"บลจ.กรุงศรี" หวั่นเศรษฐกิจไทยปีนี้เสี่ยงโตติดลบส่งผลให้กำไรไตรมาสแรกทรุด เหตุการเมืองลากยาว มองแนวโน้มตลาดหุ้นเป็นขาลงระยะสั้น
นายประภาส ตันพิบูลย์ศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บลจ.กรุงศรี กล่าวในงานเสวนาเรื่อง "ลงทุนอย่างไร...หากเศรษฐกิจไทย ไม่ไปต่อ?" ว่า ปัญหาการเมืองไทยยังน่าเป็นห่วงจากปัญหาการเมืองที่ยืดเยื้อ และยังไม่เห็นจุดจบว่าจะเป็นอย่างไรปีนี้เศรษฐกิจไทยอาจจะมีลุ้นติดลบ เพราะข้อมูลที่คาดกันว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้จะโต 2-3% เป็นการมองจากฐานข้อมูลปัจจุบัน แต่ถ้าดูพัฒนาการทางการเมืองแล้วน่าเป็นห่วง หากไม่มีรัฐบาลมาบริหารประเทศการลงทุนภาครัฐก็ไม่เดินหน้าและจะส่งผลกระทบถึงเศรษฐกิจไทยในปีนี้และปีหน้า ทั้งนี้ในระยะสั้นตลาดหุ้นไทยมีโอกาสจะปรับตัวลงได้อีก และคาดว่าตัวเลขกำไรบริษัทจดทะเบียนจะประกาศออกมาในไตรมาสที่1/57 นี้ มีโอกาสจะติดลบด้วยเช่นกัน
ขณะที่คาดว่ากำไรบริษัทจดทะเบียนทั้งปี 2557 จะโตได้ไม่เกิน 5% จากปีก่อนที่บริษัทจดทะเบียนไทยมีกำไร 7.8 แสนล้านบาท เนื่องจากในปัจจุบันยังไม่สามารถมีรัฐบาลถาวรเพื่อมาสานต่อนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในส่วนของมาตรการปรับลดภาษีนิติบุคคลจาก 30% เหลือ 20% ซึ่งยังไม่มีความชัดเจนว่าจะสามารถต่ออายุออกไปได้หรือไม่ หากในปีนี้ บจ.ต้องเสียภาษีในอัตราเต็ม จะส่งผลกระทบค่อนข้างมากต่อกำไรของบริษัทจดทะเบียน ดังนั้นถ้าลงทุนในหุ้นคงต้องมองภาพในระยะยาว 3 - 5 ปี จากนี้ไป"
นายปริญญ์ พานิชภักดิ์ กรรมการผู้จัดการ บล.ซี แอล เอส เอ (ประเทศไทย) กล่าวว่า ในระยะสั้นตลาดหุ้นไทยเองยังมีความเสี่ยงในขาลงได้ อีกแต่อาจจะไม่ได้มาจากปัจจัยการเมืองในประเทศเป็นหลัก หากแต่เป็นปัจจัยจากต่างประเทศ ซึ่งนักลงทุนในต่างประเทศเองในปัจจุบันก็ยังจับตามองดูอยู่โดยเฉพาะการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐในปัจจุบัน ดังนั้นหากมีปัจจัยจากนอกประเทศเข้ามากระทบในเชิงลบนักลงทุนต่างชาติยังมีโอกาสที่จะขายหุ้นไทยได้อีกเช่นกัน
"อย่างไรก็ตามในมุมมองของบริษัทไม่คิดว่าเศรษฐกิจไทย จะโตติดลบ และมองว่าในปีนี้น่าจะโตได้อย่างน้อย 2% ถือว่าเป็นระดับต่ำสุดแล้ว ภาพรวมเงินยังไหลออกจากตลาดเกิดใหม่ไปลงทุนในตลาดพัฒนาแล้วอย่างยุโรปและญี่ปุ่นต่อเนื่อง ในขณะที่เงินลงทุนบางส่วนในญี่ปุ่นและจีนก็มาลงทุนในไทยเช่นกันแต่ไม่ได้มากนัก เพราะตลาดหุ้นไทยยังมีอัตราเงินปันผลที่ดีเป็นจุดเด่นของตลาดหุ้นไทยในช่วงที่ผ่านมา"
นายพีรพงศ์ จิระเสวีจินดา กรรมการผู้จัดการ กลุ่มจัดการลงทุน บลจ.บัวหลวง กล่าวว่า ปัจจัยการเมืองกระทบตลาดหุ้นในระยะสั้นและตลาดก็ปรับตัวลงมามากแล้ว ซึ่งหากมองว่าในท้ายที่สุดทุกอย่างจะคลี่คลายก็เป็นโอกาสในการเข้าลงทุนเพราะตลาดหุ้นไทยก็ปรับตัวลงมาพอสมควรแล้ว โดยหุ้นที่น่าสนใจควรจะเป็นหุ้นที่มีอัตราการทำกำไรที่ดี มีกระแสเงินสดในมือแข็งแกร่ง และมีงบดุลที่แข็งแกร่ง และพึงเลี่ยงหุ้นที่อิงกับการพึ่งพิงภาครัฐ
ทั้งนี้ ในการประชุมสมาคมบริษัทจัดการลงทุน (AIMC) ล่าสุดได้เลือกนางวรวรรณ ธาราภูมิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.บัวหลวง กลับมานั่งเป็นนายกสมาคมบลจ.อีกครั้ง
นางวรวรรณ ธาราภมูิ นายกสมาคมบลจ.กล่าวว่างานที่จะมุ่งผลักดันใน 4 ด้าน คือ 1. การทำให้อุตสาหกรรมพร้อมสำหรับโครงสร้างทางการลงทุนที่เปลี่ยนไปสู่มิติระดับโลกซึ่งจะมีคู่แข่งจากทั่วโลกไม่ใช่แค่ในอาเซียน ซึ่งเป็นทั้งวิกฤติและโอกาส ทำอย่างไรที่จะมีโอกาสไปบุกตลาดต่างประเทศบ้างหรือพัฒนาคนของอุตสาหกรรมให้มีมาตรฐานระดับโลก 2. บทบาทของนักลงทุนสถาบันในฐานะผู้เล่นในตลาดทุน 3. บทบาทต่อผู้ลงทุนสาธารณะในวงกว้างในการพยายามให้ความรู้ต่อเนื่อง และ 4. บทบาทระหว่างสมาชิกด้วยกัน เช่น การพิจารณาเรื่องการแข่งขันด้านราคาในธุรกิจกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เป็นต้น เพื่อประโยชน์ต่อผู้ร่วมธุรกิจทุกฝ่าย เป็นต้น
"ปัญหาการเมืองจะไม่เป็นปัญหาต่อการทำงาน หลังจากนี้สมาคมบลจ.คงจะเดินหน้าเพื่อหารือกับสรรพากรเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ทางภาษีของกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) เพื่อจะได้พูดคุยบนข้อมูลที่อยู่บนพื้นฐานเดียวกันก่อนที่จะหาความชัดเจนว่าจะไม่ต่อหรือต่อประโยชน์ทางภาษีของกองทุน LTF ที่จะหมดอายุในปี 2559 ออกไปหรือไม่ เพราะปัจจุบันเม็ดเงินตรงนี้ก็มีไม่น้อยมีมากถึง 200,000 ล้านบาท ดังนั้น กองทุนดังกล่าวหากไม่มีการขยายระยะเวลาลงทุนออกไปเกิดขึ้นจริง ความผันผวนจากการลงทุนในตลาดหุ้นไทยจะมีค่อนข้างมากแน่นอน"
นางวรวรรณ ยังกล่าวอีกว่า ภาพรวมอุตสาหกรรมปีนี้ยังมีโอกาสที่จะเติบโตเฉลี่ยในระดับ 10% ได้ ส่วนหนึ่งก็มาจากเงินฝากที่อาจจะโยกเข้ามาในฝั่งกองทุนรวมผ่านกองทุนตราสารหนี้ต่างๆ ปัจจัยการเมืองมองแล้วจบยากแต่ถ้าทุกคนยึดหลักกติกาเดียวกันก็เชื่อว่าจบได้และอยากให้ทุกฝ่ายทบทวนดูว่าจะปล่อยให้ประเทศชาติเป็นเช่นไร เพราะถ้าปล่อยไปแบบนี้คงไม่ดีต่อเศรษฐกิจและการลงทุนด้วยเช่นกัน









