วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เกาะติดหนี้เสียแบงก์รัฐ หวั่นSMEทรุดกระทบจ้างงาน

สศค.เกาะติดหนี้เสียแบงก์รัฐ จี้แบงก์รัฐแจงเอ็นพีแอลทุกเดือน หวั่นเอสเอ็มอีทรุดกระทบจ้างงาน การเมืองยืดกระทบลงทุน-บริโภค

สถานการณ์ทางการเมืองที่เป็นสุญญากาศ ยังไม่สามารถเลือกตั้ง หลังจากศาลรัฐธรรมนูญตัดสินการเลือกตั้งเป็นโมฆะ ส่งผลให้ไม่มีรัฐบาลมาบริหารประเทศ ทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจหลายๆ ภาคส่วน เริ่มเข้าสู่ภาวะชะลอตัวลง นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กระทรวงการคลัง กล่าวว่าโดยภาพรวมภาวะเศรษฐกิจไทยปีนี้ ตัวชี้วัดเศรษฐกิจไทยหลายด้านยังถือว่า ยังมีเสถียรภาพที่ดี สะท้อนจากตัวเลขการว่างงานที่อยู่ในระดับต่ำที่ 0.7% ของกำลังแรงงานรวม อัตราเงินเฟ้อก็อยู่ในระดับทรงตัว ระดับทุนสำรองทางการที่อยู่ในเกณฑ์สูงถึง 1.68 แสนล้านดอลลาร์ แต่ยอมรับว่าในภาพรวมของการขยายตัวนั้น ถือว่า ชะลอ ทั้งการอุปโภคบริโภค การส่งออก และ การลงทุน

โดยปัจจัยช่วยหนุนภาพรวมการบริโภค คือ การจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มที่ยังขยายตัวเป็นบวก แต่ไม่ได้สูงมากเมื่อเทียบกับช่วงปีก่อนหน้า ทั้งนี้ ในเดือนม.ค. ที่ผ่านมา ยอดการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ ยังคงขยายตัวได้ 2.7% ต่อปี ส่วนหนึ่งมาจากฐานอัตราเงินเฟ้อทั่วไปที่ต่ำในเดือนเดียวกัน

การเมืองยืดกระทบลงทุน-บริโภค

นายสมชัย มองว่า จากสถานการณ์การเมืองที่ยังไม่มีความชัดเจนว่า จะมีการเลือกตั้งได้สำเร็จจนสามารถจัดตั้งรัฐบาลใหม่ได้ ทำให้ สศค.ประเมินว่า จะเป็นปัจจัยหลักที่เข้ามากระทบภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปีนี้ โดยเฉพาะด้านการลงทุนถือเป็นเครื่องยนต์สำคัญที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ กรณีนี้จะได้รับผลกระทบจากการที่หน่วยงานภาครัฐไม่สามารถใช้งบลงทุนที่มีมูลค่ามากกว่า 100 ล้านบาทขึ้นไปได้ เพราะว่าครม.รักษาการไม่สามารถอนุมัติงบลงทุนขนาดใหญ่ดังกล่าวได้ โดยงบลงทุนส่วนนี้มีมูลค่ารวมแล้วเกิน 8 หมื่นล้านบาท ขณะเดียวกัน การลงทุนในระบบโครงสร้างพื้นฐานก็ต้องชะงักหลังจากกฎหมายการกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ไม่มีผลบังคับใช้

นอกจากนี้ ปัญหาการเมืองที่ยืดเยื้อยังส่งผลกระทบต่อการบริโภคที่มีแนวโน้มชะลอตัว ขณะเดียวกันภาคธุรกิจเกิดความไม่เชื่อมั่นในการลงทุนขยายธุรกิจ ส่วนการส่งออกจะได้รับผลกระทบทางอ้อมจากปัญหาการเมือง เนื่องจากผู้นำเข้าในต่างประเทศจะเกิดความไม่มั่นใจการสั่งซื้อสินค้า เพราะไม่แน่ใจว่า ปัญหาการเมืองจะกระทบต่อการจัดส่งสินค้าของผู้ส่งออกของไทยหรือไม่

ทั้งนี้ สศค.คาดการณ์ว่า ตัวเลขการส่งออกในปีนี้ จะขยายตัวได้ไม่ถึง 5% จากเดิมที่คาดการณ์ไว้ว่าจะขยายตัวได้ในระดับ 6.5% ส่วนภาพรวมเศรษฐกิจ คาดว่าจะขยายตัวได้ประมาณ 2% กว่าๆ จากเดิมที่คาดการณ์ว่า จะขยายตัวได้ประมาณ 3.1%

"ต้องยอมรับว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปีนี้ จะอยู่ในภาวะซึมๆ ไปต่อเนื่อง เพราะไม่มีรัฐบาล การเลือกตั้งใหม่ก็ต้องใช้เวลา ซึ่งไม่รู้ว่า จะสำเร็จหรือไม่ ประเด็นปัญหานี้ จะกระทบไปถึงการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2558 ด้วย"

หวั่นกระทบการชำระหนี้เอสเอ็มอี

นายสมชัย กล่าวด้วยว่า ประเด็นที่ สศค. มีความเป็นห่วงและติดตามอย่างใกล้ชิด คือ ผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจที่จะมีต่อความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้รายย่อยและธุรกิจเอสเอ็มอี โดยแม้ว่า ตัวเลขการผิดนัดชำระหนี้เกิน 3 เดือนจะไม่มีสัญญาณเพิ่มขึ้น แต่ตัวเลขการชำระหนี้ล่าช้า หรือผิดนัดชำระหนี้ในระยะ 1-2 เดือนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น หากผิดนัดชำระหนี้ไปถึง 3 เดือนเมื่อไหร่ก็จะกลายเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) จะทำให้ตัวเลขหนี้เสียในระบบสถาบันการเงินเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ทั้งนี้ ตัวเลขหนี้เสียล่าสุดของธนาคารพาณิชย์เอกชน ยังทรงตัวอยู่ที่ประมาณ 2.4% ของสินเชื่อรวม ส่วนธนาคารของรัฐอยู่ที่ประมาณ 5.38% ของสินเชื่อรวม ซึ่งปรับตัวเพิ่มขึ้นจากเมื่อ 2 เดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ 5.34% อย่างไรก็ตาม โดยภาพรวมแล้วแม้เอ็นพีแอล จะปรับตัวเพิ่มขึ้นแต่ตัวเลขหนี้เสียโดยรวมถือว่า ยังอยู่ในเกณฑ์ที่ดี

"ในแง่ของแบงก์รัฐเองนั้น เราได้ส่งทีมเข้าไปพูดคุยและส่งสัญญาณให้ทุกแบงก์เร่งปรับตัวรองรับกรณีที่อาจจะเกิดปัญหาหนี้เสีย และ ให้มอนิเตอร์ข้อมูลหนี้ทุกสัปดาห์ ที่เราห่วงมาก คือ หนี้เสียที่จะเกิดขึ้นกับภาคธุรกิจเอสเอ็มอี เพราะหากเกิดปัญหา จะกระทบต่อการปิดกิจการ และทำให้เกิดปัญหาการว่างงานตามมา ซึ่งสัญญาณที่เห็นชัดเจนแล้วก็คือปัญหาเช็คเด้งเพิ่มขึ้นมากในกลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอีที่เปิดเผยโดยแบงก์ชาติ"

จี้แบงก์รัฐแจงเอ็นพีแอลทุกเดือน

ทั้งนี้ สศค.ได้ให้นโยบายแก่ธนาคารของรัฐ ต้องรายงานสถานการณ์เอ็นพีแอลทุกเดือน และหากเกิดปัญหาขึ้นมากับลูกค้ากลุ่มใหม่ ธนาคารจะได้เข้าไปช่วยแก้ปัญหาทัน ไม่ว่าจะเป็นการเข้าไปช่วยปรับโครงสร้างหนี้ให้ หาอาชีพเสริม

โดย สศค.ได้ให้นโยบายกับธนาคารเฉพาะกิจของรัฐที่แม้ว่าหลายแห่งจะไม่มีกรรมการผู้จัดการ เช่น ธนาคารออมสิน ธนาคารเอสเอ็มอี และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย แต่ก็ไม่ส่งผลกระทบต่อการบริหารจัดการ และการดำเนินธุรกิจ เนื่องจากมีคณะกรรมการ และคณะกรรมการบริหารที่จะตัดสินใจการดำเนินงานได้

นายสมชัย กล่าวด้วยว่า ในส่วนของ สศค.เองได้เตรียมมาตรการในการดูแลเศรษฐกิจทั้งระยะสั้น ระยะปานกลาง และ ระยะยาว เพื่อเสนอต่อรัฐบาลใหม่ โดยมาตรการระยะสั้น ถือเป็นเรื่องจำเป็นมาก เพราะจะช่วยกระตุ้นให้เศรษฐกิจเติบโต และ จะช่วยรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจระยะต่อไปด้วย ซึ่งมาตรการที่จะเสนอนี้ จะเป็นมาตรการภาษีที่สนับสนุนด้านการลงทุนจากต่างประเทศเป็นหลัก

"เราเตรียมมาตรการไว้พร้อมแล้ว แต่ยังไม่สามารถเสนอในรัฐบาลนี้ได้ เพราะเกี่ยวข้องกับการใช้อัตราภาษีเข้ามาเกี่ยวข้อง" นายสมชัย กล่าว