"วิบูลย์" ปธ.จนท. อมตะ ต่างชาติรายใหญ่ชะลอแผนลงทุน 7-8 ราย คาดยอดขายปี57 ต่ำกว่าปีก่อน เผยปัญหาการเมืองยืดเยื้อ นักลงทุนหนีไปประเทศอื่น
นายวิบูลย์ กรมดิษฐ์ กรรมการและประธานเจ้าหน้าที่การตลาด บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นอย่างยืดเยื้อ ส่งผลให้ยอดขายที่ดินในนิคมอุตสาหกรรมลดลงมาก โดยในปีที่ผ่านมามีนักลงทุนรายใหญ่ได้ชะลอโครงการไป 3 ราย เป็นพื้นที่กว่า 1 พันไร่ และในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ก็มีลูกค้ารายใหญ่ 7-8 รายขอชะลอโครงการมีเนื้อที่รวมกันกว่า 6-7 ร้อยไร่
"ปีนี้ยังไม่สามารถตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนได้ หากการเมืองไม่นิ่ง ซึ่งคาดว่ายอดขายในปีนี้จะต่ำกว่าปีที่ผ่านมาที่มียอดขายลด 1,008 ไร่ แต่ถ้าการเมืองสงบยอดขายจะสูงกว่าปีที่ผ่านมาอย่างแน่นอน"
อย่างไรก็ตามนักลงทุนต่างชาติส่วนใหญ่ ยังคงตัดสินใจที่จะลงทุนในไทยต่อไป เพียงแต่ชะลอโครงการลงทุน เพื่อรอดูความชัดเจนทางการเมือง แต่หากความขัดแย้งยืดเยื้อลากยาวเกิน 1 ปี นักลงทุนต่างชาติอาจจะพิจารณาย้ายฐานการลงทุนได้ เนื่องจากหลังจากที่ตัดสินใจซื้อที่ดินก็จะใช้เวลาดำเนินการเรื่องต่างๆอีกประมาณ 1 ปี จึงลงทุนสร้างโรงงาน ดังนั้นหากเหตุการณ์สงบก่อน 1 ปี นักลงทุนก็สามารถไปเร่งรัดงานด้านอื่นทดแทนเวลาที่เสียไปได้ แต่ถ้าหากนานกว่า 1 ปี ก็จะกระทบต่อแผนการลงทุน จึงอาจจะตัดสินใจไปลงทุนประเทศอื่น
“ปัจจัยพื้นฐานของไทยยังคงดึงดูดให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนในไทย รวมทั้งค่าที่ดินก่อสร้างโรงงานในนิคมอุตสาหกรรม ก็มีราคาสูงสุดไม่เกิน 10 ล้านบาทต่อไร่ ขณะที่คู่แข่งอย่างเวียดนามมีราคาสูงกว่า 10 ล้านบาทต่อไร่ และอินโดนีเซีย 30 ล้านบาทต่อไร่ โดยเฉพาะที่ดินของอมตะอยู่ในทำเลที่ดีใกล้กับกรุงเทพฯ ท่าเรือน้ำลึก และสนามบินสุวรรณภูมิ ต่างชาติจึงยังคงให้ความสนใจสูง ซึ่งแม้ว่ายอดขายในปีนี้จะลดต่ำลง แต่ก็ไม่มีนโยบายที่จะแข่งขันด้านราคา แต่จะเน้นการให้บริการในทุกๆด้าน เช่น การประสานงานเจรจากับหน่วยงานราชการ อำนายความสะดวกในการทำธุรกิจในทุกๆด้าน” นายวิบูลย์ กล่าว
เขากล่าวว่า หากนักลงทุนตั้งเป้าที่จะเข้ามาลงทุนในไทยแล้ว ก็ยากที่จะย้ายไปลงทุนประเทศอื่น เพราะแต่ละประเทศก็มีจุดแข็งต่างกัน เช่น หากต้องการลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์ ก็จะเข้ามาลงทุนในไทย เพราะมีจุดแข็งในเรื่องอุตสาหกรรมรองรับในทุกๆด้าน เป็นแหล่งผลิตรถยนต์ใหญ่สุดในอาเซียน และติดอันดับ 1 ใน 10 ของโลก หรือจะลงทุนในอุตสาหกรรมอาหาร และเกษตร ก็จะต้องเลือกประเทศไทย เพราะมีจุดแข็งในเรื่องวัตถุดิบที่อุดมสมบูรณ์ และมีมาตรฐานการผลิตในระดับสูง รองลงมาเป็นประเทศเวียดนาม
สำหรับแผนการลงทุนในปีนี้ คาดว่าจะนำมาพิจารณาใหม่ทุกโครงการ โดยจะชะลอแผนการพัฒนาที่ดิน และการสร้างถนนออกไป เพราะใช้งบลงทุนสูง หากเหตุการณ์เข้าสู่ภาวะปกติก็จะกลับมาลงทุนอีกครั้ง โดยเฉลี่ยแล้วอมตะจะลงทุนประมาณปีละ 3 พันล้านบาท ส่วนจำนวนที่ดินที่รอการพัฒนาของอมตะมีประมาณ 14,000ไร่ แบ่งเป็นของนิคมฯอมตะซิตี้ 4,000ไร่ และของนิคมฯอมตะนครประมาณ 10,000ไร่ ส่วนพื้นที่ที่กำลังพัฒนาจำนวน 2,200 ไร่ แบ่งเป็นนิคมฯอมตะซิตี้มีประมาณ 1,200 ไร่ และของนิคมฯอมตะนครประมาณ 1,000ไร่ ส่วนพื้นที่ที่เปิดดำเนินงานและมีโรงงานเข้าไปก่อสร้างแล้วรวม 25,000ไร่ แบ่งเป็นนิคมฯอมตะนคร 17,000ไร่ และนิคมฯอมตะซิตี้ 8,000ไร่ มีโรงงานทั้งสิ้น 888 โรง






