"ทีทีเอ" จ่อปรับโครงสร้างธุรกิจยูเอ็มเอส หาพันธมิตรทำธุรกิจอื่น หวังพลิกมีกำไรในปีนี้ ยันไม่มีแผนเก็บหุ้นเพิ่มแม้เป็นช่วงขาขึ้นของธุรกิจ
นายเฉลิมชัย มหากิจศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โทรีเซนไทย เอเยนต์ซีส์ หรือทีทีเอ (TTA) เปิดเผยว่า บริษัทมีแผนจะปรับโครงสร้างธุรกิจ บริษัท ยูนิค ไมนิ่ง เซอร์วิสเซส หรือ ยูเอ็มเอส (UMS) อยู่ระหว่างเจรจากับพันธมิตร เพื่อทำธุรกิจอย่างอื่น โดยใช้พื้นที่โรงงานของยูเอ็มเอสที่สวนส้ม จ.สมุทรสาคร ซึ่งมีพื้นที่อยู่กว่า 60 ไร่ และมีแผนจะขายสต็อกสินค้าที่เป็นถ่านฝุ่นที่เหลืออยู่ 4-5 แสนตันออกไป เพื่อให้บริษัทมีสภาพคล่องในการทำธุรกิจ และคืนเงินกู้ที่มีอยู่กว่า 1 พันล้านบาท เพื่อลดต้นทุนทางการเงิน
"ปีนี้จะพยายามบริหารจัดการให้ยูเอ็มเอสมีกำไร จากไตรมาสแรกปีนี้ (ต.ค.-ธ.ค.2556) ขาดทุนอยู่ 40.45 ล้านบาท จากราคาถ่านหิน ที่ปรับลดลงมากกว่า 2 ปี และปัจจุบันเป็นเพียงธุรกิจเดียวของทีทีเอที่ยังขาดทุนอยู่"
เขากล่าวต่อว่า ทีทีเอ ประสบความสำเร็จในการเพิ่มทุนได้ตามแผน คือ 4.17 พันล้านบาท โดยผู้ถือหุ้นให้ความสนใจใช้สิทธิจองซื้อหุ้นเพิ่มทุนสูงกว่าเป้าที่ตั้งไว้ 7% ซึ่งเงินในส่วนนี้บริษัทจะนำไปลงทุนซื้อเรือมือสองเพิ่มอีก 5-10 ลำในปีนี้ หรือเพิ่มเป็น 25-30 ลำ จากปัจจุบันมีขนาดกองเรืออยู่ที่ 20 ลำ เพื่อรองความต้องการใช้เรือ และแนวโน้มค่าระวางเรือที่เพิ่มขึ้นมาอยู่ระดับ 1.2 หมื่นดอลลาร์ต่อวันต่อลำ ซึ่งบริษัทได้เซ็นสัญญาซื้อไปแล้ว 3 ลำ ราคาเฉลี่ยประมาณลำละ 23-24 ล้านดอลลาร์ รวมแล้วเป็นเงินประมาณ 2.2-2.3 พันล้านบาท
"การซื้อเรือมือสองมีข้อดีคือราคาไม่แพง สามารถใช้ทำธุรกิจได้ทันที รองรับกับขาขึ้นของธุรกิจได้ ขณะที่การสั่งต่อเรือใหม่ต้องใช้เวลาประมาณ 2 ปี อาจจะทำให้บริษัทเสียโอกาสในการทำธุรกิจได้ แม้จะเป็นเรือมือสอง แต่ต้องดูเรื่องราคาให้เหมาะสม ซึ่งหากมีความต้องการใช้เรือเข้ามา ขณะที่บริษัทยังซื้อเรือเพิ่มไม่ทัน บริษัทจะใช้วิธีการเช่าแทน"
ธุรกิจของบริษัท เมอร์เมด มาริไทม์ ได้ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การบริหาร โดยทำสัญญาระยะยาวกับลูกค้า ทำให้มีงานต่อเนื่อง ไม่มีช่วงโลว์ซีซั่นเหมือนที่ผ่านมา
นอกจากนี้แนวโน้มธุรกิจพลังงานเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ทำให้งานบริการของเมอร์เมดขยายตัวไปด้วย จึงได้สั่งต่อเรือดำน้ำ 1 ลำ และแท่นขุดเจาะรวมทั้งแท่นลอยน้ำ 2 แท่น รวมมูลค่า 430 ล้านดอลลาร์ รับมอบในอีก 2 ปี แต่หากมีงานเข้ามามาก บริษัทสามารถเช่าเรือมาให้บริการเพิ่มได้
เขากล่าวต่อว่า บริษัทยังมีแผนจะให้บริษัทลูก คือ บริษัท พีเอ็ม โทรีเซน เอเชีย โฮลดิ้งส์ หรือ พีเอ็มทีเอ (PMTA) ซึ่งมีธุรกิจหลักคือธุรกิจปุ๋ยในเวียดนาม เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ช่วงครึ่งหลังปีนี้ หลังจากที่ยื่นไฟลิ่งไปแล้วเมื่อเดือนก.พ.ที่ผ่านมา หลังจากเข้าตลาดแล้ว สัดส่วนการถือหุ้นของบริษัทจะลดลงเหลือ 65% จากปัจจุบันที่ถือ100% โดยการขายหุ้นครั้งนี้จะให้สิทธิผู้ถือหุ้นทีทีเอก่อน
"การปรับโครงสร้างทีทีเอช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ถือว่าเดินมาถูกทาง ไตรมาสแรกที่ผ่านมา บริษัทพลิกมีกำไร 250 ล้านบาท ถือว่าสูงสุดรอบ 5 ปี ขณะที่ธุรกิจมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง ในส่วนของผมพอใจกับสัดส่วนการถือหุ้นปัจจุบัน ไม่มีแผนจะลดหรือซื้อเพิ่ม ในสายตาของนักลงทุน มีมุมมองเป็นบวกกับบริษัทมากขึ้น เห็นได้จากการพบกับนักลงทุนต่างประเทศเมื่อเร็วๆ นี้"









