วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

'คลัง-สนข.' ถก31มี.ค. หั่นเหลือ1.1ล้านล้าน

"คลัง-คมนาคม" ถกแผนลงทุน31 มี.ค.นี้ เล็งโยกเข้างบปกติ-ให้รัฐวิสาหกิจกู้เองผ่าน พ.ร.บ.หนี้สาธารณะ สนข.หั่นวงเงินลงทุนเหลือ 1.1 ล้านล้าน

กระทรวงการคลังและกระทรวงคมนาคม เตรียมหารือในวันที่ 31 มี.ค. นี้ เพื่อพิจารณาปรับโครงการลงทุน ภายหลังพระราชบัญญัติให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมของประเทศ ต้องตกไปตามการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

การปรับแผนการลงทุนใหม่ ทำให้ต้องหันมาตั้งงบประมาณปกติและแผนการก่อหนี้ ซึ่งรัฐวิสาหกิจเป็นผู้กู้เงินลงทุนเอง โดยจะมีการปรับวงเงินเดิมตามพระราชบัญญัติดังกล่าว 2 ล้านล้าน เหลือ 1.1 ล้านล้านบาท เนื่องจากมีการจัดโครงการรถไฟความเร็วสูง 4 เส้นทาง วงเงินรวม 7.7 แสนล้านบาท และการสร้างด่านศุลกากร 41 แห่ง วงเงินรวม 1.25 หมื่นล้านบาท

นายสุวิชญ โรจนวานิช ที่ปรึกษาด้านตลาดตราสารหนี้ สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) กล่าวว่า ร่างกฎหมายกู้เงินไม่สามารถมีผลบังคับใช้ได้ ทำให้ต้องหาแหล่งเงินทุนใหม่เพื่อลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ โดยจะมาจาก 2 แหล่ง คือ การกู้เงินจากงบประมาณประจำปี กับการกู้เงินภายใต้ พ.ร.บ.บริหารหนี้สาธารณะ

"หากกู้เงินจากงบประมาณประจำปี รัฐบาลจะเป็นผู้กู้เอง จะมีต้นทุนที่ถูกกว่าการกู้ผ่านพ.ร.บ.หนี้สาธารณะที่เกิดจากการค้ำประกันเงินกู้โดยรัฐวิสาหกิจเป็นผู้กู้เอง ในเบื้องต้น สบน.มีความเห็นว่า ควรใช้แหล่งเงินจากงบประมาณประจำปี ซึ่งรัฐบาลก็จะต้องดำเนินนโยบายงบประมาณแบบขาดดุลต่อไป"

ประเมินลงทุนขนาดใหญ่ไม่เกิดปีนี้

นายสุวิชญ กล่าวว่า หากกระทรวงคมนาคมต้องการใช้เงินแบบเร่งด่วน ก็จำเป็นต้องกู้เงินผ่าน พ.ร.บ.บริหารหนี้สาธารณะ ซึ่งต้องยอมรับว่ามีต้นทุนแพงกว่าผ่านงบประมาณ แต่จากการประเมินในขณะนี้ ยังไม่มีความจำเป็น เพราะรัฐบาลใหม่ยังไม่สามารถจัดตั้งได้เร็ว ซึ่งทำให้การลงทุนขนาดใหญ่ยังไม่เกิดขึ้นในปีนี้

"เราจะคุยกันว่า กระทรวงคมนาคมมีโครงการลงทุนแบบเร่งด่วนในโครงการใดบ้าง และต้องการที่จะใช้แหล่งเงินทุนจากที่ใดระหว่างงบประมาณ กับกู้เงินผ่าน พ.ร.บ.หนี้สาธารณะ แต่เรามีความเห็นว่า ควรใช้เงินจากงบประมาณเป็นอันดับแรก เพราะเป็นการใช้เงินที่มีต้นทุนต่ำกว่าการกู้เงินผ่านพ.ร.บ.หนี้สาธารณะ"

ชี้มีช่องทางกู้ตามพ.ร.บ.หนี้สาธารณะ

นายสุวิชญ กล่าวว่า โครงการที่สามารถลงทุนต่อเนื่องได้ คือ โครงการรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายจากเส้นทางเดิม เพราะบางเส้นทางอยู่ระหว่างดำเนินการ

หากมองในกรอบการกู้เงินตาม พ.ร.บ.หนี้สาธารณะ จะพบว่า ยังมีช่องในการกู้เงินตามกรอบนี้เหลืออยู่จำนวนมาก โดยกรอบในการกู้เงินปีงบประมาณ 2557 อยู่ที่ประมาณ 1.25 ล้านล้านบาท ขณะนี้กู้ไปแล้วประมาณ 40% ซึ่งในสถานการณ์ที่ไม่มีรัฐบาลใหม่นี้ การกู้เงินคงไม่เต็มกรอบที่กำหนด โดยเฉพาะส่วนของการกู้เพื่อชดเชยขาดดุลงบประมาณ คงไม่สามารถกู้ได้เต็มจำนวน ส่วนในช่วงที่มีรัฐบาลปกติ ภาพรวมการกู้เงิน จะอยู่ในระดับ 80-90% เท่านั้น

"ในช่วงที่ไม่มีรัฐบาลใหม่ รายจ่ายด้านการลงทุน มักจะไม่ค่อยเกิด เพราะทุกฝ่ายกังวลว่า จะมีปัญหาเกี่ยวกับการก่อหนี้ผูกพันไปยังรัฐบาลใหม่ ที่สำคัญ การกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณอาจกู้ไม่เต็ม 2.5 แสนล้านบาท อย่างไรก็ดี ขณะนี้ เรากู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณแล้วประมาณ 50%” เขากล่าว

ทั้งนี้ กรอบในการกู้เงินตาม พ.ร.บ.หนี้สาธารณะ กำหนดให้มีการกู้เงินได้จำนวน 50% ของวงเงินงบประมาณรายจ่ายในแต่ละปี แบ่งเป็นรัฐบาลกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลได้ไม่เกิน 20% ของวงเงินงบประมาณ, ค้ำประกันเงินกู้ให้รัฐวิสาหกิจ 20% ของงบประมาณรายจ่าย และกู้เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมได้ไม่เกิน 10% ของงบประมาณรายจ่าย

แต่ที่ผ่านมา การกู้เงินผ่านงบประมาณและพ.ร.บ.หนี้สาธารณะมีข้อจำกัด เนื่องจากติดเพดานหนี้สาธารณะที่ต้องดูแลไม่ให้เกิน 60% ของ จีดีพี ซึ่งเมื่อสิ้นปี 2556 ระดับหนี้สาธารณะอยู่ที่ 45.49% ของ จีดีพี

สนข.ตัดทิ้ง 'ไฮสปีดเทรน-ด่านศุลกากร'

ด้าน นายจุฬา สุขมานพ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) กล่าวว่า ในวันที่ 31 มี.ค. นี้ สนข. จะหารือกับสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) กระทรวงการคลัง และ สำนักงบประมาณ เรื่องการนำงบลงทุนปีแรกของโครงการภายใต้ พ.ร.บ. กู้เงิน 2 ล้านบาท ไปอยู่ในงบประมาณประจำปี 2558

"หลังจากหารือเรื่องดังกล่าว กับ สบน.แล้ว แต่ยังไม่ได้ข้อสรุป คาดว่าจะหารือร่วมกันอีก 2 ครั้ง จึงจะได้ข้อสรุปที่ชัดเจนว่าสามารถนำวงเงินลงทุนใน พ.ร.บ. กู้เงิน ไปอยู่ในงบประมาณประจำปีได้ทั้งหมดหรือไม่"

นายจุฬา กล่าวว่า ในเบื้องต้นจะตัดโครงการที่อยู่ใน พ.ร.บ.กู้เงินออก 2 โครงการ คือ โครงการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง วงเงินประมาณ 7.7 แสนล้านบาท และโครงการก่อสร้างด่านศุลกากร จำนวน 41 แห่งทั่วประเทศ วงเงินประมาณ 1.25 หมื่นล้านบาท ขณะเดียวกันจะตัดวงเงินเผื่อเหลือเผื่อขาดประมาณ 3 หมื่นล้านบาท ออกไปด้วย ซึ่งจะส่งผลให้วงเงินลงทุนรวมลดลงเหลือ 1.1 ล้านล้านบาท

“เพื่อไม่ให้การของบประมาณมีปัญหา สนข.จะตัดการก่อสร้างไฮสปีดเทรนออกไป เพื่อนำเสนอรัฐบาลใหม่อนุมัติการก่อสร้างเป็นรายโครงการในแต่ละเส้นทางแทน เพราะปัจจุบันไฮสปีดเทรนแต่ละเส้นทางยังอยู่ในขั้นตอนการศึกษาออกแบบ”

คลังให้สบน.ทำแผนลงทุน 7 ปี

ทั้งนี้ จากการหารือกับ สบน.ในครั้งแรก ได้เสนอให้ สนข.จัดทำแผนการลงทุนระยะยาว 7 ปี เพื่อให้ สบน. และ สำนักงบประมาณ สามารถวางแผนจัดหาเงิน รวมทั้งวางแผนบริหารจัดการหนี้สาธารณะของประเทศให้มีประสิทธิภาพได้ เนื่องจากขณะนี้ สบน.มีภาระในการบริหารหนี้ค่อนข้างมาก โดยเฉพาะหนี้จากโครงการจำนำข้าว และโครงการอื่นๆ

ปัจจุบัน สนข. อยู่ระหว่างจัดทำรายละเอียดการใช้งบประมาณช่วง 7 ปี โดยจะต้องแบ่งให้ชัดเจนว่า แต่ละปีจะใช้เงินเท่าใด และดำเนินโครงการใดบ้าง คาดว่าจะแล้วเสร็จ และสามารถนำมาหารือร่วมกับ สบน. และ สำนักงบประมาณ เพื่อสรุปแผนทั้งหมดได้ในการประชุมครั้งต่อไป จากนั้น จึงจะนำเสนอรัฐบาลใหม่ให้พิจารณา

หลังจากที่ สนข.เสนอแผนการลงทุนให้ สบน. และ สำนักงบประมาณแล้ว ทั้ง 2 หน่วยงานจะนำแผนลงทุนไปพิจารณา เพื่อบริหารจัดหาแหล่งเงินทุนว่าในแต่ละปีจะสามารถจัดสรรเป็นเงินงบประมาณเท่าใด และเป็นการกู้ในสัดส่วนเท่าใด

ของบ ปี 2558 วงเงิน 3.88 แสนล้าน

สำหรับวงเงินงบประมาณปี 2558 ซึ่งขณะนี้ยังไม่สามารถดำเนินการได้ แต่ในกรอบเบื้องต้น กระทรวงคมนาคมได้เสนอขอจัดสรรงบประมาณโดยรวมทุกหน่วยงานประจำปี 2558 ไว้ประมาณ 3.88 แสนล้านบาท โดยในจำนวนนี้เป็นงบประมาณที่เสนอขอเข้าไปเพิ่มเติมเพื่อดำเนินโครงการต่างๆ ประมาณ 2.5 แสนล้านบาท

"ภายในวงเงิน 2.5 แสนล้านบาท ยังแบ่งเป็นงบลงทุนปีแรกของ พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ประมาณ 9 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะมีทั้งโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ โครงการขยายถนน 4 ช่องจราจร โครงการขุดคลองแม่น้ำป่าสัก จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และจ่ายค่าเวนคืนการก่อสร้างทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหรือมอเตอร์เวย์"