2กูรูชี้การเมืองฉุดเศรษฐกิจอ่วม "โฆสิต"เตือนผลของประชานิยมยังมีอยู่ไปอีกปีนี้ปีหน้า "สมชาย" มองไทยติดกับดักประชาธิปไตย
ธนาคารกรุงเทพและชมรมบัวหลวงเอสเอ็มอีจัดสัมมนาเรื่อง"START UP ติดเครื่องธุรกิจ:อนาคตเศรษฐกิจไทย"วานนี้ (26 มี.ค.) ที่โรงแรมซาเทรียม ริเวอร์ไซด์ โดยมี โฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ ประธานกรรมการบริหารธนาคารกรุงเทพ และ รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการอิสระ บรรยายเรื่องเศรษฐกิจและการเมืองไทยปี 2557
โฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์มองว่า ขณะนี้ปัจจัยลบที่ส่งผลกระทบเศรษฐกิจจะมาจาก 2 ปัจจัยหลักคือประเด็นทางการเมืองและผลกระทบจากโครงการประชานิยม อาทิโครงการรับจำนำข้าว และโครงการรถคันแรก ที่ทำให้หนี้ครัวเรือนเพิ่มสูงขึ้น กดดันการใช้จ่ายและบริโภค ทำให้เศรษฐกิจขยายตัวไม่เต็มประสิทธิภาพ ซึ่งรุนแรงต่อเศรษฐกิจมากกว่าการมีรัฐบาลรักษาการ ที่แม้ว่าการบริหารงานจะทำได้ไม่เต็มที่ แต่หากสามารถปรับเปลี่ยนให้รัฐบาลทำงานได้อย่างเต็มที่จะทำให้สถานการณ์ทางเศรษฐกิจคลี่คลายได้
"หากมีรัฐบาลที่ทำงานเต็มที่ได้ สถานการณ์ก็คลี่คลาย แต่ผลของประชานิยมยังมีอยู่ไปอีกปีนี้ปีหน้า การเติบโตของเศรษฐกิจไทยจะอยู่ในระดับต่ำโดยคาดว่าจะอยู่ในอัตรา 3% แต่หากเหตุการณ์ทางการเมืองยืดเยื้อหรือไม่มีรัฐบาลที่มีอำนาจบริหารจัดการประเทศก็อาจเห็นเศรษฐกิจโตต่ำกว่า 3% ได้ ซึ่งการกระตุ้นที่ไม่มีประสิทธิภาพจะส่งผลเสียตามมาอย่าง 2-3 โครงการประชานิยมข้างต้น ควรกระตุ้นให้เกิดความสามารถในการแข่งขันให้เอกชน เช่น การลงทุนในงานวิจัยและพัฒนา การฝึกอบรมแรงงาน"
สำหรับการขยายตัวของสินเชื่อในปีนี้ธนาคารยังคงเป้าหมายไว้ที่ระดับ 5-6% บนสมมติฐานจีดีพีโตที่ระดับ 3% โดยความต้องการสินเชื่อถูกกดดันด้วยผลของประชานิยมและรัฐบาลที่ทำงานไม่เต็มที่ทำให้สินเชื่อปีนี้อาจไม่โตมากนัก ซึ่งธนาคารจะยึดแนวคิดในการเป็นเพื่อนคู่คิด โดยในช่วงที่ผ่านมายอมรับว่ามีลูกค้าเข้ามาปรึกษาปัญหาเรื่องกระแสเงินสดจากยอดขายที่ลดลง แต่ลูกค้าส่วนใหญ่มีความเข้มแข็งและปรับตัวลงทุนเพิ่มประสิทธิภาพเช่นเพิ่มเครื่องจักรเพื่อลดการใช้แรงงาน
0 0 0
นายสมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการอิสระ กล่าวระหว่างปาฐกถาหัวข้อ"เศรษฐกิจและการเมืองไทย ปี 2557 " ว่า ปัญหาการเมืองไทยยังคงยืดเยื้อต่อเนื่องไปอีก 1-2 ปี หรือติดอยู่ใน "กับดักประชาธิปไตย" ที่มีฝ่ายที่คิดเห็นขัดแย้งทางการเมืองแตกต่างกันเป็น 2 ฝ่าย เหมือนที่เกิดขึ้นกับประเทศเกิดใหม่หลายประเทศ และแม้ว่าประเทศไทยจะมีรัฐบาลใหม่แต่ความขัดแย้งยังมีอยู่ ซึ่งจะส่งผลให้ไทยขาดความน่าเชื่อถือในสายตานานาชาติ จึงมีความเป็นไปได้สูงที่ไทยจะถูกปรับลดอันดับเครดิตประเทศลง
"แม้ว่าประเทศไทยจะมีการเลือกตั้งภายใน 60 วัน และถึงจุดหนึ่งต้องมีรัฐบาลแต่สถานการณ์การเมืองจะยังวุ่นวายต่อเนื่องไปอีก 1-2 ปี เนื่องจากไทยยังอยู่ในช่วง "กับดักประชาธิปไตย" ที่มีฝ่ายที่คิดเห็นขัดแย้งทางการเมืองแตกต่างกันเป็น 2 ฝ่าย ส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันให้ลดลง เพราะมีต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ดังนั้นภาคเอกชนจะต้องปรับตัว โดยการออกไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้น เพื่อชดเชยตลาดในประเทศที่มีปัญหาทางการเมือง โดยเฉพาะการใช้ประโยชน์จากเออีซีให้มากขึ้น"
อย่างไรก็ตามในปีนี้คาดว่าจีดีพีจะอยู่ที่ 2.5-3% โดยจะการใช้จ่ายภาครัฐปีนี้จะติดลบ 1% การลงทุนภาครัฐจะขยายตัว 1% ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนขยายตัว 2 ส่วนการส่งออกของไทยยังเป็นพระเอกเศรษฐกิจในปีนี้ ซึ่งคาดว่าการส่งออกจะขยายตัว 5-6% แต่ต้องติดตามเศรษฐกิจจีนว่าปัญหาธนาคารเงาจะทำให้เศรษฐกิจจีนโตต่ำกว่าเป้าหมาย 7.5% กระทบกับการส่งออกไทยที่พึ่งพิงตลาดจีนในสัดส่วนสูง ถึง 25% ขณะที่การผลิตสินค้าเพื่อส่งออกยังไม่ตรงกับความต้องการของตลาด และอาจทำให้จีดีพีติดลบได้
นายสมชาย กล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมาประเทศไทยรู้เรื่องของอาฟต้าและเออีซีมานานแต่ยังคงผลิตสินค้าที่เหมือนกับประเทศคู่แข่ง ซึ่งรัฐบาลบางแห่งจะแนะนำผู้ประกอบการให้ผลิตสินค้าที่แตกต่าง
"หากการส่งออกโตต่ำกว่า 5-6% อาจสะท้อนว่าโครงสร้างการส่งออกไทยมีปัญหาพึ่งตลาดจีนมากไปเช่นเดียวกับหลายๆ ประเทศเช่นตุรกี อินเดีย อินโดนีเซีย รัสเซีย ที่จะได้รับผลกระทบไปด้วยหากเศรษฐกิจจีนชะลอตัว โดยในปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัวแล้ว แต่ไทยยังส่งออกติดลบเพราะผลิตสินค้าไม่ตรงความต้องการของตลาด"
ทั้งนี้ที่ผ่านมาเศรษฐกิจจีนอยู่ในความฝันมานานโดยมีการเติบโตในระดับสูงกว่า 10% อย่างต่อเนื่องหลายปี ถือว่าผิดธรรมชาติ และในขณะนี้เริ่มมีเอ็นพีแอลเกิดขึ้นทำให้เชื่อว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจจีนคงโตไม่มากเหมือนเดิมแล้ว กระทบกับประเทศที่เกี่ยวพันกับจีน
ส่วนการหยุดชะงักของการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาท นั้น เชื่อว่าจะไม่มีผลกระทบต่อการลงทุนและการท่องเที่ยวของไทยมากนัก เพราะมองว่ารัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาจะต้องสนับสนุนโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในหลากหลายประเภทอย่างแน่นอน









