อย่าประมาทกับการออม

อย่าประมาทกับการออม

ต้องตั้งใจแน่วแน่ในการออม ให้ตั้งออมขั้นต่ำ 50% ของรายได้ อย่าตั้งเงินออมไว้สูง หากข้ามไม่ได้จะถือว่า การออมล้มเหลว

หลักการบริหารเงินของคนมีครอบครัวจะเน้นความระมัดระวังเน้นความเสี่ยงต่ำที่สุด แต่ให้ผลตอบแทนที่สูงสุดโดยยึดหลักการหากจากไป อย่างน้อยลูก 2 คนมีเงินเรียนจบปริญญาโท จึงได้ตัดสินใจลงทุนผ่านการซื้อประกันอุบัติเหตุเอาไว้ถึง 30-40 ล้านบาท และนี่คือมุมมองและแนวคิดของ "กิติยา ฤกษ์ภูริทัต" ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บมจ.ธนาคารกสิกรไทย ผู้ที่คลุกคลีกับธุรกิจประกันมานานหลายสิบปีและรับผิดชอบสายงานแบงก์แอสชัวรันส์ของบมจ.ธนาคารกสิกรไทย

กิติยา บอกว่า หลักการบริหารเงินของตัวเอง ใน 100% นั้นแบ่งออกเป็น 2 ส่วนด้วยกัน ส่วนแรก 50% จะเก็บเอาไว้ "ออมทันที" หลังจากที่เงินเดือนออกมา ในจำนวนเงินออม 50% ก็แบ่งออกเป็น 100% ด้วยกัน ลำดับที่ 1 สำหรับลงทุนผ่านกองทุนรวม ประมาณ 20% ในจำนวนนี้ก็เป็นที่แน่นอนว่า ต้องลงทุนผ่านบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) กสิกรไทย ประมาณ 80% อยู่แล้ว ที่เหลือกระจายไปยัง บลจ.ยูโอบี (ประเทศไทย) บ้างและ บลจ.อื่นๆ บ้าง รวมทั้งให้สถาบันการเงินบางแห่งบริหารด้วยกองทุนที่ลงทุนแบ่งเป็นการลงทุนในต่างประเทศ 50% ซึ่งเน้นในประเทศจีนเป็นหลัก ที่เหลือกระจายไปยังประเทศต่างๆ ส่วนอีก 50% เป็นการลงทุนในประเทศ

วิธีการลงทุนของ "กิติยา" จะใช้วิธีการลงทุนเป็นรายเดือนและต้องการผลตอบแทนที่สูงกว่าการนำเงินไปฝากไว้กับธนาคารโดยขอผลตอบแทนจากการลงทุนขั้นต่ำเอาไว้ที่ 6% ก็ถือว่าโอเคแล้ว ลำดับที่ 2 ลงทุนผ่านเงินฝาก 10% และเป็นเงินฝากประเภทปลอดภาษี 24 เดือนเดือนละไม่เกิน 25,000 บาท โดยผ่านธนาคารกสิกรไทยซึ่งเป็นสถานที่ที่ตัวเองทำงานนั่นเอง

ลำดับที่ 3 ลงทุนผ่านตลาดทุน ด้วยการเล่นหุ้น 10% เน้นหุ้นพลังงาน กับแบงก์เป็นหลัก และเน้นการลงทุนระยะสั้นมากกว่าระยะยาว ลำดับที่ 4 ลงทุนผ่านเครื่องมือทางการเงินที่ลดหย่อนภาษีได้ เช่น กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) ด้วยเหตุผลที่ไม่ต้องการลงทุนยาวมากจึงไม่นิยมลงทุนผ่านกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF)

"กิติยา" ย้ำว่า ในส่วนของเงินที่เหลืออีก 50% นั้นจะกันเอาไว้สำหรับเป็น "ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน" ที่เตรียมเอาไว้สำหรับลูกทั้ง 2 คนที่ปัจจุบันยังศึกษาอยู่ในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ด้วยวัย 14 ปี และประถมศึกษาตอนปลายด้วยวัย 10 ขวบ ส่วนที่เหลือก็สำรองเอาไว้สำหรับค่าใช้จ่ายในบ้าน และการท่องเที่ยวเธอ มองว่า การศึกษาของลูกถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญจึงได้วางแผนการศึกษาของลูกเอาไว้ค่อนข้างสูงโดยต้องการให้ลูกได้เรียนแพทย์ทั้ง 2 คน เพราะคิดว่าแพทย์เป็นอาชีพอิสระและเป็นอาชีพที่สามารถช่วยเหลือคนยากไร้ คนด้อยโอกาสให้พ้นทุกข์ได้ด้วยการใช้เวลาว่าง ระหว่างวันเสาร์และอาทิตย์ หรือ อย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้งไปตรวจให้เขาฟรี ซึ่งดีกว่าการนำเงินไปช่วยเหลือเขา

"การเป็นหมอต้องมีค่าใช้จ่ายที่สูง จึงจำเป็นต้องวางแผนให้ลูกได้เรียนซึ่งการรักษาคนโดยไม่เก็บค่ารักษา มีคุณค่ามากกว่าการไปเลี้ยงข้าวและในอนาคตหากลูกต้องการเปิดคลินิก เราก็พร้อมที่จะลงทุนให้"

ด้วยภาระหน้าที่การงานที่สัมผัสกับประกัน บวกกับเป็นบุคคลที่ไม่มีภาระหนี้สิน จึงไม่ต้องห่วงเรื่องภาวะความเสี่ยงมากนัก แต่สิ่งหนึ่งที่ "กิติยา"ย้ำอย่างหนักแน่นและให้ความสำคัญมากๆ คือเรื่องการบริหารความเสี่ยงและความกังวลใจเกี่ยวกับลูกทั้ง 2 คน จึงตัดสินใจลงทุนซื้อ "ประกันอุบัติเหตุ" ด้วยทุนประกันสูงถึง 30 - 40 ล้านบาท เพราะภารกิจหน้าที่การงานต้องเดินทางไปต่างจังหวัดบ่อย เพื่อดูสาขาแม้ว่าธนาคารจะมีประกันอุบัติเหตุให้แล้วก็ตามแต่สำหรับเธอแล้วคิดว่ายังไม่เพียงพอและคิดว่าหากในวันพรุ่งนี้เป็นอะไรไปอย่างน้อยลูกทั้ง 2 คนสามารถเรียนจบปริญญาโทได้ หรือไม่ก็สามารถจบปริญญาเอกได้และลูกก็จะไม่เป็นภาระให้กับใคร เพราะสิ่งที่เธอกลัวและฝังใจคือญาติๆ ทางพ่อประสบอุบัติเหตุ ซึ่งเป็นสิ่งที่เตือนใจเธออยู่ตลอดเวลา

ส่วน "ประกันชีวิต" นั้นก็มีทั้งแบบออมทรัพย์และแบบคุ้มครองและมีสวัสดิการของแบงก์กสิกรไทย ดูแลอยู่แล้ว จึงไม่เป็นห่วงอย่างน้อยค่ารักษาพยาบาลต่างๆ ก็ไม่ต้องไปรบกวนลูก

"กิติยา" ย้ำ เหตุผลของการออมในสัดส่วนขั้นต่ำที่ 50% นั้นเป็นเพราะไม่มีภาระหนี้สินและไม่มีธุรกิจ เดือนไหนมีเงินเหลือเยอะก็เพิ่มสัดส่วนการออมเป็น 60 - 70% ก็มีแต่สิ่งที่ต้องบริหารความเสี่ยงมากๆ คือเรื่องทำงานเพราะอะไรก็เกิดขึ้นได้เสมอ บวกกับสิ่งที่กลัวมากที่สุดคือตายก่อนลูกจบปริญญาตรี หากไม่มีลูกก็ไม่เป็นอะไร ไม่เดือดร้อนเพราะไม่มีหนี้สิน พอมีลูก ถือว่ามีภาระเพิ่มหากลูกจบปริญญาตรีไปได้ก็ถือว่าไปได้อีกเปาะหนึ่งแล้วและด้วยความเป็นห่วงลูก จึงต้องให้ประกันเข้ามาช่วยบริหารความเสี่ยงจึงซื้อประกันอุบัติเหตุเอาไว้สูงอย่างน้อยเกิดอะไรขึ้นลูกก็มีเงินเรียนจบไม่ต้องไปขอเงินญาติมาเรียนหนังสือ จึงได้สอนให้ลูกติดดินและอย่าหวังสมบัติของพ่อแม่ ลูกต้องหาเอง และไม่ต้องมาเลี้ยงดูพ่อแม่ด้วยภาระหน้าที่การงานที่ทำอยู่ ได้สอนให้รู้จักวิธีการออม การลงทุนการบริหารความเสี่ยง การวางแผนการเกษียณอายุว่าเป้าหมายเมื่อเกษียณอายุแล้วจะต้องมีสินทรัพย์เท่าไหร่และต้องมีรายได้ต่อปีอยู่ที่เท่าไหร่

ซึ่งคำตอบ ณ ตอนนี้คือขั้นต่ำหลังเกษียณต้องมีรายได้อย่างน้อยปีละ 1 ล้านบาท เนื่องจากชีวิตหลังเกษียณนั้นเป็นชีวิตที่มีแต่ค่าใช้จ่าย ไม่มีรายได้แต่ด้วยความคิดที่ว่าอายุ 60 ปี ยังสามารถที่จะทำงานได้ต่อไปอีกสักระยะหนึ่ง ณ ขณะนี้จึงมองว่าเมื่อถึงเวลานั้น ก็คงไม่อยู่เฉยๆ คงต้องหันมาเล่นหุ้นบ้าง เป็นกรรมการหรือ ที่ปรึกษาบริษัทต่างๆ บ้าง

นี่คือ หลักการบริหารเงินออมของแบงก์เกอร์หญิงที่คลุกคลีกับวงการประกันมานาน จึงได้นำประสบการณ์จากการทำงานมาวางแผนชีวิตของตัวเอง ที่เน้นการออมขั้นต่ำ 50% ตั้งแต่เงินเดือนออกมาที่เหลือจึงจัดสรรเป็นค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันหากเหลือจากจัดสรรแล้วจึงออมเพิ่ม และที่สำคัญเน้นการบริหารความเสี่ยงด้วยการซื้อประกันอุบัติเหตุในวงเงินที่สูงเพราะเกรงว่าเมื่อจากไปด้วยอุบัติเหตุ อย่างน้อยลูกทั้ง 2 ไม่เป็นภาระญาติสามารถเรียนจบถึงปริญญาโท หรือ ปริญญาเอกได้สบาย