ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ชำแหละนโยบายตลาดเกิดใหม่ รับมือค่าเงินโลกผันผวน
ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ได้จัดทำรายงานพิเศษเกี่ยวกับ การดำเนินนโยบายการเงินของประเทศต่างๆ ในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ เพื่อรับมือกับความผันผวนในตลาดการเงินโลก รวมทั้งนัยสำคัญที่มีต่อไทย
หลังจากที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ “เฟด” ส่งสัญญาณลดการเข้าซื้อสินทรัพย์(QE Tapering) ในช่วงเดือนพ.ค.2556 ประเทศตลาดเกิดใหม่ต้องเผชิญกับภาวะเงินทุนไหลออกอย่างต่อเนื่องจากการเทขายหลักทรัพย์ และการย้ายเงินกลับไปลงทุนในกลุ่มประเทศพัฒนาที่มีสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงน้อยกว่า ส่งผลให้ค่าเงินของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่อ่อนค่าลง
อย่างไรก็ตามตั้งแต่ต้นปี 2557 ค่าเงินของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่เริ่มมีทิศทางการเคลื่อนไหวที่แตกต่างกัน เนื่องจากนักลงทุนเริ่มให้ความสำคัญกับพื้นฐานทางเศรษฐกิจของแต่ละประเทศมากขึ้น โดยความเปราะบางของพื้นฐานทางเศรษฐกิจทั้งภายในประเทศ และด้านต่างประเทศที่แตกต่างกันนี้ เป็นเครื่องชี้ความเสี่ยงที่แตกต่างกันของการลงทุนในสินทรัพย์ของแต่ละเทศ
โดยประเทศที่มีความเปราะบางสูงกว่าย่อมมีความเสี่ยงต่อการไหลออกของเงินทุนมากกว่า หากพิจารณาพื้นฐานทางเศรษฐกิจของประเทศในตลาดเกิดใหม่ในกลุ่ม บราซิล อินเดีย อินโดนีเซีย แอฟริกาใต้ และ ตุรกี หรือ Fragile Five และอาเซียน บางประเทศตามข้อมูลที่มีล่าสุด พบว่า
1.เสถียรภาพภายในประเทศของบางประเทศยังมีความเสี่ยงสูง โดยเฉพาะจากเสถียรภาพด้านการคลังที่ปรับลดลง หลังการดำเนินมาตรการขาดดุลการคลังต่อเนื่องเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงหลังวิกฤติปี 2551 โดยเฉพาะในประเทศแอฟริกาใต้ อินเดีย และอาร์เจนตินา นอกจากนี้บางประเทศยังได้รับผลกระทบจากอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะอาร์เจนตินา และอินเดีย
2.เสถียรภาพด้านต่างประเทศโดยรวมแม้จะปรับดีขึ้นแต่ยังคงมีความเสี่ยง โดยประเทศส่วนใหญ่ยังคงมีเงินสำรองระหว่างประเทศเพียงพอสำหรับชำระหนี้ต่างประเทศระยะสั้น อย่างไรก็ตามการสูญเสียความสามารถในการแข่งขันและการเร่งนำเข้าในช่วงที่ผ่านมา มีผลให้ตุรกีและแอฟริกาใต้ยังคงขาดดุลบัญชีเดินสะพัดค่อนข้างสูง
รายงานระบุว่า ความแตกต่างกันของพื้นฐานทางเศรษฐกิจส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากโครงสร้างเศรษฐกิจที่แตกต่างกันของแต่ละประเทศ เช่น การส่งออกของมาเลเซียและอินเดียที่ได้รับอานิสงส์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกมีส่วนสำคัญทำให้การเกินดุลบัญชีเดินสะพัดของมาเลเซียสูงขึ้น และการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดของอินเดียลดลง
อย่างไรก็ตาม มาตรการดูแลเสถียรภาพทางเศรษฐกิจที่ทยอยออกมาอย่างต่อเนื่อง ของบางประเทศเพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับผลกระทบจากการลดการเข้าซื้อสินทรัพย์ของเฟด ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน และมีส่วนช่วยให้เสถียรภาพทางเศรษฐกิจปรับตัวดีขึ้น ซึ่งมีผลบวกต่อทิศทางค่าเงินของประเทศในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ โดยตั้งแต่ปี 2556 มาตรการดูแลเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในต่างๆ ของประเทศตลาดเกิดใหม่ ที่สำคัญสรุปได้ตามนี้
มาตรการแก้ปัญหาอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูงและการสกัดการไหลออกของเงินทุนต่างชาติ ซึ่งหลายประเทศใช้การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยบราซิลได้ทยอยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายตั้งแต่เดือนเม.ย.2556 ขณะที่การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของอินโดนีเซียและอินเดียเริ่มตั้งแต่กลางปี 2556 ซึ่งจะเห็นได้ว่า อัตราเงินเฟ้อของประเทศเหล่านี้เริ่มมีแนวโน้มลดลง
ขณะเดียวกันค่าเงินเริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้น ในขณะที่ตุรกีและแอฟริกาใต้เริ่มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในช่วงต้นปี 2557 และเป็นการปรับขึ้นค่อนข้างมาก แต่ผลต่ออัตราเงินเฟ้อและการไหลออกของเงินทุนยังไม่ชัดเจนนัก
มาตรการลดการขาดดุลการคลังที่ขาดดุลในระดับสูงและต่อเนื่องเป็นเวลานาน โดยมาเลเซียได้ตั้งเป้าให้การขาดดุลการคลังลดลงทุกปีจนเข้าสู่ภาวะสมดุลในปี 2563 พร้อมกับออกมาตรการลดการใช้จ่ายภาครัฐอย่างต่อเนื่อง ทั้งการลดการอุดหนุนราคาน้ำมันและค่าไฟฟ้า การยกเลิกการอุดหนุนราคาน้ำตลาด และการลดการใช้จ่ายของหน่วยงานรัฐ เช่นเดียวกับอินเดียและอินโดนีเซียที่นอกจากจะตั้งเป้าให้การขาดดุลการคลังในปี 2557 ต่ำกว่าปี 2556 แล้ว ยังมีการออกมาตรการเพื่อลดการใช้จ่ายภาครัฐ เช่น การลดการอุดหนุนราคาน้ำมัน เป็นต้น
ส่วนในด้าน มาตรการลดการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดนั้น มีความแตกต่างกันตามสาเหตุเฉพาะของแต่ละประเทศ เช่น มาตรการจำกัดการนำเข้าทองคำของอินเดีย เนื่องจากอินเดียมีการนำเข้าทองคำในปริมาณมากในช่วงก่อนหน้า การลดการอุดหนุนราคาน้ำมันของอินโดนีเซีย ซึ่งนอกจากทางการจะมีเป้าหมายเพื่อลดการขาดดุลการคลังแล้ว ยังอาจมีผลช่วยลดการใช้น้ำมันในประเทศและการนำเข้าน้ำมันอีกด้วย ขณะที่มาเลเซียมีแนวคิดที่จะเลื่อนโครงการลงทุนที่มีสัดส่วนการนำเข้าสูงแต่มีผลต่อเศรษฐกิจต่ำออกไปเพื่อชะลอการนำเข้าสินค้าทุน เป็นต้น
ทั้งนี้ จากประสบการณ์ข้างต้นจะเห็นว่า เสถียรภาพทางเศรษฐกิจทั้งภายในประเทศและด้านต่างประเทศเป็นตัวสะท้อนความเสี่ยงสำคัญ โดยประเทศที่มีพื้นฐานทางเศรษฐกิจดีกว่า หรือสามารถปรับตัวได้รวดเร็วกว่า จะลดผลกระทบจากปัจจัยเสี่ยงภายนอกได้ดีกว่า
ดังนั้นประเทศในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ รวมถึงไทยมีความจำเป็นต้องดูแลพื้นฐานทางเศรษฐกิจให้เข้มแข็งและเตรียมพร้อมอย่างจริงจัง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและรับมือกับความผันผวนในตลาดการเงินโลกที่ทำให้เกิดการไหลออกของเงินทุนอย่างฉับพลัน









