วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'ประมนต์'เสนอ5แนวทางแก้ทุจริตในไทย

องค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่นเสนอ 5 แนวทางแก้ปัญหาทุจริตในไทย ชี้ต้องเริ่มปลูกฝังเรื่องการไม่คอร์รัปชั่นตั้งแต่ที่บ้านและสถานศึกษา

นายประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น (ประเทศไทย) เป็นประธานเปิดงาน เสวนา"ปฏิรูปการป้องกันปราบปรามคอร์รัปชั่น...อย่างเห็นผลและยั่งยืน" โดยระบุว่าปัญหาคอร์รัปชั่นในประเทศไทย ปัจจุบันเพิ่มความรุนแรงยิ่งขึ้น เป็นผลจากการการทำงานสำรวจร่วมกันระหว่างองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่นฯกับมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าว ไม่เพียงแต่จะทำให้รัฐบาลต้องสูญเสียงบประมาณปีละจำนวนมากแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังด้านเศรษฐกิจและสังคม ตลอดจนส่งผลกระทบต่อมาตรฐานจริยธรรม คุณธรรมในสังคม

ดังนั้น องค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น (ประเทศไทย) จึงเสนอแผนแม่บทและเรียกร้องให้มีการปฏิรูปการป้องกันและปราบปรามคอร์รัปชั่นในประเทศไทยให้มีประสิทธิภาพและยั่งยืน ประกอบด้วย 5 แนวทาง คือ เดินหน้าปฏิรูปด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม, ปฏิรูปด้านการสร้างการมีส่วนร่วมกับภาคประชาชนและสังคม, ปฏิรูปด้านการรณรงค์คุณธรรม จริยธรรมและการต่อต้านคอร์รัปชั่น, การปฏิรูปด้านมาตรการเรื่องความโปร่งใส และการปฏิรูปด้านการสร้างความเข้มแข็งหน่วยงานต่อต้านคอร์รัปชั่นภาครัฐ

ขณะที่นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร กรรมการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่นฯ กล่าวว่า การปลูกฝังสร้างความคิดที่ถูกต้องแก่เยาวชนที่บ้านและสถานศึกษาเพราะการจับเป็นเรื่องปลายเหตุ และเมื่อจะรับเข้าทำงานหรือฝึกงาน จะพิจารณาเฉพาะเรียนเก่งแต่จะดู PASSPORT การทำความดีด้วย และการแก้ไขต้องทำผ่านเครือข่ายการดำเนินการแก้ปัญหานี้ไม่สามารถดำเนินการได้เพียงลำพัง

ด้านนายนิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการเกียรติคุณ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทยหรือทีดีอาร์ไอ กล่าวในหัวข้อ แนวทางป้องกันการทุจริตและสร้างความเข้มแข็งให้กับหน่วยงานต่อต้านคอร์รัปชั่น : ข้อเสนอจากกรณีศึกษา ว่า ความสำเร็จของการต่อต้านคอร์รัปชั่นในต่างประเทศมักจะไม่สามารถนำมาใช้กับประเทศอื่น ๆ ได้ ฉะนั้น การต่อต้านการคอร์รัปชั่นจึงไม่มีสูตรสำเร็จ และเป็นเรื่องที่เปรียบได้กับการเข็นครกขึ้นภูเขา ซึ่งอุปสรรคสำคัญต่อการสร้างความเข้มแข็งให้กับหน่วยงานต่อต้านคอร์รัปชั่นภาครัฐ ได้แก่ การขาดข้อมูลข่าวสาร หน่วยงานรัฐไม่มีกระบวนการ ขั้นตอนการดำเนินงานที่โปร่งใส ทั้งนี้ยังเห็นว่า ขณะนี้ ยังเป็นอันตรายต่อบุคคลที่ต่อต้านคอร์รัปชั่น

สำหรับการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าวนั้น พบว่า มีการทุจริตทุกขั้นตอนและมีคนเกี่ยวข้องจำนวนมาก และถือเป็นอาชญกรรมที่ไร้เจ้าทุกข์ จึงไม่มีใครเอาไปฟ้อง ก่อให้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อน เช่น นักการเมืองท้องถิ่นยอมให้เกษตรกรจดทะเบียนเกินจริง เพื่อแลกกับคะแนนเสียง ซึ่งรวมค่าความเสียหายทั้งสิ้นเกือบ 450,000 ล้านบาทจากเงินซื้อข้าวเกือบ 700,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 61-66 ของเงินซื้อข้าว ซึ่งเห็นว่า โดยสรุปแล้ว จำเป็นต้องเลิกจำนำข้าว เพราะเสียหายหนัก

นายนิพนธ์ เสนอให้คดีคอร์รัปชั่นไม่ควรมีอายุความ และหากมีการใช้เงินนอกงบประมาณในโครงการประชานิยมของรัฐบาล จำเป็นต้องผ่านกาารพิจารณาของรัฐสภา ส่วนการดำเนินการจัดกิจกรรมการต่อต้านคอร์รัปชั่นนั้น ผู้จัดกิจกรรมต้องคำนึงถึงต้นทุนควบคู่กับผลประโยชน์จากการดำเนินงานด้วย โดยอาศัยกรอบการวิเคราะห์เชิงนโยบาย