เจพี มอร์แกน ห่วงการลงทุนภาครัฐ-เอกชน-การบริโภคฟุบ ผสมการเมืองวุ่นวายก่อความเสี่ยงเศรษฐกิจไทยปีนี้โตต่ำกว่าที่คาดไว้ 3%
เจพี มอร์แกน ธนาคารรายใหญ่ชั้นนำของสหรัฐ วิเคราะห์แนวโน้มเศรษฐกิจไทย ว่า ความขัดแย้งทางการเมืองยังคงเป็นปัญหาอึมครึมครอบงำประเทศอยู่กำลังส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง โดยที่ผ่านมาคนส่วนใหญ่คาดการณ์ว่าจีดีพีไทยปีนี้จะขยายตัวอยู่ระหว่าง 3-5.5% แต่ที่ผ่านมาเศรษฐกิจชะลอตัวลงมากอยู่ที่ 2.8% ในไตรมาส 2/2555 จนถึงปี 2556 ซึ่งการชะลอตัวเกิดขึ้นในทุกภาคส่วนทั้งจากการลงทุน การบริโภคภาคเอกชนและภาครัฐในปีที่ผ่านมา ที่ขยายตัวได้ไม่ถึง 2%
ทั้งนี้ การชะลอตัวของจีดีพี และการลงทุนภาครัฐระดับต่ำ ล้วนเป็นความเสี่ยงสำหรับเศรษฐกิจไทย เพราะมีการประเมินไว้ว่าแผนการลงทุนพัฒนาสาธารณูปโภคมูลค่า 2 ล้านล้านบาท ช่วงปี 2556-2562 จะส่งผลกระทบต่อการเติบโตของจีดีพี ช่วงปี 2556-2563 เฉลี่ย 1% ต่อปี ซึ่ง เจพี มอร์แกน คาดว่าจีดีพีไทยปีนี้ จะโต 3% และ 4.2% ปีหน้า
สำหรับการลงทุนในไทยนั้น เจพี มอร์แกน ระบุว่า ขยายตัวได้ดีนับตั้งแต่ปี 2555 ขณะที่คาดการณ์ของคนส่วนใหญ่ให้การลงทุนของไทย น่าจะขยายตัวเฉลี่ย 10% นับจากปี 2555 แต่การขยายตัวดังกล่าวก็ยังต่ำกว่าอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ รวมทั้งแนวโน้มการลงทุนปีนี้ ก็บ่งชี้ว่าจะชะลอตัวลง
ส่วนการลงทุนภาคเอกชนก็มีแนวโน้มชะลอตัวเช่นกัน สะท้อนจากการเติบโตของสินเชื่อผู้บริโภคในปีนี้ มีแนวโน้มที่ลดลง หลังจากที่เคยปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งนับตั้งแต่ปี 2553 ซึ่งการขยายตัวของสินเชื่อผู้บริโภคที่เร่งตัวแรงช่วงท้ายๆ นั้น ได้แรงหนุนจากสินเชื่อบุคคลและบัตรเครดิตตลอดจนสินเชื่อรถยนต์ โดยเฉพาะคาดโครงการรถคันแรก
ทั้งนี้ ทาง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และธนาคารพาณิชย์ได้เพิ่มความเข้มงวดมากขึ้นในการปล่อยสินเชื่อ ทำให้อัตราการปฏิเสธสินเชื่อมีมากขึ้น ส่วนความต้องการสินเชื่อเร่งตัวเพิ่มขึ้นมาก เป็นผลมาจากแนวโน้มอสังหาริมทรัพย์ที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นนับตั้งแต่ปี 2553 แต่ก็เริ่มชะลอตัวในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา
รายงานชิ้นนี้แนะนำว่ามีช่องว่างไม่มากนัก ให้ใช้นโยบายการเงินสนับสนุน เนื่องจากต้องเฝ้าติดตามการส่งออกกับเงินเฟ้อของไทยในปีนี้ ขณะที่รัฐบาลมีสถานะการคลังแข็งแกร่ง แต่ยังเป็นรัฐบาลที่ขาดประสิทธิภาพ
เจพี มอร์แกน ยังมองสถานการณ์กระแสเงินทุนในไทยยังคงอ่อนไหว แต่ไม่มีการเทขายเกิดขึ้นมาก โดยรายงานชี้ว่าไทยมีแนวโน้มจะปลอดภัยจากการเทขายตราสารหนี้ในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ เพราะพิจารณาจากสัดส่วนการถือครองพันธบัตรรัฐบาลไทยของต่างชาติอยู่ในสัดส่วนต่ำมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี 2551 ที่ถืออยู่ 2% จนไตรมาส 3 ปี 2556 ถืออยู่ 17% ตรงข้ามกับเปรูที่มีสัดส่วนต่างชาติถือครองพันธบัตรรัฐบาลมากที่สุดตั้งแต่ปี 2551 ที่ระดับ 30% จนถึงไตรมาส 3 ปี 2556 ยังถืออยู่มากถึง 61% ขณะที่สัดส่วนการถือครองหุ้นในตลาดของต่างชาติ ตอนนี้ราว 34%
คลังชี้บริษัทเรทติ้งยังไม่ปรับมุมมองไทย
ขณะที่แหล่งข่าวจาก สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) กระทรวงการคลังกล่าวว่า สบน.ได้ทำการวิเคราะห์ถึงการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองว่า มีผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจไทยและการจัดอันดับเครดิตของประเทศอย่างไรบ้าง โดยได้ย้อนไปดูข้อมูลนับตั้งแต่ประเทศไทยเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อปี 2475 ซึ่งพบว่า การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจระยะสั้นๆ เท่านั้น เมื่อสถานการณ์คลี่คลาย เศรษฐกิจก็จะกลับมาฟื้นขึ้นใหม่
ทั้งนี้ บริษัทจัดอันดับเครดิตบางแห่ง ได้ส่งสัญญาณว่า หากวิกฤตการณ์ทางการเมืองที่ยืดเยื้อ จนส่งผลกระทบต่อโครงสร้างทางเศรษฐกิจ และขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ จนในที่สุดกระทบต่อจีดีพีของประเทศนั้น ก็อาจปรับลดเครดิตเรทติ้งของพันธบัตรรัฐบาลไทยได้
“แม้ว่าในขณะนี้เรามีปัญหาทางการเมืองภายในประเทศ แต่เรทติ้งเอเยนซี ยังไม่ได้พูดถึงการปรับมุมมองของประเทศจาก positive เป็น negative ฉะนั้น ก็ไม่ต้องพูดเลยไปถึงว่า จะมีการปรับเครดิตเรทติ้งของพันธบัตรรัฐบาล” แหล่งข่าวกล่าวและว่า ในช่วงที่ผ่านมา เรทติ้งเอเยนซีได้ทยอยเข้ามาขอข้อมูลเศรษฐกิจไทยเพื่อประเมินเครดิต อาทิ บริษัท สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ (เอสแอนด์พี ), บริษัท มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวกล่าวว่า หากปัญหาทางการเมืองมีความยืดเยื้อ จนส่งผลกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และกระทั่งส่งผลกระทบต่อการขยายตัวของประเทศ และกระทบต่อขีดความสามารถในการชำระหนี้ของประเทศ ก็จะมีผลสำคัญต่อการจัดอันดับเครดิตเรทติ้งของประเทศ
จับตาจำนำข้าวก่อภาระผูกพันงบประมาณ
ทั้งนี้ ที่ผ่านมาความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจไทย พิสูจน์ให้เห็นจากที่สามารถผ่านพ้นวิกฤติเศรษฐกิจ นับตั้งแต่การรัฐประหารในปี 2549, วิกฤติเศรษฐกิจต้มยำกุ้งในปี 2550, วิกฤติการเงินในอาเซียน, กรณีพันธมิตรยึดสนามบิน ตลอดจนน้ำท่วมครั้งประวัติศาสตร์ในที่ลุ่มภาคกลาง และ กรุงเทพมหานคร ในปลายปี 2554 ก็เพียงส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยในระยะสั้นเท่านั้น
แหล่งข่าวกล่าวด้วยว่า ประเด็นที่เรทติ้งเอเยนซีให้ความกังวล คือ งบประมาณที่เป็นภาระผูกพัน โดยเฉพาะภาระงบประมาณที่มาจากโครงการประชานิยมของรัฐบาลที่มีลักษณะปลายเปิด เช่น โครงการรับจำนำข้าวเปลือก ซึ่งเรทติ้งเอเยนซีมองว่า ปัญหานี้สืบเนื่องมาจากปัญหาความเหลื่อมล้ำของรายได้ของคนภายในประเทศ หากปัญหานี้ยังคงอยู่ ก็มีความเป็นไปได้ที่รัฐบาลชุดต่อๆ ไป ก็อาจจะใช้นโยบายที่เป็นประชานิยม ซึ่งคนจำนวนมากยังให้การสนับสนุน ซึ่งในที่สุดก็จะทำให้กลายเป็นภาระงบประมาณของรัฐบาลในระยะยาว แม้ว่า ขณะนี้ภาระหนี้สาธารณะของรัฐบาล ในปัจจุบัน จะอยู่แค่ 45% ของ จีดีพี ซึ่งต่ำกว่ากรอบความยั่งยืนทางการคลัง ที่กระทรวงการคลังตั้งไว้ ที่ไม่เกิน 60% ก็ตาม









