สศค.ยอมรับ3กรมจัดเก็บรายได้ ช่วง5เดือนพลาดเป้ากว่า3.8หมื่นล้าน เหตุภาษีมูลค่าเพิ่มจากการนำเข้า-การบริโภคภายใน-ภาษีรถยนต์ ฉุดจัดเก็บรายได้
นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่าเดือนก.พ. ที่ผ่านมา รัฐบาลจัดเก็บรายได้สุทธิ 147,551 ล้านบาท ต่ำกว่าประมาณการ 6,846 ล้านบาท หรือต่ำกว่าเป้า 4.4% ต่ำกว่าเดือนเดียวกันปีก่อน 5.4% ส่งผลให้ช่วง 5 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2557 รัฐบาลจัดเก็บรายได้สุทธิ 802,873 ล้านบาท ต่ำกว่าเป้า 4,679 ล้านบาท หรือ 0.6% ต่ำกว่าช่วงเดียวกันปีที่ก่อน 3.0% เนื่องจากรายได้ของ 3 กรมจัดเก็บภาษี โดยเฉพาะเดือนก.พ. จัดเก็บได้ต่ำกว่าเป้า 14,484 ล้านบาท
ส่วนช่วง 5 เดือน การจัดเก็บรายได้ของ 3 กรมจัดเก็บภาษี จัดเก็บได้ต่ำกว่าเป้า 38,943 ล้านบาท โดยการจัดเก็บภาษีจากฐานการค้าระหว่างประเทศ ได้แก่ ภาษีมูลค่าเพิ่มจากการนำเข้าและอากรขาเข้าจัดเก็บได้ต่ำกว่าประมาณการ
นอกจากนี้ภาษีจากฐานการอุปโภคบริโภคที่จัดเก็บได้ต่ำกว่าประมาณการได้แก่ ภาษีน้ำมัน เนื่องจากขยายเวลาปรับลดภาษีน้ำมันดีเซล เพื่อช่วยเหลือค่าครองชีพของประชาชน และภาษีสรรพสามิตรถยนต์ แต่ภาวะอุปสงค์ภายในประเทศยังคงขยายตัวได้ ทำให้ภาษีมูลค่าเพิ่มจากการบริโภคภายในประเทศ และภาษีธุรกิจเฉพาะยังจัดเก็บได้สูงกว่าเป้าหมาย
"เสถียรภาพของการเมืองในปัจจุบัน อาจส่งผลต่อเศรษฐกิจของประเทศ และต่อเนื่องถึงการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาล เมื่อสถานการณ์คลี่คลายลง ประกอบกับแนวโน้มเศรษฐกิจช่วงครึ่งปีหลังคาดว่าจะดีขึ้น จากการขยายตัวของการส่งออก ตามการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก และการท่องเที่ยว จะส่งผลดีต่อการจัดเก็บรายได้ในช่วงที่เหลือของปีงบประมาณ 2557"
เก็บภาษีมูลค่าเพิ่มต่ำเป้า 11.5%
สำหรับภาษีที่จัดเก็บได้ต่ำกว่าเป้า ได้แก่ ภาษีมูลค่าเพิ่มจัดเก็บได้ต่ำกว่าเป้า 7,343 ล้านบาท หรือ 11.5% โดยภาษีมูลค่าเพิ่มจากการนำเข้า จัดเก็บได้ต่ำกว่าเป้า 6,452 ล้านบาท หรือ 21.6% เนื่องจากมูลค่าการนำเข้าขยายตัวต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ ส่วนภาษีมูลค่าเพิ่มจากการบริโภคภายในประเทศจัดเก็บได้ต่ำกว่าเป้า 891 ล้านบาท หรือ 2.6% แต่ยังคงขยายตัว 3.4% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน บ่งชี้อุปสงค์ภายในประเทศยังคงขยายตัว
นอกจากนี้ ยังมีภาษีรถยนต์ยังจัดเก็บได้ต่ำกว่าเป้า 2,562 ล้านบาท หรือ 24.4% เนื่องจากมีการส่งมอบรถในโครงการรถยนต์คันแรกเกือบครบทั้งโครงการแล้ว ส่วนภาษีน้ำมันยังจัดเก็บได้ต่ำกว่าเป้า 1,642 ล้านบาท หรือ 23.6% เพราะขยายเวลาปรับลดภาษีน้ำมันดีเซล ช่วยเหลือค่าครองชีพประชาชน รวมทั้งอากรขาเข้าจัดเก็บได้ต่ำกว่าเป้า 1,403 ล้านบาท หรือ 14.0% สอดคล้องกับมูลค่าการนำเข้าที่ขยายตัวต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ จึงทำให้การจัดเก็บรายได้ 5 เดือนแรกต่ำกว่าเป้า ทั้งนี้ปีที่ผ่านมามีการนำส่งรายได้จากการประมูลให้ใช้คลื่นความถี่ 3จี จำนวน 20,873 ล้านบาท ในเดือนธ.ค. 2555 มีการใช้สิทธิส่วนใหญ่ของโครงการรถยนต์คันแรกในปีงบประมาณ 2556"
5เดือน3กรมจัดเก็บรายได้พลาดเป้า
ทั้งนี้ช่วง 5 เดือนของปีงบประมาณ 2557 ผลการจัดเก็บรายได้ของหน่วยงานจัดเก็บ ปรากฏว่ากรมสรรพากร จัดเก็บได้ 593,238 ล้านบาท ต่ำกว่าเป้า 9,057 ล้านบาท หรือต่ำกว่าเป้า 1.5% เพราะภาษีมูลค่าเพิ่มจัดเก็บได้ต่ำกว่าเป้า 6,510 ล้านบาท หรือ 2.1% เป็นผลจากภาษีมูลค่าเพิ่มจากการนำเข้าเก็บได้ต่ำกว่าเป้า 11,096 ล้านบาท หรือ 7.8% เนื่องจากมูลค่าการนำเข้าต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ ส่วนภาษีมูลค่าเพิ่มที่จัดเก็บจากการบริโภคในประเทศ ยังจัดเก็บได้สูงกว่าเป้า 4,586 ล้านบาท หรือ 2.8% สะท้อนการบริโภคในประเทศยังคงขยายตัวได้
ส่วนภาษีเงินได้นิติบุคคลที่เก็บได้ต่ำกว่าเป้า 2,282 ล้านบาท หรือ 1.6% เพราะภาษีจากประมาณการกำไรสุทธิ (ภ.ง.ด. 51) และภาษีหัก ณ ที่จ่ายภาคเอกชน (ภ.ง.ด. 53) ต่ำกว่าเป้า และภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเก็บได้ต่ำกว่าเป้า 1,368 ล้านบาท หรือ 1.2% เพราะมีการปรับลดภาษี ที่มีผลกระทบมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ ขณะที่ภาษีธุรกิจเฉพาะจัดเก็บได้สูงกว่าเป้า 2,139 ล้านบาท หรือ 10.7% เป็นผลจากภาคอสังหาริมทรัพย์ยังขยายตัว
กรมสรรพสามิต สามารถจัดเก็บรายได้รวม 168,973 ล้านบาท ต่ำกว่าเป้า 21,012 ล้านบาท หรือ 11.1% โดยภาษีสรรพสามิตรถยนต์เก็บได้ต่ำกว่าเป้า 12,701 ล้านบาท หรือ 22.4% ภาษีน้ำมันต่ำกว่าเป้า 11,987 ล้านบาท หรือ 31.4% และภาษียาสูบเก็บได้ต่ำกว่าเป้า 4,431 ล้านบาท หรือ 15.4%
อย่างไรก็ดี ภาษีสุราและภาษีเบียร์จัดเก็บได้สูงกว่าเป้า 5,003 และ 4,549 ล้านบาท หรือ 20.1% และ 14.9 ตามลำดับ เป็นผลจากการปรับโครงสร้างภาษีสุราเมื่อเดือนก.ย. 2556
กรมศุลกากร จัดเก็บรายได้รวม 45,626 ล้านบาท ต่ำกว่าเป้า 8,874 ล้านบาท หรือ 16.3% เพราะอากรขาเข้าที่จัดเก็บได้ต่ำกว่าเป้า 8,720 ล้านบาท หรือต่ำกว่าเป้า 16.3% เป็นผลจากการขยายตัวของมูลค่าการนำเข้าสินค้าต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยมูลค่าการนำเข้า ในรูปดอลลาร์ และเงินบาทในช่วง 4 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2557 (ต.ค.56-ม.ค.57) ลดลง 10% และ 6.8% ตามลำดับ
หน่วยงานอื่น สามารถจัดเก็บรายได้รวม 63,546 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 11,695 ล้านบาท หรือ 22.6% สาเหตุการนำส่งคืนรายได้ที่กันไว้เพื่อชดเชยให้แก่ผู้ส่งออกสินค้า 5,929 ล้านบาท การนำส่งรายได้จากค่าต่ออายุสัมปทานการผลิตปิโตรเลียม 2,368 ล้านบาท และการนำส่งรายได้จากกำไรสุทธิประจำปี 2555 ของสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) 1,120 ล้านบาท เร็วกว่าที่ประมาณการไว้ว่าจะนำส่งเดือนมี.ค. นี้
ยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉินดันกำลังซื้อฟื้น
นายฉัตรชัย ตวงรัตนพันธ์ ผู้อำนวยการบริหารสมาคมผู้ค้าปลีกไทย เปิดเผยว่า กำลังซื้อของผู้บริโภคถดถอยอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ช่วงกลางปี 2556 จนถึงปัจจุบัน จากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว สมาคมฯ ยังไม่สามารถให้รายละเอียดถึงภาวะกำลังซื้อในช่วงไตรมาสแรก (ม.ค.-มี.ค.57) ได้ เพราะต้องรอข้อมูลจากกลุ่มสมาชิก ก่อนประมวลผลและประกาศตัวเลขต่อไป
ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อปีนี้ ที่เห็นได้ชัดเจน คือ ตัวเลขนักท่องเที่ยวที่หายไปค่อนข้างมาก จากการที่รัฐบางประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ส่งผลให้นักท่องเที่ยวเดินทางเข้าไทยน้อยลง เพราะกังวลเรื่องประกันภัยที่ไม่ครอบคลุม รวมทั้งกังวลเรื่องความปลอดภัยในการเดินทาง แม้คณะรัฐมนตรี (ครม.) จะประกาศยกเลิกการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ไปแล้วเมื่อวันที่ 18 มี.ค. ที่ผ่านมา แต่ยังต้องรออีกสักระยะหนึ่ง ก่อนจะประเมินสถานการณ์กำลังซื้อว่าจะกลับมาหรือไม่
สำหรับภาพรวมกำลังซื้อในขณะนี้ สมาคมผู้ค้าปลีกไทยประเมินว่า จะทรงตัวอยู่ในระดับ 6.5% เช่นเดียวกับปี 2556 ซึ่งปรับตัวลดลงกว่า 50% เมื่อเทียบกับปี 2555 ที่มีการเติบโตที่ 12% โดยปีที่ผ่านมาถือเป็นการปรับตัวลดลงต่ำสุดในรอบ 10 ปี ที่ตัวเลขค้าปลีกเติบโตเฉลี่ยที่ 10%
"ปีนี้เราโต 6.5% ถือว่าดีแล้ว เพราะกำลังซื้อเรายังไม่ฟื้นมาตั้งแต่กลางปี 2556 มีแต่ลดลง สาเหตุหลักคือ ภาวะเศรษฐกิจของไทยที่ชะลอตัว อย่างปีนี้มีการประเมินกันว่าตัวเลขจีดีพี (อัตราเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ) ของไทยจะลดลงอาจจะอยู่แค่ 3% ซึ่งชัดเจนอยู่แล้วว่า ค้าปลีกไทยจะไปไม่ถึง 12% แน่นอน"
นายฉัตรชัย ยังกล่าวว่า ปัจจัยที่สำคัญที่จะกระตุ้นกำลังซื้อและธุรกิจค้าปลีกให้เติบโตได้ คือ การเติบโตของเศรษฐกิจในประเทศโดยตรง โดยประเด็นการเมืองไทยและความขัดแย้ง จะเป็นตัวแปรที่กำหนดว่ากำลังซื้อของผู้บริโภคจะฟื้นตัวได้เร็วหรือช้า ส่วนการลดดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% หรือการเติบโตของเศรษฐกิจทั่วโลกที่เริ่มฟื้นตัว ส่วนตัวเห็นว่าไม่ใช่ปัจจัยที่จะส่งผลต่อกำลังซื้อของคนในประเทศ









