถึง 2 ไตรมาส ดังนั้น หากเศรษฐกิจไม่ถึงกับติดลบก็อาจจะบวกได้เล็กน้อยซึ่งตรงนี้ ก็มองว่าไม่ได้แตกต่างกันมากนัก
“การเมืองก็คือการเมือง ซึ่งก็เหมือนกับรถไฟ มาถึงสถานีก็จอดเมื่อจอดแล้วถึงเวลาก็ไปต่อ แล้วก็คาดการณ์อะไรก็ไม่ได้ เพราะการเมืองขึ้นอยู่กับความคิดของคนไม่เกินสิบคน เพราะฉะนั้นอย่าไปพยากรณ์ ก็คิดเสียว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่จะต้องเกิดขึ้น เมื่อเกิดขึ้นก็อย่าไปตื่นเต้น เพราะอีกไม่เกิน 20-30 ปี ก็ต้องเกิดขึ้นใหม่” นายวีรพงษ์กล่าว
นายวีรพงษ์ กล่าวว่า การบริหารประเทศอย่างไรก็ต้องมีรัฐบาล จะไม่มีไม่ได้ ดังนั้นยังมีความจำเป็นต้องมีรัฐบาลรักษาการก็มีอยู่ แต่รัฐบาลรักษาการที่มีอำนาจไม่เต็มที่ก็สู้รัฐบาลที่มีอำนาจเต็มที่ในการบริหารไม่ได้ ส่วนในปีงบประมาณต่อไปหากการเบิกจ่ายงบประมาณไม่ได้ ก็ใช้งบประมาณเก่าไปก่อน การลงทุนอะไรใหม่ก็ทำไม่ได้
"แม้สถานการณ์การเมืองในขณะนี้ก็จะมีผลต่อการฉุดความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจบ้าง แต่เมื่อสถานการณ์การเมืองดีขึ้นความเชื่อมั่นก็จะค่อยๆ เพิ่มขึ้นเหมือนกับรถไฟที่วิ่งต่อไปได้"
เอดีบีหั่นจีดีพีไทยเหลือ 2.9%
นางลัษมณ อรรถาพิช เศรษฐกร สำนักงานผู้แทนธนาคารพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) ประจำประเทศไทย แถลงรายงานวิเคราะห์เศรษฐกิจไทยและเอเชียของเอดีบีปี 2557 วานนี้ (1 เม.ย.) ว่า เอดีบีปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทย คาดว่าปีนี้จีดีพี จะขยายตัวได้ 2.9% จากประมาณการเดิม 4-4.5% ซึ่งต่ำสุดในอาเซียน โดยมองการเมืองเป็นปัจจัยเสี่ยงมากที่สุด
"การคำนวณทำตัวเลขคาดการณ์จีดีพีไทยเหมือนอยู่ในความมืด เพราะหลังจากทำรายงานฉบับล่าสุดเสร็จไป 2-3 สัปดาห์ ก็ยังมีเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงไปพอสมควร และปัญหาได้ส่งผลกระทบต่อบรรยากาศและความรู้สึกของทุกภาคส่วน ทำให้การเมืองเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญประการที่หนึ่ง"
นางลัษมณ กล่าวว่า จากสมมติฐานที่ว่าแม้ไทยไม่มีรัฐบาลดำเนินนโยบายช่วงครึ่งแรกปีนี้ แต่ครึ่งปีหลังมีรัฐบาลสามารถทำหน้าที่ออกนโยบายทำเรื่องเบิกจ่ายได้ทันกำหนด จะทำให้จีดีพีไทยขยายตัว 2.9% และดีมากขึ้นปีหน้าเป็น 4.5%
ชี้เป็นไปได้เศรษฐกิจโตต่ำ2%
นางลัษมณ กล่าวว่า กรณีที่ไทยไม่มีรัฐบาลทำหน้าที่ในไตรมาส 3 หรือช่วงครึ่งหลังปีนี้ สิ่งที่จะเกิดคือความเชื่อมั่นผู้บริโภคลดลง นักลงทุนก็ยังคงรอดูและเมื่อไม่มีการลงทุนจากรัฐ เพราะงบลงทุนไม่เกิด ก็เป็นไปได้ที่จีดีพีโตต่ำกว่า 2% แต่หวังว่าไทยจะไม่เกิดภาวะถดถอย
"นโยบายการเงินการคลังตอนนี้ ทุกอย่างไปผูกกับการเมืองหมดเลย เพราะตราบใดที่ไม่มีรัฐบาลใหม่เราไม่สามารถรู้ได้เลยว่าอะไรจะไปในทิศทางไหน นโยบายต่างๆ ไปผูกติดกับการเมืองหมด จึงทำให้การเมืองเป็นความเสี่ยงสำคัญสุด"
หากแยกส่วนการเมืองมีอะไรบ้าง ตรงนี้จะเป็นแนวทางหนึ่งที่ช่วยมองว่า การเมืองเป็นปัญหา เพราะการเมืองทำให้เบิกจ่ายงบลงทุนไม่ได้ ทำให้โครงการ 2 ล้านล้านตอนนี้พับไป หรือโครงการที่อยู่ในโครงการ2ล้านล้านต้องเดินต่อ แต่สงสัยกันว่าจะเดินต่ออย่างไร และทำให้งบประมาณประจำปีของปีหน้าช้าแน่ๆ คือความเสี่ยงของการเมืองที่ไปผูกพันกับสิ่งเหล่านี้
"ถ้าไทยมีรัฐบาลได้ทันครึ่งหลังปีนี้ การเบิกจ่ายงบก็จะล่าช้าแค่ไตรมาสเดียว เพราะปกติทำงบประมาณเริ่มเดือนมี.ค. เข้าสภาเดือนพ.ค. ให้กรรมาธิการพิจารณา แต่ตอนนี้กระบวนการนับหนึ่งไม่ทัน สมมุติถ้ามีรัฐบาลได้เร็วคงจะช้าไปแค่ไตรมาสเดียวของปีงบประมาณหรือเดือนม.ค.ปีหน้าอาจได้ใช้เลย"
การเมืองวุ่นกระทบขีดแข่งขัน
นางลัษมณ กล่าวว่า ความขัดแย้งทางการเมืองในไทยลากยาวนานกว่านี้ ก็น่ากังวลอยู่บ้าง จีดีพีไทยขยายตัวได้น้อย ย่อมมีผลกระทบหมดทั้งเรื่องความน่าสนใจและความสามารถแข่งขันของไทย เพราะนักลงทุนและบริษัทจัดเรทติ้งทุกคนตื่นเต้นกับโครงการ 2 ล้านล้านหมด แต่วันนี้ความน่าสนใจของไทยหายไปจุดหนึ่งซึ่งต้องยอมรับ
"แต่ไทยผ่านปัญหาการเมืองมามากในช่วงที่ผ่านมา ทุกครั้งที่มีปัญหาไทยสามารถกลับคืนมาได้ทุกครั้ง จากที่คุยกับนักลงทุนมองว่าไทยน่ากลับมาได้อีก เท่าที่คุยกัน คนที่ลงทุนอยู่แล้วจะดึงออกไปคงไม่มี คนที่จะขยายก็รอดูนิดหนึ่ง ส่วนที่สนใจไทยก็ยังสนใจอยู่แต่อาจชะลอ แต่ถ้าลากยาวมากๆ คงต้องถามและคุยกันใหม่"
ธปท.ชี้พื้นฐานเศรษฐกิจไทยแกร่ง
ด้าน นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ชี้แจงต่อที่ประชุมกรรมาธิการการเงิน การคลัง การธนาคารและสถาบันการเงิน วุฒิสภา ซึ่งมีนายคำนูณ สิทธิสมาน ส.ว.สรรหา เป็นประธาน ต่อประเด็นภาวะเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน วานนี้ (1 เม.ย.)
ทั้งนี้ กรรมาธิการฯ ได้ขอให้วิเคราะห์ถึงตัวเลขการสูญเสียการเติบโตทางเศรษฐกิจกับการชุมนุมทางการเมือง ที่กระตุ้นให้สังคมตระหนักถึงปัญหาการทุจริต คอร์รัปชัน และ การปฏิรูปประเทศ ในมุมมองความคุ้มค่า
นายประสาร กล่าวว่า ประเด็นดังกล่าวถือมีความซับซ้อน ไม่สามารถวัดได้ด้วยบัญชีการเงินหรือผลตอบแทนทางการเงินได้ ดังนั้นหากจะวัดระดับความคุ้มค่าระหว่างสิ่งที่เกิดขึ้นกับผลตอบแทนต่อเศรษฐกิจ สังคม คงไม่สามารถวัดได้อย่างแม่นยำ
ทั้งนี้ เห็นด้วยกับการพัฒนาองค์กรตรวจสอบที่เข้มแข็งเพื่อให้เกิดการพัฒนาในระบบเศรษฐกิจ ดังนั้นสิ่งที่จะวัดผลได้คือสังคมได้รับบทเรียนจากสิ่งที่สูญเปล่าไปหรือไม่ หากการลงทุนรอบนี้ได้บทเรียนเชื่อว่าก็จะได้ประโยชน์
รับการเมืองฉุดเศรษฐกิจชะลอ
นายประสาร ยังยอมรับว่าภาวะเศรษฐกิจของไทยมีอัตราการเติบโตที่ลดลง เพราะมีปัจจัยทางด้านการเมือง แต่ประเทศไทยยังมีพื้นฐานทางเศรษฐกิจดี จึงสามารถทนต่อสภาพปัญหาได้ระยะหนึ่ง แม้เศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกปีนี้ มีแนวโน้มจะหดตัวลงเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า แต่โดยภาพรวมถือว่ายังมีความแข็งแกร่ง
นอกจากนี้การดำเนินนโยบายการเงินของ ธปท. ก็อยู่ในทิศทางที่ผ่อนคลาย ช่วยประคับประคองการเติบโตของเศรษฐกิจได้ในระดับหนึ่งด้วย แต่การจะหวังให้นโยบายการเงินทำหน้าที่แทนนโยบายการคลัง คงไม่สามารถเป็นไปได้ทั้งหมด เพราะประสิทธิภาพของนโยบายมีความแตกต่างกัน
"นโยบายการเงินไม่ใช่ยาสารพัดนึก ที่จะรักษาได้ทุกโรค แม้บางเรื่องนโยบายการเงินจะช่วยได้บ้าง แต่คงไม่สามารถทำแทนคนอื่นได้ทั้งหมด เพราะไม่เหมือนกัน ประสิทธิผลในเรื่องต่างๆ ก็มีความแตกต่างกัน"
ระบุเศรษฐกิจชะลอจากปัจจัยอื่น
นายประสาร กล่าวว่า การที่เศรษฐกิจชะลอตัวจากปัจจัยที่ไม่ใช่เรื่องของภาวะการเงิน การลดดอกเบี้ยลงแม้ไม่ทำให้เกิดการบริโภคและการลงทุนมากขึ้น แต่อย่างน้อยก็มีผลในเชิงยุทธวิธี คือ เป็นการช่วยรักษาความเชื่อมั่นของประชาชน เพื่อไม่ให้ประชาชนรู้สึกว่าทุกอย่างมีแต่ความมืดมน
"การที่ กนง. ปรับลดดอกเบี้ยลงมาบ้างก็เพื่อผลทางความรู้สึก ไม่ให้คนรู้สึกว่าอะไรก็มืดมนไปหมด ไม่มีใครที่เป็นความหวังที่จะมาช่วยเลย ซึ่งการลดดอกเบี้ยแบบนี้ในทางวิชาการแล้วเรียกว่าเป็นการลดในระดับยุทธวิธี ไม่ได้ระดับยุทธศาสตร์ ดังนั้นกระสุนที่ใช้ก็อาจได้ผลในทางยุทธวิธีอยู่บ้าง ส่วนการจะให้ได้ผลในทางยุทธศาสตร์ ทางการเมืองก็ควรต้องไปคุยกันให้รู้เรื่อง"
นายประสาร ได้ตอบคำถามของกรรมาธิการฯ ต่อบทบาทของธปท.ในอนาคตหากสถานการณ์ทางการเมืองยังยืดเยื้อไปจนถึงครึ่งปีแรกของปี 2557 ว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย ต้องทำตามหน้าที่ของตนเองให้ดี แม้ว่าจะใช้ยุทธวิธีเข้าไปช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจบ้าง แต่ก็ช่วยไม่ได้ทั้งหมด ดังนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องทำหน้าที่ของตนเองให้ดี ทั้งนี้ปัจจัยที่ทำให้เศรษฐกิจไทยถดถอย ไม่ใช่เพราะข้อจำกัดด้านการเงิน แต่เพราะด้วยปัจจัยอื่น ดังนั้น ต้องไปแก้ไขในจุดที่เป็นต้นเหตุ









