วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

สรุปภาวะตลาดเงินตลาดทุนรายสัปดาห์ วันที่ 17-21 มีนาคม 2557

เงินบาทอ่อนค่า ขณะที่หุ้นไทยปรับลดลง รอดูทิศทางการเมืองหลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ

ตลาดเงินระยะสั้นและตลาดตราสารหนี้

อัตราดอกเบี้ยตลาดเงินระยะสั้น

อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นทรงตัวต่อเนื่อง ธนาคารพาณิชย์มีการตัดจ่ายเงินภาษีมูลค่าเพิ่มรายเดือนผ่านระบบธนาคารในช่วงต้นสัปดาห์ และมีการปิดสำรองสภาพคล่องรายปักษ์ในวันอังคารและเข้าสู่ปักษ์ใหม่ในวันพุธ ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยอินเตอร์แบงก์ประเภทกู้ยืมข้ามคืน (Overnight) อยู่ที่ 1.90% ไม่เปลี่ยนแปลงจากสัปดาห์ก่อน ส่วนอัตราผลตอบแทนถัวเฉลี่ยที่ประมูลได้ของธุรกรรมซื้อคืนพันธบัตรแบบทวิภาคี (Bilateral Repo) ระยะเวลาไม่เกิน 1 เดือน อยู่ที่ 2.00% เท่ากับสัปดาห์ก่อนเช่นกัน

ในสัปดาห์ระหว่างวันที่ 24-28 มี.ค. 2557 ธนาคารพาณิชย์จะมีการเตรียมสภาพคล่องเพื่อรองรับการเบิกถอนเงินสดของลูกค้าในช่วงสิ้นเดือน ทั้งนี้ คาดว่าอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นในตลาดเงินน่าจะยังทรงตัวต่อเนื่องใกล้ระดับ 2.00%

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรไทยและสหรัฐฯ

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย ประเภทอายุ 5 ปี ปิดที่ระดับ 3.25% ในวันศุกร์ ปรับเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับระดับ 3.19% ในสัปดาห์ก่อน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรไทยปรับลดลงในช่วงต้นสัปดาห์ จากแรงซื้อของนักลงทุนต่างชาติและกองทุนในประเทศ ก่อนปรับเพิ่มขึ้นในวันพุธและพฤหัสตามแรงขายทำกำไรของนักลงทุนต่างชาติ

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ประเภทอายุ 10 ปี ปิดที่ระดับ 2.77% ในวันพฤหัสบดีปรับเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับระดับ 2.65% ในสัปดาห์ก่อน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับเพิ่มขึ้นในวันจันทร์ หลังการลงประชามติใน ไครเมียปราศจากเหตุรุนแรง แต่ปรับลดลงในวันอังคาร ท่ามกลางข้อมูลเงินเฟ้อที่ยังทรงตัวในระดับต่ำ จากนั้น อัตราผลตอบแทนปรับพุ่งขึ้นในวันพุธ หลังถ้อยแถลงของนางเจเน็ต เยลเลน บ่งชี้ถึงโอกาสที่การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟดจะมาเร็วกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ก่อนที่จะทรงตัวในวันพฤหัส

ตลาดอัตราแลกเปลี่ยน

ค่าเงินบาท (Onshore)

เงินบาทอ่อนค่าลง ทั้งนี้ เงินบาทขยับแข็งค่าขึ้นในช่วงต้น-กลางสัปดาห์ โดยมีแรงหนุนจากแรงซื้อสุทธิหุ้น-พันธบัตรไทยของนักลงทุนต่างชาติหลังมีการยกเลิกพ.ร.ก. บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน นอกจากนี้ เงินบาทยังมีปัจจัยบวกจากแรงขายเงินดอลลาร์ฯ ตามปัจจัยทางเทคนิคอีกด้วย อย่างไรก็ดี เงินบาทร่วงลงอย่างหนักหลังประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ส่งสัญญาณเกี่ยวกับทิศทางดอกเบี้ยนโยบายในการประชุม FOMC รอบล่าสุด ขณะที่ นักลงทุนก็กลับมาจับตาสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศอีกครั้งหนึ่ง

ในวันศุกร์ (21 มี.ค.) เงินบาทอยู่ที่ระดับ 32.38 บาท เทียบกับระดับ 32.31 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในวันศุกร์ก่อนหน้า (14 มี.ค.)

สำหรับแนวโน้มสัปดาห์ถัดไป (24-28 มี.ค.) เงินบาทอาจเคลื่อนไหวในกรอบ 32.25-32.65 บาทต่อดอลลาร์ฯ โดยต้องจับตาสถานการณ์การเมืองไทย ขณะที่ ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนมี.ค. ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทน ยอดขายบ้านใหม่ ยอดทำสัญญาซื้อบ้านที่รอปิดการขายเดือนก.พ. ดัชนีราคาบ้านเดือนม.ค. ตัวเลขจีดีพีประจำไตรมาส 4/2556 (ครั้งสุดท้าย) จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ นอกจากนี้ ตลาดอาจจับสัญญาณความตึงเครียดระหว่างชาติตะวันตกกับรัสเซีย รวมถึงรายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) เบื้องต้นสำหรับเดือนมี.ค. ของหลายๆ ประเทศอีกด้วย

เงินยูโร และเงินเยนเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ฯ

เงินยูโรร่วงลง โดยเงินยูโรขยับขึ้นเล็กน้อยในช่วงต้นสัปดาห์เนื่องจากไม่มีเหตุรุนแรงหลังการลงประชามติในไครเมีย อย่างไรก็ดี เงินยูโรร่วงลงในช่วงกลาง-ปลายสัปดาห์ เนื่องจากสัญญาณเกี่ยวกับจังหวะการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย Fed Funds จากถ้อยแถลงของประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ หนุนให้เงินดอลลาร์ฯ ทะยานขึ้นอย่างแข็งแกร่ง อนึ่ง เฟดมีมติปรับลดวงเงินการซื้อสินทรัพย์ต่อเนื่องอีก 1.0 หมื่นล้านดอลลาร์ฯ ลงมาที่ 5.5 หมื่นล้านดอลลาร์ฯ ต่อเดือนในการประชุมรอบนี้ เงินยูโรฟื้นตัวกลับมาบางส่วนในช่วงปลายสัปดาห์ โดยนักลงทุนรอฟังถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่เฟด 3 ท่าน ที่อาจสะท้อนแนวทางเพิ่มเติมเกี่ยวกับทิศทางนโยบายการเงินของสหรัฐฯ

เงินเยนอ่อนค่าลง โดยเงินเยนเผชิญแรงขายหลังจากตลาดคลายความวิตกต่อวิกฤตยูเครนลงบางส่วน เนื่องจากยังไม่มีเหตุความขัดแย้งทางการทหารระหว่างรัสเซียและยูเครน (นอกจากนี้ ประธานาธิบดีรัสเซียประกาศว่า รัสเซียไม่ประสงค์จะยึดครองดินแดนอื่นๆ ของยูเครนอีก) หลังชาวไครเมียลงมติสนับสนุนการแยกตัวไปเป็นส่วนหนึ่งของสหพันธรัฐรัสเซีย ขณะที่ เงินดอลลาร์ฯ ทะยานขึ้นอย่างแข็งแกร่ง หลังถ้อยแถลงหลังการประชุมเฟดกระตุ้นให้ตลาดเริ่มจับสัญญาณความเป็นไปได้ที่จะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย Fed Funds เร็วขึ้น

ในวันศุกร์ (21 มี.ค.) เงินยูโรอยู่ที่ 1.3796 เทียบกับ 1.3914 ดอลลาร์ฯ ต่อยูโรในวันศุกร์ก่อนหน้า (14 มี.ค.) ส่วนเงินเยนอยู่ที่ 102.27 เทียบกับ 101.34 เยนต่อดอลลาร์ฯ ในวันศุกร์ก่อนหน้า

ตลาดทุน

ตลาดหุ้นไทย

ดัชนี SET ปรับลดลง รอดูต่อทิศทางการเมืองหลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ โดยดัชนีปิดที่ระดับ 1,360.50 จุด ลดลง 0.85% จากสัปดาห์ก่อน ด้านมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันเพิ่มขึ้น 11.81% จากสัปดาห์ก่อน มาอยู่ที่ 36,268.05 ล้านบาท โดยนักลงทุนรายย่อยและนักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิ ขณะที่บัญชีบริษัทหลักทรัพย์และนักลงทุนสถาบันขายสุทธิ ส่วนตลาดหลักทรัพย์ MAI ปิดที่ 404.10 จุด เพิ่มขึ้น 0.43% จากสัปดาห์ก่อน

ตลาดหุ้นไทยปรับเพิ่มขึ้นในวันจันทร์ โดยมีแรงซื้อเก็งกำไรจากนักลงทุนต่อการยกเลิก พรก. ฉุกเฉิน ก่อนที่จะปรับลงจากแรงขายทำกำไรในช่วงกลาง-ปลายสัปดาห์ เพื่อรอดูปัจจัยการเมืองที่ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยคำร้องของผู้ตรวจการแผ่นดินว่าการเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ. 57 เป็นโมฆะหรือไม่ และปรับลงอีกเล็กน้อยหลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ

สำหรับแนวโน้มสัปดาห์หน้าระหว่างวันที่ 24-28 มี.ค. 2557 บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด และบริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด มองว่า ดัชนีอาจเผชิญกับความผันผวน ขณะที่ สหรัฐฯ มีการรายงานตัวเลขเศรษฐกิจ ที่สำคัญที่ตลาดคงจะให้น้ำหนัก ได้แก่ ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทน GDP ไตรมาส 4/2556 (Final Est.) และเครื่องชี้ภาคอสังหาริมทรัพย์ รวมทั้ง ยูโรโซนและญี่ปุ่นจะมีการรายงานเครื่องชี้ภาคการผลิต (PMI) ทั้งนี้ บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด คาดว่า ดัชนีจะมีแนวรับที่ 1,353 และ 1,335 จุดขณะที่ แนวต้านคาดว่าจะอยู่ที่ 1,370 และ 1,380 จุด ตามลำดับ

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ

ดัชนี DJIA ปรับเพิ่มขึ้น หลังข้อมูลเศรษฐกิจบ่งชี้ภาวะเศรษฐกิจสหรัฐฯปรับดีขึ้น โดยเมื่อวันพฤหัสบดี ดัชนี DJIA ปิดที่ 16,331.05 จุด เพิ่มขึ้น 1.65% จากสัปดาห์ก่อน ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับเพิ่มขึ้นในช่วงต้นสัปดาห์ จากแรงหนุนข้อมูลผลผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือน ก.พ. เพิ่มขึ้นมากที่สุดในรอบ 6 เดือน รวมทั้ง ถ้อยแถลงของประธานาธิบดีรัสเซียที่กล่าวต่อรัฐสภาว่าไม่ต้องการให้ยูเครนถูกแบ่งแยกอีกและไม่ต้องการยึดครองส่วนอื่นๆของยูเครนอีก จากนั้น ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับลดลงต่อในวันพุธหลังความเห็นของนางเจเน็ต เยลเลน บ่งชี้ถึงความเป็นไปได้เกี่ยวกับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วขึ้น ก่อนปรับเพิ่มขึ้นอีกครั้งในวันพฤหัส หลังการเปิดเผยข้อมูลการว่างงานและการผลิตในเขตมิด-แอตแลนติกบ่งชี้ถึงภาวะเศรษฐกิจสหรัฐฯที่ดีขึ้น

ตลาดหุ้นญี่ปุ่น

ดัชนี Nikkei ปรับร่วงลงหลังเฟดส่งสัญญาณอาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วขึ้น โดยเมื่อวันพฤหัส ดัชนี Nikkei ปิดที่ 14,224.23 จุด ลดลง 0.72% จากสัปดาห์ก่อน ตลาดหุ้นญี่ปุ่นปรับลดลงในวันจันทร์ จากความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ในยูเครน แต่ปรับฟื้นตัวขึ้นในช่วงกลางสัปดาห์ โดยมีแรงซื้อหุ้นกลับจากนักลงทุน หลังเหตุการณ์ในยูเครนยังคงไม่มีเหตุรุนแรงเกิดขึ้น อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นญี่ปุ่นปรับลดลงอีกครั้งในวันพฤหัสบดี หลังความเห็นของนางเจเน็ต เยลเลน บ่งชี้ถึงความเป็นไปได้เกี่ยวกับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วขึ้น ทั้งนี้ ตลาดปิดทำการในวันศุกร์เนื่องจากเป็นวันหยุดประจำชาติ