เงินบาทผันผวน ขณะที่ หุ้นไทยปรับเพิ่มขึ้น หลังมีแรงซื้อเก็งกำไรเกี่ยวกับการประกาศยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน
ตลาดเงินระยะสั้นและตลาดตราสารหนี้
อัตราดอกเบี้ยตลาดเงินระยะสั้น
อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นปรับลดลงตามการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของ กนง. ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยอินเตอร์แบงก์ประเภทกู้ยืมข้ามคืน (Overnight) ลดลงจากระดับ 2.15% มาเป็น 1.90% หลังจาก กนง. มีมติลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% ในการประชุมวันที่ 12 มีนาคม ขณะที่ อัตราผลตอบแทนถัวเฉลี่ยที่ประมูลได้ของธุรกรรมซื้อคืนพันธบัตรแบบทวิภาคี (Bilateral Repo) ระยะเวลาไม่เกิน 1 เดือน ลดลงจากระดับ 2.25% อยู่ที่ 2.00% เช่นเดียวกัน
ในสัปดาห์ระหว่างวันที่ 17-21 มี.ค. 2557 ธนาคารพาณิชย์จะมีการตัดจ่ายเงินภาษีมูลค่าเพิ่มรายเดือนผ่านระบบธนาคารในช่วงต้นสัปดาห์ และจะมีการปิดสำรองสภาพคล่องรายปักษ์ในวันอังคารและเข้าสู่ปักษ์ใหม่ในวันพุธ ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นในตลาดเงินน่าจะยังทรงตัวต่อเนื่องใกล้ระดับ 2.00%
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรไทยและสหรัฐฯ
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย ประเภทอายุ 5 ปี ปิดที่ระดับ 3.19% ในวันศุกร์ ลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับระดับ 3.21% ในสัปดาห์ก่อน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรไทยปรับเพิ่มขึ้นในช่วงต้นสัปดาห์ จากแรงขายของนักลงทุนต่างชาติ ก่อนที่จะปรับลดลงในช่วงปลายสัปดาห์ตามการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของ กนง.
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ประเภทอายุ 10 ปี ปิดที่ระดับ 2.64% ในวันพฤหัสบดีลดลงเมื่อเทียบกับระดับ 2.79% ในสัปดาห์ก่อน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับลดลงต่อเนื่องในสัปดาห์นี้ โดยมีแรงซื้ออย่างต่อเนื่องจากนักลงทุน ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับความตึงเครียดระหว่างรัสเซีย-ยูเครน และการชะลอตัวเศรษฐกิจจีน หลังข้อมูลเศรษฐกิจออกมาอ่อนแออย่างต่อเนื่อง
ตลาดอัตราแลกเปลี่ยน
ค่าเงินบาท (Onshore)
เงินบาทเคลื่อนไหวผันผวนตลอดสัปดาห์ โดยเงินบาทอ่อนค่าช่วงต้น-กลางสัปดาห์ ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับทิศทางชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน และการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของกนง. ขณะที่ เงินดอลลาร์ฯ ได้รับแรงหนุนจากการคาดการณ์ว่า เฟดจะปรับลดวงเงินซื้อสินทรัพย์อีกครั้งในการประชุม FOMC เดือนมี.ค. อย่างไรก็ดี เงินบาทฟื้นตัวขึ้นในช่วงต่อมาตามทิศทางของตลาดเอเชีย ประกอบกับมีแรงขายเงินดอลลาร์ฯ จากตลาดในประเทศ หลังราคาทองคำในตลาดโลกเพิ่มสูงขึ้น แต่กระนั้น กระแสการหลีกเลี่ยงสินทรัพย์เสี่ยง หลังสถานการณ์ในยูเครนตึงเครียดมากขึ้น ก็กดดันให้เงินบาทและสกุลเงินอื่นๆ ในเอเชียอ่อนค่าลง
ในวันศุกร์ (14 มี.ค.) เงินบาทอยู่ที่ระดับ 32.30 เทียบกับระดับ 32.26 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในวันศุกร์ก่อนหน้า (7 มี.ค.)
สำหรับแนวโน้มสัปดาห์ถัดไป (17-21 มี.ค.) เงินบาทอาจเคลื่อนไหวในกรอบ 32.20-32.50 บาทต่อดอลลาร์ฯ โดยต้องจับตาสถานการณ์การเมืองไทย รวมถึงผลการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (18-19 มี.ค.) ขณะที่ ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ดัชนีตลาดที่อยู่อาศัย ผลสำรวจภาคการผลิตของเฟดสาขานิวยอร์ก ผลสำรวจแนวโน้มธุรกิจของเฟดสาขาฟิลาเดลเฟียเดือน มี.ค. ยอดขายบ้านมือสอง ดัชนีราคาผู้บริโภค ข้อมูลการผลิตภาคอุตสาหกรรม ข้อมูลการเริ่มสร้างบ้าน การอนุญาตก่อสร้าง ดัชนีชี้นำเศรษฐกิจเดือน ก.พ. ข้อมูลเงินทุนไหลเข้าสุทธิเดือน ม.ค. ดุลบัญชีเดินสะพัดไตรมาส 4/2556 และจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ นอกจากนี้ ตลาดอาจจับตาความตึงเครียดระหว่างชาติตะวันตกและรัสเซีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมีการลงประชามติในแคว้นไครเมียในวันอาทิตย์ที่ 16 มี.ค.นี้
เงินยูโร และเงินเยนเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ฯ
เงินยูโรปรับตัวในกรอบแคบ โดยเงินยูโรอ่อนค่าลงเล็กน้อยในช่วงต้นสัปดาห์ หลังจากถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) สะท้อนว่า ECB อาจปรับจุดยืนนโยบายการเงินให้ผ่อนคลายมากขึ้นหากจำเป็นเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งสวนทางกับเฟดที่ถูกคาดว่า จะยังคงเดินหน้าชะลอมาตรการ QE ต่อเนื่องในการประชุมวันที่ 18-19 มี.ค. นี้ อย่างไรก็ดี เงินยูโรดีดตัวกลับมาในช่วงกลาง-ปลายสัปดาห์ ขณะที่ ตลาดยังคงจับตาสัญญาณความกังวลต่อภาพการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน รวมถึงการเพิ่มระดับความตึงเครียดระหว่างรัสเซียกับยูเครนและชาติตะวันตก เนื่องจากเขตปกครองตนเองไครเมียของยูเครนยังคงเตรียมที่จะเดินหน้าให้มีการรลงประชามติว่าด้วยการเป็นอิสรภาพในวันอาทิตย์ที่ 16 มี.ค. นี้ เพื่อเปิดโอกาสให้ไครเมียเข้าเป็นส่วนหนึ่งของสหพันธรัฐรัสเซีย
เงินเยนแข็งค่าขึ้นในฐานะสกุลเงินปลอดภัย ท่ามกลางความวิตกเกี่ยวกับทิศทางเศรษฐกิจจีน (ข้อมูลเศรษฐกิจจีนเดือนก.พ. ออกมาอ่อนแอกว่าตัวเลขคาดการณ์ของตลาด) และสัญญาณตึงเครียดจากสถานการณ์ในยูเครน
ในวันศุกร์ (14 มี.ค.) เงินยูโรอยู่ที่ 1.3890 เทียบกับ 1.3876 ดอลลาร์ฯ ต่อยูโรในวันศุกร์ก่อนหน้า (7 มี.ค.) ส่วนเงินเยนอยู่ที่ 101.56 เทียบกับ 103.25 เยนต่อดอลลาร์ฯ ในวันศุกร์ก่อนหน้า
ตลาดทุน
ตลาดหุ้นไทย
ดัชนี SET ปรับเพิ่มขึ้น จากแรงซื้อเก็งกำไรการประกาศยกเลิก พรบ.ฉุกเฉิน โดยดัชนีปิดที่ระดับ 1,372.18 จุด เพิ่มขึ้น 1.26% จากสัปดาห์ก่อน ด้านมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันลดลง 0.36% จากสัปดาห์ก่อน มาอยู่ที่ 32,437.62 ล้านบาท โดยบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ ซื้อสุทธิ ขณะที่นักลงทุนสถาบัน นักลงทุนรายย่อยและนักลงทุนต่างชาติ ขายสุทธิ ส่วนตลาดหลักทรัพย์ MAI ปิดที่ 402.37 จุด เพิ่มขึ้น 2.88% จากสัปดาห์ก่อน
ตลาดหุ้นไทยแกว่งตัวผันผวนในสัปดาห์นี้ โดยปรับลดลงเล็กน้อยในวันจันทร์จากแรงขายทำกำไร แต่ปรับขึ้นในวันอังคาร จากแรงซื้อเก็งกำไรบนการคาดการณ์เกี่ยวกับโอกาสการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของ กนง. ขณะที่ ในวันพุธ แม้ กนง.จะประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงสู่ 2.00% ตามการคาดการณ์ของตลาด แต่ตลาดก็มีปฏิกริยาตอบสนองต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ระบุว่าร่างกฎหมายกู้เงิน 2 ล้านล้านบาทขัดต่อรัฐธรรมนูญ มากกว่า ผ่านดัชนีที่ปรับตัวลดลง ก่อนที่จะปรับตัวขึ้นอีกครั้งในช่วงปลายสัปดาห์ จากคาดการณ์ว่ารัฐบาลอาจจะประกาศยกเลิก พ.ร.ก. ฉุกเฉิน เร็วๆ นี้
สำหรับแนวโน้มสัปดาห์หน้าระหว่างวันที่ 17-21 มี.ค. 2557 บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด และบริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด มองว่า ดัชนีอาจเผชิญกับความผันผวนและมีโอกาสปรับตัวขึ้นได้ โดยต้องจับตาการประชุมเฟดในวันที่ 18-19 มี.ค. 57 ขณะที่ สหรัฐฯ มีการรายงานตัวเลขเศรษฐกิจ ที่สำคัญที่ตลาดคงจะให้น้ำหนัก ได้แก่ ผลผลิตอุตสาหกรรม (Industrial Production) ดัชนีราคาบริโภค และเครื่องชี้ภาคอสังหาริมทรัพย์ ทั้งนี้ บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด คาดว่า ดัชนีจะมีแนวรับที่ 1,350 และ 1,340 ขณะที่ แนวต้านคาดว่าจะอยู่ที่ 1,380 และ 1,396 ตามลำดับ
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ
ดัชนี DJIA ปรับลดลง จากความกังวลเกี่ยวกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน โดยเมื่อวันพฤหัสบดี ดัชนี DJIA ปิดที่ 16,108.89 จุด ลดลง 2.09% จากสัปดาห์ก่อน ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับลดลงต่อเนื่องในสัปดาห์นี้ โดยได้รับแรงกดดันจากความกังวลเกี่ยวกับการชะลอตัวลงของเศรษฐกิจจีน และความตึงเครียดในยูเครน ขณะที่ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ปรับดีขึ้น ทั้งการจ้างงานนอกภาคการเกษตร และยอดค้าปลีก ทำให้นักลงทุนคาดการณ์ว่าเฟดน่าจะปรับลดขนาดการซื้อสินทรัพย์ลงอย่างต่อเนื่อง
ตลาดหุ้นญี่ปุ่น
ดัชนี Nikkei ปรับร่วงลงจากความกังวลเกี่ยวกับเศรษฐกิจจีน และการแข็งค่าของเงินเยน โดยเมื่อวันศุกร์ ดัชนี Nikkei ปิดที่ 14,327.66 จุด ลดลง 6.20% จากสัปดาห์ก่อน ตลาดหุ้นญี่ปุ่นปรับร่วงลงในวันจันทร์ จากคาดการณ์ถึงความต่อเนื่องในการปรับลดขนาดการซื้อสินทรัพย์ของเฟด หลังข้อมูลการจ้างงานของสหรัฐฯ ปรับดีขึ้น ก่อนที่ตลาดจะฟื้นตัวขึ้นในวันอังคารจากแรงซื้อหุ้นคืนของนักลงทุน จากนั้น ปรับลดลงต่อเนื่องในช่วงที่เหลือของสัปดาห์ จากความกังวลต่อการชะลอตัวลงของเศรษฐกิจจีน รวมทั้ง การที่ค่าเงินเยนปรับแข็งค่าขึ้น ท่ามกลางความกังวลของนักลงทุนต่อภาวะเสี่ยงของการฟื้นตัวเศรษฐกิจโลกที่อยู่ในระดับสูง









