ราคาสุกรขุนปรับตัวสูงขึ้น คณะกรรมการนโยบายพัฒนาสุกรและผลิตภัณฑ์ หรือพิก บอร์ด จึงได้พิจารณาแก้ไขปัญหานี้อย่างเร่งด่วน
ราคาหมูหน้าเขียงทะยานเพิ่มสูงขึ้นอย่างหนักเกินกว่า 160 บาทต่อกก. หลังจากราคาสุกรขุนปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากผลผลิตเข้าสู่ตลาดลดลงและการเกิดโรคระบาด คณะกรรมการนโยบายพัฒนาสุกรและผลิตภัณฑ์หรือพิก บอร์ด จึงได้พิจารณาแก้ไขปัญหานี้อย่างเร่งด่วน
นายยุคล ลิ้มแหลมทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า พิก บอร์ดหารือปัญหาราคาสุกรมีชีวิตและราคาเนื้อสุกรปรับเพิ่มขึ้น โดยราคาหน้าฟาร์มขณะนี้อยู่ที่ 76-78 บาท ต่อกิโลกรัม ซึ่งเป็นผลมาจากเกิดโรคระบาด ท้องร่วงติดต่อ หรือ PED และโรคในกลุ่มอาการทางระบบสืบพันธุ์ และทางเดินหายใจ หรือ PRRS ทำให้สุกรหายจากระบบประมาณ 10 % หรือออกสู่ตลาดเพียงวันละ 38,000 ตัวลดลงจากเดิม ที่ต้องเข้าสู่ระบบวันละ 42,000 ตัว
ขณะที่ต้นทุนการเลี้ยงปรับเพิ่มขึ้นเป็น กก.ละ 65 บาท จากเดิมอยู่ที่ กก.ละ 62 บาท ราคาขายหน้าฟาร์มจึงขยับตัวตามเป็นกก.ละ 76-78 บาท ดังนั้นเพื่อไม่ให้กระทบกับผู้บริโภค ทางสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ จึงเห็นชอบร่วมกันที่จะตรึงราคาสุกรในราคาดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 1-30 เม.ย. 57 คาดว่าจะเป็นผลให้ราคาหน้าเขียงอยู่ที่ กก.ละ 150-165 บาท
ปีนี้มีสุกรในระบบเพียง 15.8 ล้านตัวลดลงเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ซึ่งอยู่ที่ 16.1 ล้านตัว เพราะการระบาดของโรค prrsและ ped เป็นเชื้อไวรัสทำให้ลูกสุกรเสียหายจำนวนมาก ในขณะที่เกษตรกรบางรายมีการใช้วัคซีนที่นำเข้าอย่างผิดกฎหมายไม่ผ่านการรับรองขององค์การอาหารและยา(อ.ย.) ส่วนใหญ่จะซื้อจากประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งใช้ไวรัสคนละตัวกับที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ดังนั้นการระบาดของโรคนี้จึงหายไปได้อยาก ซึ่งเกษตรกรควรปรับตัวหันมาใช้วิธีการจัดการฟาร์มด้วยระบบไบโอ ซิเคียวริตี้จะดีกว่า
นายกิดดิวงศ์ สมบุญธรรม เลขาธิการสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ กล่าวว่า การตรึงราคาหน้าฟาร์มไว้ที่ 76-78 บาท/กก. นั้นเพื่อไม่ให้ราคาสุกรสูงไปกว่านี้และผู้บริโภคหันไปบริโภคอย่างอื่นหมด
อย่างไรก็ตามราคาที่ปรับเพิ่มขึ้นดังกล่าวเป็นไปตามกลไกการตลาด โดยหลังจากเดือน เม.ย. เป็นต้นไปจะต้องพิจารณาปัจจัยทางธรรมชาติอีกครั้งหากฝนตกการเลี้ยงสุกรอาจจะได้ผลดีขึ้น ขณะเดียวกันสินค้าอาหารชนิดอื่น จะออกสู่ตลาดมากขึ้นเช่นกัน ดังนั้นราคาสุกรอาจจะปรับลดลงได้
นางเยาวมาลย์ ค้าเจริญ อาจารย์ประจำภาควิชาสัตวศาสตร์ คณะเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า ราคาเนื้อแดงโดยทั่วไป จะคำนวณจากราคาสุกรมีชีวิต คูณ 2 และ บวกหรือลบ 3-4 บาท แต่ราคาหน้าเขียงปัจจุบันจะสูงกว่าราคาดังกล่าวมาก ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ควรสำรวจและมีมาตรการกำหนดราคาให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม การใช้วิธีการตรึงราคาหน้าเขียงดังกล่าว จะทำให้เกษตรกรไม่ได้รับความเป็นธรรมและสามารถใช้ในระยะเวลาที่ไม่นานเกินไป
นายอนันต์ ลิลา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า พิก บอร์ด ยังได้เห็นชอบให้กำหนดการค้าเนื้อสุกรแปรรูปภายใต้กรอบความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น (JTEPA) ปี 2557ที่จะเริ่มตั้งแต่ วันที่ 1 เม.ย. นี้เป็นต้นไป โดยให้จัดสรรโควตาเนื้อสุกรแปรรูป ซึ่งจะดำเนินการเปิดตลาดครั้งเดียว จำนวน 1,200 ตัน และใช้วิธียื่นขอตามลำดับก่อนหลัง (First Come First Serve) ซึ่งเป็นแนวทางเดียวกับที่เคยปฏิบัติมาในปี 2556 พร้อมทำหนังสือแจ้งให้ทราบถึงแนวทางบริหารโควตาเนื้อสุกรแปรรูป ประจำปี 2557 แก่ผู้ประกอบการ ซึ่งได้รับการรับรองการส่งออกไปประเทศญี่ปุ่น ผู้ประกอบการจะได้ยืนยันให้กรมปศุสัตว์ภายในวันที่ 18 มี.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งทางกรมปศุสัตว์จะดำเนินการแจ้งกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ดำเนินการออกประกาศต่อไป
ในกรอบJTEPA ไทยได้ยื่นบัญชีสินค้าที่ต้องการให้ญี่ปุ่นเปิดตลาดเพิ่มเติม ซึ่งได้รวมเนื้อสุกรแปรรูปไว้ด้วยแล้ว และถึงแม้ว่าตามความตกลง JTEPA สินค้าเนื้อสุกรแปรรูปจะเป็นสินค้าที่อยู่ในกลุ่มของการทบทวนในปีที่ 10 อีกทั้งในการประชุมครั้งนั้น เจ้าหน้าที่กระทรวงเกษตร ป่าไม้ และประมงของญี่ปุ่น ได้แจ้งในเบื้องต้นว่า สินค้าเกษตร เป็นสินค้าที่มีความอ่อนไหวสูงสำหรับญี่ปุ่น โดยขอนำรายการดังกล่าวไปหารือกับผู้เกี่ยวข้องต่อไป
อย่างไรก็ตาม สศก. ได้มีการหารือนอกรอบกับผู้แทนกระทรวงเกษตรฯ ญี่ปุ่น มาเป็นระยะโดยตลอด และจะดำเนินการติดตามผลักดันการเปิดตลาดสินค้าสุกรแปรรูปเพิ่มเติมภายใต้ความตกลง JTEPA ต่อไป









