วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ผ่าเส้นทางใหม่ลี้ภัย'อุยกูร์'220ราย

ผ่าเส้นทางใหม่ลี้ภัย"อุยกูร์"220ราย โยงใยนายหน้า"โรฮิงญา"

ปฎิบัติการคุมตัวต่างด้าวจำนวน 220 คน คน เป็นชาย 78 คน,หญิง 60 คน, เด็ก 82 คน เมื่อวันที่ 12 มีนาคมที่ผ่านมา ภายในบริเวณสวนยางพารา ม.10 บ้านคลองต่อ ต.รัตภูมิ อ.รัตภูมิ อ.รัตภูมิ จ.สงขลา พร้อมชาวโรฮิงยา อีกกว่า 10 คน กลายเป็นปมร้อนที่หลายฝ่ายให้ความสนใจขึ้นมาพลัน

ที่สำคัญกลุ่มคนเหล่านี้ก็ยังไม่สามารถระบุสัญชาติให้ประจักษ์ เนื่องจากไร้เอกสารใดๆติดตัวยืนยันสัญชาติ

เรื่องนี้สุนัย ผาสุข ผู้ประสานงานที่ปรึกษาองค์กรฮิวแมนไรต์วอตช์ ประจำประเทศไทย ให้ข้อมูลว่า จากการตรวจสอบทราบว่าต่างด้าวกลุ่มนี้ไม่ใช่ชาวตุรกีที่จะลี้ภัยไปประเทศที่3 แต่กลุ่มนี้เป็นชาว อุยกูร์ จากประเทศจีนแผ่นดินใหญ่ ประสงค์จะลี้ภัยทางการจีน เพื่อเดินทางไปยังประเทศที่ 3 สาเหตุเนื่องจากชาวอุยกูร์ มีปัญหากับทางการจีนมาเป็นเวลานาน

จากอัตลักษณ์ทางชาติพันธ์กลายเป็นปัญหาที่น่าสนใจ สุนัยชี้ว่า ทางการจีนมองว่าชาว อุยกูร์ เป็นกลุ่มคนมุสลิมที่มีลักษณะชาติพันธุ์ ภาษา และวัฒนธรรมเป็นพวกเติร์ก อันแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากชาวจีน และชาวอุยกูร์ ยังพยามหลอมรวมตนเองเข้ากับดินแดนเอเชียกลางและรัฐต่าง ๆ ของชาวเติร์กมาโดยตลอด

สำหรับความเป็นมาชาว "อุยกูร์" เป็นกลุ่มชนพื้นเมืองของมณฑลซินเจียง ประเทศจีน ซึ่งเป็นกลุ่มคนมุสลิมที่มีลักษณะชาติพันธุ์ ภาษา และวัฒนธรรม เป็นพวกเติร์ก อันแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากชาวฮั่นที่เป็นผู้ปกครองและเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ใหญ่ที่ครอบครองดินแดนส่วนที่เหลือของจีน

การลี้ภัยครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการเข้าทำการควบคุมตัวเชื่อว่า กลุ่มคนต่างด้าวที่ยังไม่สามารถระบุสัญชาติได้นั้น น่าจะมีการเชื่อมโยงกับกลุ่มขบวนการลักลอบนำเข้าและส่งต่อชาว "โรฮิงยา" ที่หลบหนีจากประเทศพม่าผ่านภาคใต้ เพื่อเดินทางต่อไปประเทศที่ 3 มาเลเซีย และออสเตรเลีย เพราะจากการสอบถาม "โรฮิงยา" ที่มารวมกับกลุ่มคนต่างด้าว ที่อ้างว่าเดินทางมาจากประเทศ ตุรกี

"ชาวโรฮิงญาบอกว่าได้รับคำสั่งให้เดินทางมาสมทบกับกลุ่มคนต่างด้าวกลุ่มนี้ เพื่อรอคนมารับตัวไปพร้อมๆกัน เนื่องจากมีข่าวว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจจะเข้ามาจับกุมตัวก่อนหน้าที่จะถูกจับกุม 2 วัน จึงมีความเป็นไปได้ว่ากลุ่มคนที่เป็นนายหน้านำพาคนต่างด้าวกลุ่มนี้ จะเป็นกลุ่มเดียวกันกับกลุ่มขบวนการนำพา โรฮิงญา " เจ้าหน้ทาที่รายนี้ระบุ

ขณะเดียวกันน่า สังเกตุได้ว่า สถานที่กลุ่มคนต่างด้าวรวมตัว เพื่อรอคนมารับตัวออกจากพื้นที่ และเป็นพื้นที่ใกล้เคียงที่เคยมีการจับกุม "โรฮิงญา" หลบหนีเข้าเมืองกว่า 100 คน เมื่อเดือนกันยายนปีที่ผ่านมา ภายในสวนยาง ต.กำแพงเพชร อ.รัตภูมิ และต.ฉลุง อ.หาดใหญ่

แม้ว่าในขณะนี้จะยังไม่สามารถตรวจสอบพบว่าพื้นที่ใกล้เคียงกับจุดที่พบคนต่างด้าวมีการก่อสร้างที่พักชั่วคราวหรือไม่ แต่ก็มีข้อสังเกตุในขณะที่เข้าควบคุมตัวมีภาชนะสำหรับรับประทานอาหารรวมอยู่ด้วย รวมถึงสภาพเนื้อตัวเด็กที่มีรอยยุงกัดเต็มใบหน้า แสดงว่ามีการมานอนพักค้างคืนในพื้นที่ก่อนเจ้าหน้าที่เข้าควบคุมตัว

สอดรับกับการวิเคราะห์ของเจ้าหน้าที่ สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยสหประชาชาติ ที่ได้เดินทางลงมาในพื้นที่เพื่อให้การช่วยเหลือ บอกว่า การเดินทางเข้ามาจำนวนครั้งนี้ จะต้องมีการบริหารจัดการที่ดี เพราะในกลุ่มจะมีเด็กและสตรีจำนวนมากกว่าผู้ชายด้วยซ้ำ โดยกลุ่มคนที่เป็นนายหน้าหรือผู้ประสานงานการเดินทางต้องมีเครือข่ายอยู่ในพื้นที่เพื่อดำเนินการพาตัวส่งต่อไปยังประเทศที่สาม

"แม้ว่าตอนนี้เจ้าหน้าที่ยังไม่มีข้อมูลที่จะสาวไปถึงนายหน้าหรือผู้ประสาน อำนวยความสะดวกในการเดินทางก็ตาม แต่การที่คนต่างด้าวกลุ่มนี้ไม่ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ในการข้อมูลใดๆเป็นการบ่งบอกว่า ได้รับคำสั่งจากนายหน้าหากถูกจับกุมห้ามให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่โดยเด็ดขาด รวมถึงความไม่ไว้วางใจเจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นภาวะปกติของคนที่หนีออกจากประเทศของตัวเองในรูปแบบการลี้ภัยจะมีความหวาดระแวงอยู่ตลอดเวลา"

น่าสนใจว่า"เป้าหมาย" ของกลุ่มคนเหล่านี้ไม่ได้ประสงค์จะอยู่ในประเทศไทศ แต่ต้องการจะลี้ภัยไปในประเทศที่สาม คือ มาเลเซีย และออสเตรเลีย ส่วนการเดินทางเข้ามประเทศไทยอย่างไรนั้น ก็ต้องรอให้คนที่สามารถสื่อสารกับกลุ่มคนต่างด้าวกลุ่มนี้ได้ และเขาพร้อมจะให้ความร่วมมือในการให้ข้อมูลทั้งหมด ซึ่งต้องใช้เวลา

ปรากฎการณ์ที่มีกลุ่มคนต่างด้าวใช้เส้นทางจ.สงขลาเป็นจุดพักและผ่องถ่ายไปยังประเทศที่ 3 จึงสะท้อนให้เห็นว่าการปราบปรามกลุ่มขบวนนายหน้าหาประโยชน์ในฐานะผู้นำพาและส่งต่อคนต่างด้าวในจ.สงขลา ยังไม่สิ้นซาก ไปจากพื้นที่ แต่กลับเติบใหญ่ขยายกลุ่มยิ่งขึ้น

เส้นทางเหล่านี้ย่อมปฏิเสธไม่ได้ว่า นายหน้าที่เข้าไปหาประโยชน์กับการลักลอบนำเข้า-ส่งต่อคนต่างด้าวเหล่านี้ ล้วนมทีทั้งนักการเมืองท้องถิ่น ผู้มีอิทธิพล และเจ้าหน้าที่รัฐบางคนเข้าไปเกี่ยวพัน แต่การจับกุมหลายๆครั้ง กลับไม่สามารถสาวถึงผู้ชักใยอยู่เบื้องหลังได้แม้แต่ครั้งเดียว