คลัง-คมนาคมงัดแผนสำรอง รับพ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านล่ม เตรียมลงทุนระยะสั้นวงเงินไม่เกิน 1 แสนล้านบาทเสนอรัฐบาลใหม่
ภายหลังจากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กู้เงินเพื่อการพัฒนาโครงการโครงสร้างพื้นฐาน วงเงิน 2 ล้านล้านบาท ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ทำให้หน่วยงานรัฐทั้งกระทรวงการคลังและกระทรวงคมนาคมได้ปรับแผนเงินกู้เพื่อทำให้การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานโดยเฉพาะด้านคมนาคมขนส่งในบางเส้นทางเดินหน้าต่อไปได้
นางสาวจุฬารัตน์ สุธีธร ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ(สบน.) กล่าวว่า กระทรวงการคลังและกระทรวงคมนาคมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างการหารือเกี่ยวกับการเตรียมแผนสำรองสำหรับการลงทุนระบบโครงสร้างพื้นฐาน หลังจากที่กฎหมายให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินจำนวน 2 ล้านล้านบาทไม่สามารถมีผลบังคับใช้ได้
เบื้องต้น กระทรวงคมนาคมได้กำหนดจะเริ่มดำเนินการในโครงการที่มีความพร้อม โดยได้วางแผนและศึกษารายละเอียดโครงการลงทุนในระยะเวลาสั้นๆ หรือไม่เกิน 7 ปี เช่น สร้างถนน 4 ช่องทาง ,รถไฟรางคู่ และทางหลวงระหว่างเมือง คิดเป็นวงเงินประมาณ 1 แสนล้านบาท เพียงแต่ต้องหารอรัฐบาลใหม่เข้ามาตัดสินใจทั้งในแง่โครงการและแหล่งเงินลงทุนใหม่ว่า จะสามารถจัดสรรตามแผนก่อหนี้ใหม่ปี 2558 ตามพ.ร.บ.หนี้สาธารณะหรือไม่
“หากสามารถจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ได้เร็ว คาดว่า ในปี 2558 น่าจะผลักดันการลงทุนโครงการที่มีความพร้อมแล้วอยู่แล้วได้ทัน เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจต่อไป”
นางสาวจุฬารัตน์กล่าว ในปี 2557 จะมีเพียงการลงทุนตามแผนกู้หนี้เดิมเป็นวงเงินเพียง 1.7 หมื่นล้านบาท ที่จะเกิดขึ้นในส่วนของโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีเขียว, สายสีน้ำเงิน และสายสีม่วงเท่านั้น
ผู้อำนวยการสบน.กล่าวด้วยว่า หากจะต้องมีการก่อหนี้ใหม่ในปี 2558 ภาระหนี้ต่อจีดีพี จะไม่เกินกรอบวินัยการคลังที่กำหนดไว้ไม่เกิน 60% เพราะหากกู้เงินในจำนวน 2 ล้านล้านบาท ในระยะเวลา 7 ปี ภาระหนี้สาธารณะต่อจีดีพีต่อปีไม่เกิน 50%อยู่แล้ว ดังนั้น จึงไม่ต้องกังวล
ด้านนายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง(สศค.) กล่าวว่า โครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานจำนวน 2 ล้านล้านบาท ขณะนี้ คงต้องรอรัฐบาลชุดใหม่มาตัดสินใจ โดยมีทางออกเดินหน้าหลายแนวทาง อาทิ กู้เงินตามช่องทางของพ.ร.บ.หนี้สาธารณะที่ให้อำนาจการกู้เงินเพื่อนำมาพัฒนาระบบเศรษฐกิจ 10% ของงบประมาณประจำปี หรือ ใส่ไว้ในงบประมาณประจำปี
“กระทรวงคมนาคมต้องมาจัดลำดับความสำคัญของโครงการใหม่ว่า โครงการใดสำคัญก่อนหลัง จากเดิมคิดว่า จะเดินหน้าโครงการพร้อมๆ กัน โดยสศค. มองว่า โครงการรถไฟรางคู่และมอเตอร์เวย์นั้น ควรจะต้องเดินหน้าต่อไป แต่โครงการรถไฟความเร็วสูงอาจชะลอออกไปก่อน”
นายสมชัยกล่าวว่า หากสามารถจัดตั้งรัฐบาลใหม่ได้ในช่วงกลางปี 2557 มองว่า โครงการ 2 ล้านล้านบาทจะสามารถเดินหน้าต่อไปได้ ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ สศค.ประเมินว่า เงินลงทุนดังกล่าวจะเข้ามามีบทบาทต่อการใช้จ่ายในปี2557 ประมาณ 8-9 หมื่นล้านบาท แต่เมื่อต้องชะลอออกไปตามคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ คงต้องรอให้รัฐบาลชุดใหม่เข้ามาตัดสินใจว่า จะเดินหน้าต่อไปอย่างไร
เขากล่าวว่า กรณีที่ไม่สามารถลงทุนโครงการ 2 ล้านล้านบาทได้ ทำให้เสียโอกาสในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เพราะไทยไม่ได้มีการลงทุนขนาดใหญ่มานาน เดิมทีภาครัฐคิดว่าจะใช้โครงการลงทุน 2 ล้านล้านบาทเป็นส่วนหนึ่งในการกระตุ้นเศรษฐกิจในปี2557แต่เมื่อต้องชะลอออกไปน่าจะมีผลต่อระบบเศรษฐกิจ และยิ่งการเมืองยังไม่จบง่ายๆ จะยิ่งส่งผลให้เศรษฐกิจไทยในปีนี้เติบโตต่ำกว่าเป้าหมาย ที่ สศค.เคยวางไว้ 3.1%อย่างแน่นอน โดยจะมีการปรับเป้าเศรษฐกิจปีนี้ใหม่ในช่วงเดือนเม.ย.2557
สคร.ตั้งสำนักงานรองรับแผนลงทุนรัฐ
นายประสงค์ พูนธเนศ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ(สคร.)กล่าวว่า ขณะนี้ สคร.ได้จัดตั้งสำนักงานใหม่ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสคร.จำนวน 2 แห่ง คือ สำนักงานที่ดูแลด้านการลงทุนร่วมระหว่างรัฐกับเอกชน (PPPs) และ สำนักงานที่เข้ามาดูแลกองทุนวายุภักษ์แบบกองเปิด ทั้งนี้ทั้ง 2 หน่วยงานดังกล่าว ถือเป็นการเตรียมพร้อมสำหรับรองรับการลงทุนขนาดใหญ่และด้านโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ
ทั้งนี้ ในส่วนของพ.ร.บ.ร่วมทุนระหว่างภาครัฐกับเอกชน ที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปีที่ผ่านมา จนถึงขณะนี้ ยังไม่มีโครงการลงทุนใดที่เข้ามาอยู่ภายใต้กฎหมายนี้เลย เพราะยังไม่สามารถจัดตั้งคณะกรรมการได้ โดยส่วนหนึ่งเป็นผลสืบเนื่องจาก รัฐบาลรักษาการ ทำให้ไม่สามารถแต่งตั้งประธานและคณะกรรมการได้ โดยบุคคลที่จะมานั่งเป็นประธาน คือ นายกรัฐมนตรี
ส่วนกองทุนวายุภักษ์แบบกองเปิดนั้น ขณะนี้ ยังไม่สามารถเปิดขายหน่วยลงทุนให้กับนักลงทุนทั่วไปได้ โดยต้องรอความชัดเจนเกี่ยวกับการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาลก่อน เพราะหน่วยลงทุนดังกล่าวมีวัตถุประสงค์ขายหน่วยลงทุนเพื่อนำเงินไปลงทุนในระบบโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ
กรุงไทยหั่นสินเชื่อปีนี้รับธุรกิจรับเหมาชะงัก
ด้านนายวรภัค ธันยาวงษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ กล่าวว่า ธนาคารได้ปรับลดเป้าหมายสินเชื่อปีนี้ลงจาก 7-10% มาอยู่ที่ 4.5% บนสมมติฐานการขยายตัวทางเศรษฐกิจหรือจีดีพีที่ปรับลดลงจาก 4-5% เป็น 3.2% เพราะการใช้จ่ายและการลงทุนที่ชะลอตัว ล่าสุดโครงการลงทุนขนาดใหญ่มูลค่า 2.2 ล้านล้านบาท ยังไม่สามารถเกิดขึ้นและทำให้บรรยากาศการลงทุนต้องชะงักลง
“โดยเฉพาะกลุ่มรับเหมาก่อสร้างที่นิ่งมาก แทบไม่มีงานเข้ามา ก็หวังว่าการเมืองจะจบในช่วงครึ่งหลังของปี น่าจะทำให้ดีขึ้นมาก แต่หากสถานการณ์ยังยืดเยื้อก็น่าเป็นห่วง”นายวรภัคกล่าว
ส่วนการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จาก 0.25% เหลือ 2.0% เมื่อวันที่ 12 มี.ค.ที่ผ่านมานั้น ในส่วนของธนาคารจะปรับลดดอกเบี้ยตามใน 2 วันนี้ ให้สอดคล้องกับดอกเบี้ยนโยบายและดอกเบี้ยในตลาด ซึ่งช่วยลดต้นทุนให้กับภาคเอกชน เชื่อว่าดอกเบี้ยที่ลดลงไม่ได้ช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายและการบริโภคมากนัก เพราะบรรยากาศโดยรวมยังไม่เอื้อ
เอ็นพีแอลกลุ่มเอสเอ็มอีเพิ่มขึ้น
นายวรภัค ยังกล่าวถึง การขยายสินเชื่อของธนาคาร ยังเติบโตได้ตามปกติในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา แต่ยอมรับว่าในแง่ของคุณภาพสินทรัพย์ เริ่มเห็นสัญญาณการเพิ่มขึ้นของหนี้จัดชั้นกล่าวถึงเป็นพิเศษ (Special mention) หรือลูกหนี้ที่ค้างชําระเกินกว่า 1 เดือน แต่ไม่เกิน 3 เดือน โดยเฉพาะจากลูกหนี้รายย่อยเริ่มปรับเพิ่มขึ้น สำหรับสินเชื่อธนาคารจะที่ปล่อยให้กับกลุ่มโรงสี เพื่อเข้าไปประมูลข้าวจากภาครัฐนั้น เริ่มเห็นการเบิกใช้วงเงินสินเชื่อบ้างแล้ว แต่ไม่มากนัก ซึ่งลูกค้าที่มาขอกู้ถือว่าความเสี่ยงต่ำ เพราะลูกค้าส่วนใหญ่เป็นลูกค้าที่มีโกดังให้รัฐบาลเช่าอยู่แล้ว จึงรู้ถึงคุณภาพข้าวเป็นอย่างดี
ด้านนายเวทย์ นุชเจริญ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า ในช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมาเริ่มเห็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) จากลูกค้าในกลุ่มเอสเอ็มอีขนาดย่อมที่มีวงเงินไม่เกิน 20 ล้านบาท หรือ SSME ปรับเพิ่มขึ้น 2.3% เป็น 2.6% แล้ว ขณะที่ลูกหนี้ที่ค้างชำระเกิน 30 วันแต่ไม่ถึง 90 วันเริ่มมีมากขึ้นและอาจทำให้หนี้เสียเพิ่มขึ้นได้อีก โดยลูกค้าเริ่มประสบปัญหาเช็คเด้ง ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่น่ากังวล เพราะผู้ประกอบการมีปัญหาสภาพคล่อง หากลูกหนี้ค้างชำระเกิน 2 เดือน ธนาคารจะส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปคุย เพื่อให้ความช่วยเหลือและดูแลความเสี่ยงให้ทัน ทั้งการขยายระยะเวลาตั๋วพีเอ็น รวมถึงการให้สินเชื่อระยะยาว ตลอดจนยืดระยะเวลาชำระดอกเบี้ยหรือเงินต้น
ทหารไทยหั่นสินเชื่อปีนี้เหลือโต 8%
ส่วนนายบุญทักษ์ หวังเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารทหารไทย กล่าวว่า อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงทำให้ธนาคารได้ปรับลดเป้าสินเชื่อในปีนี้ลงจาก 10% เป็น 8% หลังจากคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจจะขยายตัวลดลงจาก 3-4% มาอยู่ที่ 2.9% ในปีนี้ การชะลอตัวของเศรษฐกิจมาจากการบริโภคและการลงทุนที่ลดลง จากแรงกดดันทางการเมืองในประเทศประกอบกับการลงทุน 2 ล้านล้านบาท ที่ยังไม่สามารถเกิดขึ้นได้ ความหวังของเศรษฐกิจจะมาจากการส่งออกที่น่าจะขยายตัวได้ในระดับ 5% หากเศรษฐกิจสหรัฐฯ และสหภาพยุโรปสามารถฟื้นตัวได้
การปรับลดดอกเบี้ยตามดอกเบี้ยนโยบายของธปท.ขณะนี้ธนาคารอยู่ระหว่างการพิจารณาว่า จะปรับลดดอกเบี้ยลงในระดับเท่าใด ซึ่งต้องขึ้นอยู่กับสภาพคล่องของธนาคารด้วย
ส่วนสถานการณ์ทางการเมือง ได้ส่งผลกระทบต่อเอ็นพีแอลของธนาคารตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมา แต่ตั้งแต่ช่วงต้นปีจนถึงเดือนก.พ.ที่ผ่านมา เริ่มเห็นสัญญาณที่ดีขึ้น เพราะการส่งออกที่เริ่มฟื้นตัวทำให้ภาคธุรกิจ และประชาชนมีรายได้จากส่วนนี้เข้ามา









