วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

หอการค้าเหนือ-อีสานลุ้นรบ.ใหม่สร้างรถไฟรางคู่

หอการค้าเหนือ-อีสาน ลุ้นรัฐบาลใหม่เร่งลงทุนโครงการรถไฟรางคู่ หนุนเศรษฐกิจภูมิภาคคึกคัก

นายวิโรจน์ จิรัฐิติกาลโชติ ประธานกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจพื้นที่ภาคเหนือ หอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ในการประชุมหอการค้าเมื่อเร็วๆนี้ ภาคเอกชนมีความเห็นร่วมกันว่าเมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคำตัดสินว่า ร่าง พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งของประเทศวงเงิน 2 ล้านล้านบาทไม่สามารถดำเนินการได้ด้วยวิธีการกู้เงิน ตามพ.ร.บ.แต่ประเทศไทยยังมีความจำเป็นต้องมีการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานต่อไป โดยการมีเงื่อนไขเรื่องข้อจำกัดของเงินลงทุทรัฐบาลต่อไปจึงต้องมีการจัดลำดับความสำคัญโครงการ โดยมองว่าโครงการที่จะต้องลงทุนเป็นลำดับแรกๆ คือ โครงการการก่อสร้างรถไฟทางคู่ทั่วประเทศ

นายวิโรจน์ กล่าวว่า การก่อสร้างรถไฟทางคู่ จะช่วยปรับปรุงระบบขนส่งและโลจิสติกส์ของไทย จากระบบถนนไปสู่ระบบรางมากขึ้น เนื่องจากความเร็วของรถไฟจะเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันวิ่งได้ 60 กิโลเมตร/ชั่วโมง จะเพิ่มเป็น 100 กิโลเมตร/ชั่วโมง จะช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์ และเพิ่มขีดความสามารถในการขนส่งทางราง และยังเป็นทางเลือกหนึ่งในการช่วยสนับสนุนการเดินทางและการท่องเที่ยวในพื้นที่ภาคเหนือให้มากขึ้นด้วย

สำหรับโครงการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงสายกรุงเทพ-เชียงใหม่ ซึ่งเดิมตามแผนระยะแรกจะสร้างถึงพิษณุโลก ต้องเลื่อนออกไปก่อนคาดว่าจะมีผลกระทบเฉพาะธุรกิจที่ดินและบ้านจัดสรรเท่านั้น แต่การพัฒนาด้านอื่นๆในพื้นที่ภาคเหนือยังเดินหน้าต่อไปโดยมีเป้าหมายในการเป็นศูนย์กลางเชื่อมต่อการค้าและการลงทุน กับ ลาว พม่า จีนตอนใต้ และเวียดนามซึ่งในขณะนี้ระบบถนนค่อนข้างมีความสมบูรณ์แล้ว ในพื้นที่ที่เชื่อมต่อกับเส้นทางของประเทศเพื่อนบ้านในแนวระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก (East-West corridor) และแนวระเบียงเศรษฐกิจเหนือ - ตะวันตก (North-West corridor ) แม้ว่าในบางพื้นที่ยังเป็นถนน 2 เลนส์ก็ตามคาดว่าจะมีการขยายถนนที่ไปเชื่อมต่อกับประเทศเพื่อนบ้านอีกในอนาคต

ด้านนายประพันธ์ เตชะสกลกิจกูร ประธานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจพื้นที่ภาคตะวันนออกเฉียงเหนือ หอการค้าไทย กล่าวว่าภาคเอกชนในพื้นที่ตะวันออกเฉียงเหนือต้องการให้มีการลงทุนในโครงการรถไฟรางคู่ก่อนก่อนโครงการอื่นๆ ส่วนโครงการถนนก็พิจารณาตามลำดับความสำคัญแต่ก็ควรมีการเร่งรัดโครงการมอเตอร์เวย์ บางปะอิน-นครราชสีมา ให้เป็นโครงการในลำดับแรกๆที่จะมีการลงทุนด้วย เพราะในปัจจุบันการจราจรในบางช่วงมีปัญหาคอขวดของการขนส่งของภาคกลางสู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือการก่อสร้างถนนในเส้นทางดังกล่าวจะช่วยแก้ปัญหานี้ได้โดยเฉพาะช่วยแก้ปัญหาการจราจรติดขัดใน จ.นครราชสีมา

ส่วนการชะลอโครงการรถไฟความเร็วสูง กรุงเทพ-นครราชสีมา-หนองคาย มีผลกระทบเฉพาะธุรกิจที่ดินและบ้านจัดสรรเท่านั้นแต่การลงทุนด้านอุตสาหกรรมในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉี่ยงเหนือยังมีความน่าสนใจและได้รับการตอบรับจากภาคเอกชนเป็นอย่างดี เนื่องจากภาคเอกชนเห็นโอกาสในการผลิตสินค้าเพื่อส่งต่อไปยัง กัมพูชา ลาว และเวียดนาม โดยเมื่อเร็วๆนี้ประเทศจีนได้เข้ามาตั้งสถานกงศุลในจังหวัดขอนแก่น เพื่อประสานงานให้กับภาคเอกชนของจีนในการเข้ามาทำธุรกิจและลงทุน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงศักยภาพที่มีความสำคัญมากขึ้นของพื้นที่ภาคตะวันออกเฉี่ยงเหนือของไทนย

"โอกาสในการลงทุน และการขยายตัวของการค้าในภาคอีสานยังมีโอกาสอีกมาก และการเติบโตที่ค่อนข้างสูงของการค้าชายแดน โดยเฉพาะในจังหวัดหลัก คือ นครราชสีมา อุบลราชธานี ขอนแก่น และอุดรธานี การพิจารณาโครงการต่างๆรัฐบาลควรพิจารณาจากความต้องการด้านเศรษฐกิจเป็นสำคัญ มิใช่เหตุผลทางการเมืองเพราะงบประมาณมีจำกัดและมีความจำเป็นต้องให้เกิดประโยชน์ในการลงทุนสูงที่สุด”

สำหรับโครงการก่อสร้างรถไฟรางคู่ มีโครงการเร่งด่วน 5 โครงการที่ถูกบรรจุอยู่ในโครงการ 2 ล้านล้านบาท มีมูลค่าการลงทุน 118,034 ล้านบาท ระยะทางรวม 797 กิโลเมตร ประกอบด้วย 1.โครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ลพบุรี-ปากน้ำโพ ระยะทาง 118 กิโลเมตร วงเงินลงทุนประมาณ 1.62 หมื่นล้านบาท 2.โครงการนครปฐม-หัวหิน มูลค่า 2.83 หมื่นล้านบาท ระยะทาง 165 กิโลเมตร 3.โครงการมาบกะเบา-นครราชสีมามูลค่า 2.119 หมื่นล้านบาท ระยะทาง 132 กิโลเมตร 4.โครงการนครราชสีมา-ขอนแก่น ระยะทาง 185 กิโลเมตร มูลค่า 2.922 หมื่นล้านบาท และ 5.โครงการประจาบคีรีขันธ์-ชุมพร ลงทุน 1.768 หมื่นล้านบาท ระยะทาง 167 กิโลเมตร