สศค.วิตกการเมืองยืดเยื้อ กดดันภาพรวมเศรษฐกิจ-การบริโภค-ลงทุนและส่งออก ฉุดจีดีพีปีนี้โตได้แค่ 2% ส่วน "นิด้า" ประเมินจีดีพีปีนี้โต 2.6%
สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กำลังจับตาสถานการณ์การท่องเที่ยวในประเทศอย่างใกล้ชิด เพราะจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นหรือลดลง จะมีผลต่อภาพรวมการขยายตัวเศรษฐกิจ ขณะที่ปัญหาการชุมนุมทางการเมืองยังมียืดเยื้อ เริ่มส่งผลกระทบต่อนักท่องเที่ยวที่เข้ามาไทยแล้ว เห็นได้จากจำนวนนักท่องเที่ยวที่ผ่านท่าอากาศยานสุวรรณภูมิช่วงเดือนก.พ. ที่ผ่านมา ลดลงถึง 18% เมื่อเทียบกับเดือนม.ค. ที่ยังเพิ่มขึ้น 0.1%
นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ รองผู้อำนวยการ สศค. กล่าวว่า สศค.ห่วงสถานการณ์ทางการเมืองว่า จะกระทบต่อนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางเข้าไทย หากการเมืองยังยืดเยื้อ อาจทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไทยปีนี้ลดลงถึง 3 ล้านคน ส่งผลต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจได้
ทั้งนี้ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้คาดหมายเมื่อช่วงต้นปี 2557 ถึงจำนวนนักท่องเที่ยวว่า จะมีจำนวน 30.27 ล้านคน ขยายตัวจากปีก่อนหน้า 13.29% และคาดว่าประเทศไทย จะมีรายได้จากการท่องเที่ยว 1.34 ล้านล้านบาท เพิ่มจากปีก่อนหน้า 15% โดยรายได้จากการท่องเที่ยวถือว่า เป็นรายได้ที่สำคัญต่อเศรษฐกิจไทย ที่คิดเป็น 11% ของ จีดีพี
"สศค.ได้ทบทวนครั้งล่าสุดคาดว่า เศรษฐกิจไทยจะขยายตัว 3.1% ซึ่งลดต่ำลงจากประมาณการที่ทำไว้เมื่อช่วงปลายปี 2556 ว่า ปีนี้เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวเฉลี่ยที่ 4% โดยมีช่วงคาดการณ์อยู่ที่ 3.5-4.5% หากตัวเลขนักท่องเที่ยวมีทิศทางที่ลดลง เราต้องทบทวนประมาณการเศรษฐกิจใหม่ ซึ่งเดือนมี.ค. นี้ สศค.จะประกาศประมาณการเศรษฐกิจไทยครั้งล่าสุด" เขากล่าว
คาดส่งออกขยายตัว 6.5%
ด้านการส่งออกที่เป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ ในปีนี้ สศค.คาดว่า จะขยายตัว 6.5% ขณะที่กระทรวงพาณิชย์คาด จะขยายตัว 5% หากสถานการณ์การเมืองยังไม่ดีขึ้น เป้าหมายดังกล่าวอาจเป็นไปไม่ได้ หากรายได้จากการส่งออก ไม่เป็นไปตามเป้า รวมถึงการบริโภคและการลงทุนชะลอตัวมาก เศรษฐกิจไทยอาจขยายตัวไม่ถึง 2%ในปีนี้ก็ได้
นายกฤษฎา กล่าวว่า สศค. กำลังติดตามตัวเลขหนี้เสียของระบบสถาบันการเงินว่า มีการปรับเพิ่มขึ้นหรือไม่ในขณะนี้ ซึ่งจะเป็นตัวบ่งชี้ภาวะเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศด้วย แม้ขณะนี้ อัตราการผิดนัดชำระหนี้ ที่ผิดนัดเกิน 3 เดือนขึ้นไป จะยังไม่ขยับสูงขึ้นก็ตาม แต่การผิดนัดชำระหนี้ ที่ต่ำกว่าสามเดือนเริ่มมีแนวโน้มสูงขึ้น
ทั้งนี้ ตัวเลขล่าสุด ตามรายงานของ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า ภาพรวมหนี้ที่ค้างชำระเกิน 90 วันขึ้นไป มีสัดส่วนอยู่ที่ 2.2% ต่อสินเชื่อรวมทั้งระบบ แต่ยอดคงค้างสินเชื่อจัดชั้นพิเศษ หรือสินเชื่อค้างชำระเกิน 30 วันแต่ไม่เกิน 90 วัน กลับเพิ่มขึ้นเป็น 2.96 แสนล้านบาท หรือคิดเป็น 2.4% จากยอดสินเชื่อรวม โดยสินเชื่อบุคคล และสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ มีอัตราการผิดนัดชำระหนี้สูงกว่าสินเชื่อประเภทอื่นๆ
ย้อนหลัง10ปีเศรษฐกิจไทยไม่เคยติดลบ
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองผู้อำนวยการ สศค. กล่าวในงานสัมมนาเรื่อง "วางเส้นทางการลงทุนตามทิศเศรษฐกิจโลก" ที่จัดโดย บลจ.กรุงศรี ว่า ปัจจัยการเมืองเกิดขึ้นกับประเทศไทยมาตลอด แต่จากข้อมูลย้อนหลังในช่วง 10 ปี ที่ผ่านมา พบว่าเศรษฐกิจไทยไม่เคยเติบโตติดลบเลย ยกเว้นในปี 2552 ที่เกิดวิกฤติซับไพร์มในสหรัฐเท่านั้นที่เศรษฐกิจติดลบไป 2.3% ครั้งนี้ก็เชื่อว่าเศรษฐกิจยังเติบโตได้ ซึ่งหลายค่ายประเมินกันก็ 3% แม้จะไม่มีรัฐบาล หรือรัฐสภาแต่การเบิกจ่ายงบประจำก็ยังทำได้ การบริหารราชการซึ่งยังเดินหน้าต่อไปได้ เพียงแต่งบลงทุนใหม่จะยังไม่เกิดขึ้น
นายยุทธนา เศรษฐปราโมทย์ ผู้อำนวยการหลักสูตรเศรษฐศาสตร์การเงิน คณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) กล่าวว่า ปัญหาการเมืองจะเป็นปัญหาสำคัญต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทยในปีนี้ คาดเศรษฐกิจช่วงครึ่งปีแรกจะขยายตัวได้เพียง 1.4% และครึ่งปีหลังเมื่อสถานการณ์การเมืองมีทิศทางที่คลี่คลายดีขึ้น เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ 3.8%
สำหรับภาพรวมทั้งปี คาดว่า เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ 2.6% โดยการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยช่วงครึ่งหลังของปีนี้ อยู่บนสมมุติฐานที่ว่าประเทศไทยจะมีทิศทางการแก้ปัญหาเรื่องการเมืองที่แน่นอนภายในเดือน มิ.ย. และสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ภายในไตรมาส 3 ของปีนี้
นายยุทธนา กล่าวว่า ปัจจัยที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยปีนี้ขยายตัวได้ไม่ต่ำกว่า 2.6% ตัวขับเคลื่อนที่สำคัญ คือ การส่งออก คาดว่าการส่งออกสินค้าและบริการรวมรายได้จากการท่องเที่ยวของไทยในปีนี้ จะขยายตัวเพิ่มขึ้น 5.6% เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่ขยายตัว 4.2% โดยการขยายตัวจะเพิ่มขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง เพราะการฟื้นตัวต่อเนื่องของเศรษฐกิจโลก และการเพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยวต่างชาติ
ปีนี้คาดรายจ่ายรัฐขยายตัว 1.5%
ส่วนปัจจัยการใช้จ่ายของรัฐบาลคาดว่าปีนี้ รายจ่ายการลงทุนจะขยายตัวได้ 1.5% และรายจ่ายเพื่อการบริโภคจะขยายตัวได้ 2.1% เมื่อเทียบกับปีก่อน เศรษฐกิจไทยในปีนี้ จะได้ประโยชน์จากการปรับลดระดับลงของสินค้าคงคลัง เพราะการระบายข้าวที่เพิ่มมากขึ้น โดยปีนี้คาดว่า สินค้าคงคลังภาครัฐจะปรับลดลง 2.5 หมื่นล้านบาท
นายยุทธนา กล่าวว่าปีนี้นิด้ายังคาดการณ์สมมุติฐาน ที่อาจจะเกิดขึ้นกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยไว้ใน 3 กรณี (Scenario) ซึ่งแนวโน้มขึ้นอยู่กับปัจจัยเสี่ยงทางการเมืองในประเทศและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกได้แก่ 1.กรณีที่ปัญหาการเมืองมีความยืดเยื้อต่อเนื่องถึงครึ่งปีหลังของปีนี้ และยังไม่มีการตกลงกันเรื่องจัดตั้งรัฐบาล และแนวทางการปฏิรูปประเทศในช่วงครึ่งปีแรก คาดว่าจีดีพีจะขยายตัวได้เพียง 1.9%
2.กรณีที่ปัญหาการเมืองมีความยืดเยื้อต่อเนื่องถึงครึ่งหลังของปีนี้ เหมือนในสถานการณ์ที่ 1 และเจอปัญหาซ้ำซ้อนในเรื่องเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวช้ากว่ากำหนด รวมทั้งปัญหาความขัดแย้งระหว่างสหรัฐกับรัสเซียจากกรณีเมืองไครเมีย ในประเทศยูเครน อาจทำให้จีดีพีของไทยขยายตัวได้เพียง 1.4% และ 3.กรณีปัญหาการเมืองไม่ยืดเยื้อ และมีข้อตกลงกันได้ช่วงครึ่งปีแรกของปีนี้ สามารถจัดตั้งรัฐบาลและเดินหน้าปฏิรูปประเทศรวมทั้งเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวได้เร็วกว่าที่คาด มีความเป็นไปได้ที่จีดีพีของไทยจะขยายตัวได้ถึง 3.1%
“ปัญหาของเศรษฐกิจไทยในระยะสั้นคือเรื่องของความกังวลเกี่ยวกับการเมืองที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นในการบริโภคและการลงทุนของประชาชนและภาคเอกชน ขณะที่ระยะยาวต้องระวังในเรื่องของความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ เช่น ญี่ปุ่นที่อาจพิจารณาย้ายฐานการผลิตไปในประเทศอื่นๆ มากขึ้น ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ในระดับต่ำ 10-20 ปี ได้” นายยุทธนา กล่าว









