วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

กรุงศรีตั้งเป้าสินเชื่อSMEโต13%

ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ตั้งเป้าสินเชื่อ SME ปีนี้โต 13% ภายใต้เงื่อนไขจีดีพีของไทยต้องโต 4% คาด NPL ปีนี้จะไม่ถึง 2% เหตุแบงก์คุมเข้มมากขึ้น

นายสยาม ประสิทธิศิริกุล ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านลูกค้าธุรกิจเอสเอ็มอี ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) หรือ BAY กล่าวว่า ธนาคารตั้งเป้าสินเชื่อเอสเอ็มอี (SME) ปี 2557 โต 13% หรือคิดเป็น 2.087 แสนล้านบาท โดยภายใต้เงื่อนไขที่จีดีพีของไทยต้องโต 4% แต่อย่างไรก็ตามปัจจุบันได้ปรับลดจีดีพีเหลือ 2% แล้ว ซึ่งคาดว่าถ้ามีความเสี่ยงที่เศรษฐกิจจะชะลอตัว โดยต้องดูสถานการณ์อีกครั้งหนึ่งอาจจะมีการปรับลดเป้าหมายสินเชื่อเอสเอ็มอีให้โต 6% ภายในครึ่งปีหลัง   

โดยปัจจุบันฐานลูกค้าเอสเอ็มอีของธนาคารมีประมาณ 50,000 ราย โดยแบ่งเป็นลูกค้ารายย่อย 34,000 ราย และนอกจากนั้นจะเป็นลูกค้ากลุ่ม M วงเงิน 30 ล้านบาทขึ้นไป และลูกค้ากลุ่ม S วงเงิน 12-30 ล้านบาท และในปีนี้ทางธนาคารมีการตั้งเป้าหมายการปล่อยสินเชื่อกลุ่มธุรกิจยานยนต์และชิ้นส่วนรถยนต์ประมาณ 6.5 พันล้านบาท และกลุ่มธุรกิจเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ประมาณ 1 พันล้านบาท รวมทั้ง 2 ธุรกิจเป็น 7.5 พันล้านบาท

ภายในปีหน้าจะเพิ่มการปล่อยสินเชื่อทั้ง 2 ธุรกิจเป็น 1.5 หมื่นล้านบาท โดยทั้ง 2 กลุ่มธุรกิจนี้มีบริษัทญี่ปุ่นมาลงทุนในไทยสูงถึง 761 โครงการ โดยคิดเป็นมูลค่าลงทุนกว่า 3.48 แสนล้านบาท โดยลงทุนในอุตสาหกรรมผลิตเหล็กและเครื่องจักรราว 49% และลงทุนในอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ราว 25% รวมการลงทุนในอุตสาหกรรมทั้ง 2 จำนวน 479 โครงการ จากทั้งหมด 761 โครงการ   

นอกจากนี้ คาด NPL ของกลุ่มเอสเอ็มอีปีนี้ไม่ถึง 2% จากปีที่ก่อนอยู่ที่ 1% โดยในปีนี้ธนาคารได้มีการคุมเข้มการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น โดยเริ่มเห็นสัญญาณตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว โดยกลุ่มลูกค้ารีเทลในปีนี้มี NPL เกิน 1% แต่ไม่ถึง 1.5% และลูกค้ากลุ่ม S ที่มีวงเงิน 12-30 ล้านบาท NPL อยู่ที่ 0.5% แต่ไม่ถึง 1% และลูกค้ากลุ่ม M ที่มีวงเงิน 30 ล้านบาทขึ้นไป มี NPL ต่ำกว่า 0.5% ซึ่งทางธนาคารคาดว่ามีการควบคุมการปล่อยสินเชื่ออย่างใกล้ชิด ซึ่งเมื่อไหร่ที่เริ่มเห็นสัญญาณทางธนาคารจะแก้ไขโดยเร็ว   

ทั้งนี้ ภายใน 5 ปี ธนาคารตั้งเป้าจุดมุ่งหมายเป็น TOP 3 ในแง่ของขนาดสินทรัพย์ โดยปัจจุบันอยู่ในอันดับที่ 5 ซึ่งมีสินทรัพย์ 1.8 แสนล้านบาท และภายใน 5 ปี คาดหวังว่าขนาดของสินทรัพย์จะอยู่ในอันดับที่ 3