คำต่อคำแถลงการณ์เฟด คงเป้า'จ้างงาน6.5%-เงินเฟ้อ2.0%'
ทันทีที่คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เอฟโอเอ็มซี) แถลงการณ์ผลการประชุมเมื่อวันที่ 18-19 มี.ค. ได้สร้างความปั่นป่วนกับตลาดทั่วโลก แม้จะไม่เทียบกับในปีที่แล้ว แต่รายละเอียดของถ้อยแถลงดังกล่าวยังมีความสำคัญในการกำหนดทิศทางตลาดในระยะต่อไป มีดังนี้
ข้อมูลที่ได้รับมานับตั้งแต่ เอฟโอเอ็มซี จัดการประชุมในเดือนม.ค.บ่งชี้ว่า กิจกรรมทางเศรษฐกิจเติบโตช้าลงในช่วงฤดูหนาว โดยมีสาเหตุบางส่วนมาจากภาวะอากาศที่เลวร้าย ส่วนสถานการณ์ในตลาดแรงงานส่งสัญญาณที่ไร้ทิศทาง แต่โดยรวมแล้วแสดงให้เห็นถึงการปรับตัวดีขึ้นต่อไป
อย่างไรก็ดี อัตราการว่างงานยังคงอยู่ในระดับสูง ส่วนการใช้จ่ายในภาคครัวเรือน และการลงทุนทางธุรกิจในสินทรัพย์คงที่ยังคงเพิ่มขึ้น ขณะที่การฟื้นตัวในภาคที่อยู่อาศัยยังคงดำเนินไปอย่างเชื่องช้า ทางด้านนโยบายการคลังกำลังจำกัดการเติบโตทางเศรษฐกิจ ถึงแม้ว่าระดับการจำกัดนี้กำลังลดน้อยลง ส่วนอัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำกว่าเป้าหมายระยะยาวของ เอฟโอเอ็มซี ในช่วงที่ผ่านมา แต่การคาดการณ์ภาวะเงินเฟ้อในระยะยาวยังคงอยู่ในระดับที่มีเสถียรภาพ
เพื่อให้สอดคล้องกับภารกิจที่ได้รับมอบตามกฎหมายนั้น เอฟโอเอ็มซี มีความต้องการที่จะส่งเสริมภาวะการจ้างงานสูงสุด และเสถียรภาพด้านราคา โดย เอฟโอเอ็มซี คาดการณ์ว่า การผ่อนคลายนโยบายในระดับที่เหมาะสม จะช่วยให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจขยายตัวในอัตราปานกลาง และสถานการณ์ในตลาดแรงงานจะยังคงปรับตัวดีขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปจนเข้าใกล้ระดับที่ เอฟโอเอ็มซี มองว่าสอดคล้องกับเป้าหมายทั้งสองประการดังกล่าว
นอกจากนี้ เอฟโอเอ็มซี ยังมองว่าความเสี่ยงที่มีต่อแนวโน้มเศรษฐกิจและตลาดแรงงานอยู่ในภาวะที่เกือบสมดุลในขณะนี้
เอฟโอเอ็มซี ตระหนักว่า อัตราเงินเฟ้อที่อยู่ต่ำกว่าระดับเป้าหมายที่ 2 % อย่างต่อเนื่อง อาจจะเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อเศรษฐกิจ และ เอฟโอเอ็มซี กำลังจับตามองความเปลี่ยนแปลงด้านเงินเฟ้ออย่างระมัดระวัง เพื่อหาหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่า อัตราเงินเฟ้อจะปรับตัวเข้าใกล้ระดับเป้าหมายในระยะกลาง
ขณะนี้ เอฟโอเอ็มซี มองว่าเศรษฐกิจในวงกว้างมีความแข็งแกร่งพื้นฐานในระดับที่มากพอที่จะสนับสนุนให้ สถานการณ์ในตลาดแรงงานปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ เนื่องจากมีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่องในการเข้าใกล้ภาวะการจ้างงานเต็มที่ และเนื่องจากสถานการณ์ในตลาดแรงงานมีแนวโน้มดีขึ้น นับตั้งแต่เริ่มต้นโครงการเข้าซื้อสินทรัพย์รอบปัจจุบัน เอฟโอเอ็มซี จึงตัดสินใจเดินหน้าปรับลดอัตราการเข้าซื้อสินทรัพย์ลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป
ตั้งแต่เดือนเม.ย.เป็นต้นไป เอฟโอเอ็มซี จะปรับเพิ่มปริมาณการถือครองหลักทรัพย์ที่ได้รับการค้ำประกันจากสัญญาจำนองของหน่วยงานที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลสหรัฐ (agency) ในระดับ 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์ทุกเดือน แทนที่จะเป็น 3.0 หมื่นล้านดอลลาร์ทุกเดือน และจะปรับเพิ่มปริมาณการถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐระยะยาวในระดับ 3.0 หมื่นล้านดอลลาร์ทุกเดือน แทนที่จะเป็น 3.5 หมื่นล้านดอลลาร์ทุกเดือน
เอฟโอเอ็มซี จะดำเนินนโยบายเดิมต่อไปในการนำเงินต้นที่ได้รับจากตราสารหนี้ของ agency และ หลักทรัพย์ที่ได้รับการค้ำประกันจากสัญญาจำนองของ agency มาลงทุนใหม่ในหลักทรัพย์ที่ได้รับการค้ำประกันจากสัญญาจำนองของ agency และจะต่ออายุพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐที่ครบกำหนดไถ่ถอนในการประมูล
การที่ เอฟโอเอ็มซี ถือครองหลักทรัพย์ระยะยาวจำนวนมาก และยังคงเพิ่มปริมาณการถือครองต่อไป น่าจะส่งแรงกดดันในช่วงขาลงต่ออัตราดอกเบี้ยระยะยาว, สนับสนุนตลาดจำนอง และน่าจะช่วยให้สถานการณ์ทางการเงินในวงกว้างอยู่ในภาวะผ่อนคลายมากยิ่งขึ้น และสิ่งนี้น่าจะเป็นการส่งเสริมให้เศรษฐกิจฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งยิ่งขึ้น และช่วยรับประกันว่าอัตราเงินเฟ้อในอนาคตจะอยู่ในระดับที่สอดคล้องที่สุดต่อภารกิจทั้งสองประการของเฟด
เอฟโอเอ็มซี จะจับตาข้อมูลเกี่ยวกับความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและการเงินอย่างใกล้ชิดในช่วงหลายเดือนข้างหน้า และ เอฟโอเอ็มซี จะยังคงเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐและหลักทรัพย์ที่ได้รับการค้ำประกันจากสัญญาจำนองของ agency ต่อไป และจะใช้เครื่องมืออื่นๆ ด้านนโยบายตามความเหมาะสม จนกว่าแนวโน้มของตลาดแรงงานจะปรับตัวดีขึ้นเป็นอย่างมากในบริบทของเสถียรภาพด้านราคา ซึ่งถ้าหากข้อมูลส่วนใหญ่ที่ออกมาในอนาคตสนับสนุนการคาดการณ์ของ เอฟโอเอ็มซี ที่ว่า สถานการณ์ในตลาดแรงงานจะปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง และอัตราเงินเฟ้อจะปรับเข้าใกล้ระดับเป้าหมายในระยะยาว เอฟโอเอ็มซี ก็มีแนวโน้มที่จะปรับลดอัตราการเข้าซื้อสินทรัพย์ลงอย่างค่อยเป็นค่อยไปในการประชุมครั้งต่อๆ ไป
อย่างไรก็ดี การเข้าซื้อสินทรัพย์นี้ไม่ได้มีการกำหนดแนวทางไว้ล่วงหน้า และการตัดสินใจของ เอฟโอเอ็มซี เกี่ยวกับอัตราการเข้าซื้อจะยังคงขึ้นอยู่กับการคาดการณ์ของ เอฟโอเอ็มซี ที่มีต่อแนวโน้มตลาดแรงงานและภาวะเงินเฟ้อ และการประเมินแนวโน้มประสิทธิภาพและต้นทุนของการเข้าซื้อดังกล่าว
เพื่อเป็นการสนับสนุนความคืบหน้าอย่างต่อเนื่องที่จะนำไปสู่ภาวะการจ้างงานสูงสุดและเสถียรภาพด้านราคา เอฟโอเอ็มซี จึงได้ยืนยันต่อความเห็นของ เอฟโอเอ็มซี ที่ว่า นโยบายการเงินที่มีจุดยืนแบบผ่อนคลายอย่างมาก จะยังคงเป็นสิ่งที่เหมาะสมต่อไป
ในการตัดสินว่า เอฟโอเอ็มซี จะตรึงกรอบเป้าหมายอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นให้อยู่ในระดับปัจจุบันที่ 0-0.25% ต่อไปเป็นเวลานานเพียงใดนั้น เอฟโอเอ็มซี จะพิจารณาความก้าวหน้าทั้งที่เกิดขึ้นจริง และที่คาดการณ์ในการเข้าใกล้เป้าหมายการจ้างงานสูงสุดและอัตราเงินเฟ้อที่ 2 % โดยการประเมินนี้จะพิจารณาจากข้อมูลในวงกว้าง ซึ่งรวมถึงมาตรวัดสำหรับสถานการณ์ในตลาดแรงงาน, สัญญาณบ่งชี้ถึงแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ และการคาดการณ์เงินเฟ้อ รวมทั้งข้อมูลเกี่ยวกับความเปลี่ยนแปลงทางการเงิน
ทั้งนี้ เมื่อได้มีการประเมินปัจจัยเหล่านี้ เอฟโอเอ็มซี จึงยังคงคาดการณ์ต่อไปว่ามีแนวโน้มว่าสิ่งที่จะมีความเหมาะสมคือการตรึงกรอบเป้าหมายอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นไว้ที่ระดับปัจจุบันต่อไปเป็นเวลานาน หลังจากโครงการเข้าซื้อสินทรัพย์สิ้นสุดลง โดยเฉพาะถ้าหากตัวเลขคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่ต่ำกว่าเป้าหมายระยะยาวที่ เอฟโอเอ็มซี กำหนดไว้ที่ 2 % และตราบใดที่การคาดการณ์ภาวะเงินเฟ้อในระยะยาวยังคงอยู่ภายใต้การควบคุมเป็นอย่างดี
เมื่อใดก็ตามที่ เอฟโอเอ็มซี ตัดสินใจเริ่มต้นยกเลิกนโยบายแบบผ่อนคลายทาง เอฟโอเอ็มซี ก็จะใช้วิธีการที่มีความสมดุลและสอดคล้องกับเป้าหมายในระยะยาวในการส่งเสริมภาวะการจ้างงานสูงสุด และทำให้อัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 2 % ทั้งนี้ ปัจจุบันนี้ เอฟโอเอ็มซี คาดการณ์ว่า ถึงแม้การจ้างงานและภาวะเงินเฟ้ออยู่ใกล้ระดับที่สอดคล้องกับเป้าหมาย สถานการณ์ทางเศรษฐกิจ ก็อาจจะสนับสนุนให้มีการตรึงเป้าหมายอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นเป็นเวลาระยะหนึ่งไว้ในระดับที่ต่ำกว่าที่ เอฟโอเอ็มซี มองว่าเป็นระดับปกติในระยะยาว
นอกจากนี้ เนื่องจากอัตราการว่างงานเข้าใกล้ 6.5 % เอฟโอเอ็มซี จึงปรับสัญญาณชี้นำล่วงหน้าให้ทันสมัยมากยิ่งขึ้น โดยการปรับเปลี่ยนสัญญาณชี้นำของ เอฟโอเอ็มซี ในครั้งนี้ ไม่ได้บ่งชี้ว่ามีการปรับเปลี่ยนความตั้งใจทางนโยบายใดๆ ตามที่เคยระบุไว้ในแถลงการณ์ครั้งก่อน









