ผู้เชี่ยวชาญ-นักเศรษฐศาสตร์ต่างชาติวิตกแผนปฏิรูปครั้งใหญ่ ส่งผลหนี้เน่ารัฐบาลท้องถิ่นจีนพุ่ง ผิดนัดชำระหนี้เพิ่ม เกิดข่าวลือแบงก์ล้ม
ความเคลื่อนไหวเดินหน้าปฎิรูปครั้งใหญ่ของเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 2 ของโลกอย่างจีน กำลังเป็นที่จับตามองของผู้เกี่ยวข้องในวงการเศรษฐกิจการเงินทั่วโลก เพราะต่างลุ้นให้จีนสามารถปรับสมดุลเศรษฐกิจในประเทศได้สำเร็จ เพื่อพลิกฟื้นกลับมาขยายตัวได้ดีขึ้น กลับมาเป็นกลไกสำคัญผลักดันโลกและเอเชียให้สามารถเติบโตต่อเนื่อง นอกเหนือจากสหรัฐกับยุโรปที่หลายคนมองดีว่ากำลังอยู่บนเส้นทางฟื้นตัว
แต่เส้นทางการปฎิรูปภาคการเงินและปรับสมดุลเศรษฐกิจภายในของจีน ไม่ราบรื่นเสียแล้วตั้งแต่ต้นปีนี้ เพราะมีข่าวหลังทางการจีนออกนโยบายปรับกฎระเบียบภาคการเงินใหม่ ส่งผลเกิดการผิดนัดชำระหนี้ของทรัสต์บางแห่ง มีหนี้เสียเพิ่มขึ้นในภาคการเงิน โดยเฉพาะหนี้ของรัฐบาลส่วนท้องถิ่น
ขณะเดียวกันมีข่าวลือซึ่งกลัวกันว่าจะกลายเป็นจริงกรณีแบงก์ท้องถิ่นกำลังล้ม ทั้งหมดล้วนเป็นปัญหารุมเร้าคอยบั่นทอนเสถียรภาพการเงินและการเติบโตของประเทศ ซึ่งทางการจีนหวังว่าจะขยายตัวเฉลี่ยปีละ 7.5% จากนี้ไป
๐หวั่นทรัสต์ก่อปัญหางูกินหาง
ปัญหาข้างต้นเริ่มเห็นชัดตั้งเดือนม.ค. ปีนี้ เมื่อสื่อจีนรายงานว่า ผลิตภัณฑ์การเงินมูลค่า 126 ล้านดอลลาร์ที่ออกจำหน่ายโดยจีหลิน โพรวินซ์ ทรัสต์ ไม่สามารถชำระเงินคืนให้แก่นักลงทุนได้เมื่อถึงกำหนดไถ่ถอน
โดยผลิตภัณฑ์ข้างต้นมีส่วนเกี่ยวข้องกับสินเชื่อที่ปล่อยให้แก่บริษัทถ่านหินที่มีหนี้มากแห่งหนึ่ง โดย ไชน่า คอนสตรัคชั่น แบงก์ ซึ่งเป็นธนาคารขนาดใหญ่ อันดับ 2 ของจีนก็เป็นผู้ทำการตลาดผลิตภัณฑ์ทางการเงินให้จีหลิน
ก่อนหน้านี้ผลิตภัณฑ์การเงินในรูปแบบเดียวกันของบริษัทไชน่า เครดิต ทรัสต์ก็เกือบประสบภาวะผิดนัดชำระหนี้ในเดือนม.ค.โจว เสี่ยวหมิง จากสมาคมทรัสตีจีนให้ความเห็นเหตุการณ์ผิดนัดคืนหนี้ เกิดขึ้นบ่อยครั้งในปีที่แล้ว ส่งผลให้เกิดความกังวลกันว่าอุตสาหกรรมทรัสต์เผชิญความเสี่ยง
รอยเตอร์ให้ข้อมูลว่าทรัสต์ถือเป็นธุรกิจที่มีสินทรัพย์บริหารมากเป็นอันดับ 2 ของจีนในปี 2556 และขึ้นมาอยู่อันดับ 2 แทนที่บริษัทประกันที่อยู่อันดับ 3 ส่วนอันดับ 1 คือธนาคารพาณิชย์ และทรัสต์มีสัดส่วนใหญ่ที่สุดในธุรกิจมืดนอกระบบการเงิน(SHADOW BANKING) ของจีน โดยทรัสต์มักจะร่วมมือกับธนาคารพาณิชย์ในการขายผลิตภัณฑ์บริหารความมั่งคั่งให้บริษัทและครอบครัวเศรษฐี
๐จีนปฎิรูปดันหนี้เน่าโผล่
แพทริค โชวาเนค หัวหน้าฝ่ายการลงทุนของซิลเวอร์เครสท์ แอสเซต แมเนจเมนท์ มองกรณีหนี้เสียกลายเป็นส่วนอุดตันในระบบการเงินของจีน ที่ต้องได้รับการแก้ไขเสียก่อน ที่ผ่านมาจีนปล่อยให้สินเชื่อขยายตัวอย่างมากมาย จนไปหล่อเลี้ยงหนี้เสียให้มีจำนวนเพิ่มขึ้น แทนที่จะไปก่อให้เกิดการเติบโตภายในประเทศอย่างแท้จริง
นักวิเคราะห์รายหนึ่งให้ข้อมูลว่ากังวลความลับหนี้เสียของจีนที่ซุกซ่อนไว้กำลังปรากฎออกมา ซึ่งสอดคล้องกับโชวาเนคที่ว่ามีการคาดการณ์ถึงระบบการเงินจีนโดยส่วนใหญ่ โดยตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ว่าทุกสิ่งทุกอย่างใหญ่เกินกว่าจะล้ม และทุกคนกำลังจะได้เห็นกระบวนการทำลายล้างแบบสร้างสรรค์เกิดขึ้นกับเศรษฐกิจจีน
แอนดี้ เซียะ นักเศรษฐศาสตร์อิสระ ระบุว่าเอ็นพีแอลในจีนอาจเพิ่มขึ้นเป็นตัวเลข 2 หลักในปีนี้ ซึ่งในอดีตเมื่อปี 2541 หนี้เสียอยู่ที่ 40% แต่ตอนนี้ไม่ใช่แค่นี้และเป็นตัวเลขสองหลักอยู่ หนี้เสียส่วนใหญ่ก็มาจากอุตสาหกรรมทรัสต์ มีมูลค่า 1.65 ล้านล้านดอลลาร์ และเมื่อเร็วๆ นี้มีตัวอย่างเกิดขึ้นแล้วกับจีหลิน โพรวินซ์ ทรัสต์ ที่มีไชน่า คอนสตรัคชั่น แบงก์ ช่วยทำการตลาดรับประกันผลิตภัณฑ์
ริชาร์ด เจอร์แรม หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ธนาคารกลางสิงคโปร์ มองว่าการเกิดปัญหาผิดนัดชำระหนี้และหนี้เสียที่เกิดขึ้นในภาคการเงินจีนนั้น เป็นเพราะทางการจีนตั้งใจจะให้ความรู้แก่นักลงทุนว่าไม่มีผลิตภัณฑ์ใดที่ปราศจากความเสี่ยงหากมีการเสนอผลตอบแทนสูง และจะเป็นประโยชน์หากนักลงทุนรับความสูญเสียบ้าง
ด้านผู้ตรวจสอบการเงินของจีน รายงานว่าสิ้นปีที่ผ่านมา รัฐบาลท้องถิ่นของจีนมียอดหนี้คงค้างเกือบ 3 ล้านล้านดอลลาร์ ถือเป็นข่าวที่นักวิเคราะห์ต่างชาติกลุ่มหนึ่งเห็นว่าเป็นเหมือนสัญญาณเตือนภัย
นักเศรษฐศาสตร์ต่างชาติหลายรายชี้ว่าหนี้เสียมหาศาลข้างต้นเป็นหนึ่งในภัยคุกคามครั้งใหญ่และมากที่สุดที่เศรษฐกิจจีนเผชิญอยู่ และมีความกังวลกันว่าหนี้เสียเหล่านี้ส่วนใหญ่ไม่ได้รับการชำระคืน เพราะหนี้ส่วนใหญ่ที่ให้กู้ยืมเพื่อสนับสนุนโครงการต่างๆ ที่ไม่สามารถทำกำไรได้
แนวโน้มการเกิดผิดนัดชำระหนี้ จุดความกังวลด้วยว่าธนาคารจีนหลายแห่งแบกรับหนี้มหาศาลไว้ จนเป็นการคุกคามเสถียรภาพการเงินของจีน ซึ่งจิม แมคคาฟเฟอร์รี ผู้เชี่ยวชาญงานวิจัยหลักทรัพย์ของซีไอเอ็มบี ซีเคียวริตี้ส์ มองพัฒนาการของจีน จากสังคมเกษตรกรรมสู่สังคมอุตสาหกรรม และสังคมที่ได้ผู้บริโภคขับเคลื่อน มีส่วนทำให้ผลิตภัณฑ์การเงินดึงดูดใจมากขึ้น
๐คนจีนตื่นตูมข่าวลือแบงก์ล้ม
ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา มีข่าวลูกค้าแห่ไปถอนเงินฝากออกจากธนาคารท้องถิ่นเล็ก ๆ 2 แห่งของจีนในเมืองเหยียนเฉิง เพราะมีข่าวลือว่ากำลังจะล้มละลายแบบเดียวกับสหกรณ์ท้องถิ่นในเมืองที่ล้มละลายไปเมื่อต้นปีนี้ โดยธนาคาร 2 แห่งที่เจอมรสุมถอนเงินฝาก ได้แก่ ธนาคารเจียงสู เจ้อหยาง ในเมืองเหยียนเฉิง และธนาคารหวงไห่
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นว่า ปัจจุบันชาวจีนตื่นตูมกันง่ายมาก แต่ขณะเดียวกันก็สะท้อนว่านักลงทุนมีความกังวลเพิ่มขึ้นเมื่อทางการจีนส่งสัญญาณว่าจะยอมให้มีการผิดนัดชำระหนี้ได้มากขึ้น
ทั้งนี้ ในเดือนม.ค.ที่ผ่านมาได้เกิดเหตุสั่นสะเทือนผู้ฝากเงินในเมืองเหยียนเฉิง เมื่อสหกรณ์ท้องถิ่นหลายแห่งเกิดขาดแคลนเงินสดจนต้องปิดตัวลง ทำให้สมาชิกสูญเสียเงินที่ฝากไว้เป็นจำนวนมาก แต่สหกรณ์แตกต่างกับธนาคารตรงที่ไม่ได้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของเจ้าหน้าที่ภาคการเงิน จึงทำให้เกิดการหมกเม็ดปัญหาจนบานปลายถึงขั้นต้องปิดตัวลง
ทั้งนี้ 2 แบงก์จีนที่เกิดปัญหาล่าสุด เชื่อกันว่าจะรอดไปได้ด้วยการอัดฉีดเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลท้องถิ่น แต่คำถามยังคาใจอยู่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นถ้าธนาคารชั้นนำที่มีเงินฝากมหาศาลเกิดเรื่องเช่นเดียวกัน และจีนจะเอาเงินจากไหนเพื่ออุดรอยรั่วมหาศาล
๐ห่วงปัญหากระทบตลาดโลก
สำนักงานตรวจสอบแห่งชาติของจีนเอง ยอมรับว่าหนี้มหาศาลของรัฐบาลท้องถิ่น เป็นหนึ่งในภัยคุกคามต่อเศรษฐกิจของประเทศมากที่สุด และแนวโน้มการผิดนัดชำระหนี้ทำให้กังวลมากขึ้นว่าจะไปฉุดแบงก์หลายแห่งของจีนให้ล่มจมไปกับหนี้เสีย พร้อมสั่นคลอนระบบการเงินของจีนจนอยู่ในภาวะไร้เสถียรภาพ
และจากกรณีที่จีนเผชิญกับปัญหาหนี้เสียและการผิดชำระหนี้ รวมถึงข่าวลือแบงก์ล้มนั้น เซียะนักเศรษฐศาสตร์อิสระ กังวลว่านำไปสู่วิกฤตการเงินอีกครั้งหนึ่งในจีน ปัญหาจะส่งผลกระทบอย่างมากมายให้กับตลาดทั่วโลกรวมถึงเอเชียและไทย
เซียมองว่าจีนกำลังเริ่มต้นจัดการปัญหาต่างๆทางการเงินของตัวเอง เพียงแต่จีนจะทำได้เร็วแค่ไหนไม่มีใครรู้ แต่สิ่งดีอย่างหนึ่งคือจีนไม่ปล่อยให้ปัญหานานไป ไม่เช่นนั้นหนี้เน่าก็จะยิ่งเพิ่มมีขนาดใหญ่มากขึ้น
ด้านกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ บอกว่าปีนี้ต้องติดตามจีนอย่างใกล้ชิดว่า จีนจะสามารถประคองสถานการณ์ได้อย่างไร เมื่อเป็นสิ่งที่ทางการจีนเลือกให้เกิด และทางการจีนมีสินทรัพย์พอสมควรที่เข้ามาดูแลปัญหาที่เกิดขึ้น ซึ่งเรื่องนี้เหมือนการเดินในพื้นที่ที่ลื่นพอสมควรซึ่งอาจเกิดปัญหาได้และต้องระวัง
"คิดว่าผิดนัดชำระหนี้ยังเป็นเรื่องของจีน ตัวสำคัญที่มองว่าจะกระทบประเทศอื่นหรือไม่ ต้องมองว่าจีนนำเข้าจากประเทศอื่นมากน้อยแค่ไหน เดือนล่าสุดพบนำเข้าของจีนยังขยายตัว 10% คิดว่าผิดนัดชำระหนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ปัญหายังไม่ขยายวงกว้าง แต่อนาคตไม่แน่ ขึ้นอยู่กับว่างทางการจีนกำกับควบคุมดีมากน้อยแค่ไหน"









