วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

โบรกจ่อหั่นงบลงทุน-ลดจ่าย

สมาคมบล.หวั่นการเมืองยาวถึงไตรมาส3กระทบดัชนีต่ำกว่า1,300จุด ฉุดวอลุ่มซื้อขายเฉลี่ยเหลือ3หมื่นล้านบาทต่อวัน บริษัทมาร์เก็ตแชร์ต่ำอาจขาดทุน

สำหรับบรรยากาศการซื้อหุ้นไทยวานนี้ (10มี.ค.) ปิดตลาดปรับตัวลดลง 6.03 จุด หรือ -0.44% โดยดัชนีมาอยู่ที่ 1,349.05 จุด เป็นการปรับตัวลดลงตามตลาดหุ้นทั่วโลก หลังจากจีนเปิดเผย ยอดส่งออกเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา ร่วงลง 18.1% จากปีก่อน ส่วนการเมืองในประเทศขณะนี้ยังไม่ความคืบหน้า โดยยังต้องติดตามสถานการณ์ต่อเนื่อง แนวโน้มการลงทุนวันนี้ (11 มี.ค.) คาดตลาดมีแนวโน้มแกว่งตัว ซึ่งต้องรอติดตามการประชุมของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในวันพรุ่งนี้ (12 มี.ค.) นี้ ว่าจะปรับลด หรือ คงดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมครั้งนี้

ส่วนวานนี้ต่างชาติซื้อสุทธิ 132.20 ล้านบาท บัญชีบริษัทหลักทรัพย์ซื้อ 425.26 ล้านบาท และนักลงทุนทั่วไปซื้อ 2,380.59 ล้านบาท ยกเว้นสถาบันในประเทศขายสุทธิ 2,938.02 ล้านบาท

ด้านนางภัทธีรา ดิลกรุ่งธีระภพ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส ในฐานะนายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ เปิดเผยว่า ขณะนี้ภาคธุรกิจเริ่มมีความกังวลว่า สถานการณ์ทางการเมืองจะยืดเยื้อไปถึงในช่วงไตรมาส 3 ของปีนี้ จากเดิมคาดว่าจะกินเวลาแค่ในช่วงครึ่งปีแรก ซึ่งภาคธุรกิจบางส่วนอาจจะรับไม่ไหว จนต้องมีการปรับแผนงานเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ ทั้งการลดต้นทุน ลดกำลังการผลิต และลดขนาดของกิจการ เป็นต้น

เช่นเดียวกับธุรกิจหลักทรัพย์ เพราะมีโอกาสที่ดัชนีจะปรับต่ำกว่าระดับ 1,300 จุด ขณะที่ปริมาณการซื้อขาย (วอลุ่ม) ก็คงเพิ่มขึ้นยาก หากวอลุ่มอยู่ในระดับ 3 หมื่นล้านบาทต่อวันเหมือนในปัจจุบัน ธุรกิจก็รับไม่ไหว เพราะปีที่ผ่านมาหลายบริษัท ได้ลงทุนปรับเปลี่ยนระบบ วางแผนงานเพื่อรองรับวอลุ่มการซื้อขายที่อยู่ในระดับสูงกว่านี้ และคงส่งผลทำให้บริษัทหลักทรัพย์ต้องปรับตัว ลดต้นทุน และลดการลงทุนใหม่ๆ ปีนี้

"หากวอลุ่มทั้งปีอยู่ในระดับ 3 หมื่นล้านบาทต่อวัน คงมีบริษัทหลักทรัพย์ที่ขาดทุน ซึ่งปัจจุบันเริ่มเห็นการขาดทุนแล้ว โดยเฉพาะบริษัทที่มีส่วนแบ่งการตลาด หรือ มาร์เก็ตแชร์อยู่ในระดับต่ำ แต่ผลกระทบก็ไม่ได้อยู่ในระดับที่รุนแรงมาก เพราะได้มีการสะสมความแข็งแกร่งมาไว้พอสมควรในปีที่ผ่านมา ส่วนของสมาคมฯ จะพยายามช่วยเหลือสมาชิกในการลดต้นทุน โดยจะเข้าไปดูว่ามีต้นทุนส่วนใดที่สามารถแบ่ง หรือแชร์ต้นทุนกันได้ เพื่อลดค่าใช้จ่าย เช่น บริการด้านข้อมูล เป็นต้น"

ด้านนายวรพล โสคติยานุรักษ์ เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวว่า ปัจจุบันฐานะทางการเงินของบริษัทหลักทรัพย์ส่วนใหญ่ อยู่ในระดับที่แข็งแกร่งเพียงพอต่อการรับมือกับความผันผวนของธุรกิจ แม้ภาวะตลาดหุ้นไทยปัจจุบัน จะได้รับผลกระทบจากการเมืองและเศรษฐกิจในประเทศ แต่บริษัทหลักทรัพย์ ก็สามารถหารายได้จากธุรกิจอื่นได้

โดยก.ล.ต.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมกันพัฒนาเพื่อเพิ่มปริมาณสินค้าในตลาด ทั้งบริษัทจดทะเบียนเข้าไปกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงความร่วมมือร่วมกับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อส่งเสริมให้บริษัทต่างประเทศเข้ามาระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ไทย ทั้งการจดทะเบียนโดยตรง และการจดทะเบียน 2 ตลาด (ดูโอ ลิสติ้ง) ซึ่งคาดว่าภายในปีนี้ อาจจะได้เห็นบริษัทจากลาว และจีนเข้ามาระดมทุนในไทย

นอกจากนี้ก.ล.ต.ยังเซ็นสัญญาความร่วมมือกับตลาดหลักทรัพย์ต่างประเทศ ทั้งมาเลเซีย สิงคโปร์ และญี่ปุ่น เพื่อเปิดให้มีการขายกองทุนรวมข้ามตลาดกันได้ โดยล่าสุดบริษัทกองทุนในญี่ปุ่น มีแผนจะร่วมกับบริษัทจัดการกองทุนไทย 2-3 ราย จัดตั้งกองทุนรวมในญี่ปุ่น เพื่อมาลงทุนในตลาดหุ้นไทย คาดจะชัดเจนในครึ่งแรกของปีนี้ และในวันที่ 2 เม.ย.นี้ ก.ล.ต.จะไปเซ็นสัญญาความร่วมมือกับ ก.ล.ต.กัมพูชา เพื่อส่งเสริมการลงทุนในตลาดทุนร่วมกัน

"ญี่ปุ่นสนใจลงทุนในตลาดหุ้นไทย เพราะปัจจุบันอัตราผลตอบแทนในประเทศญี่ปุ่นอยู่ในระดับต่ำ เพียง 0.5% และแม้ไทยจะมีปัญหาทางการเมือง แต่มองว่าตลาดหุ้นไทยมีโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว จากพื้นฐานบริษัทจดทะเบียนมีคุณภาพสูง ที่สำคัญบริษัทจดทะเบียนไทยรายได้จากต่างประเทศกว่า 40% จึงอยากจะใช้ไทยเป็นฐานในการลงทุน"

ด้านนายชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกรุงเทพ กล่าวว่า ขณะนี้ธนาคารติดตามสถานการณ์การให้สินเชื่อ และเงินฝากตามปกติ พบว่าการเติบโตก็ยังมีอยู่ และบางส่วนอาจจะชะลอตัวบ้าง โดยยังคงตั้งเป้าการเติบโตสินเชื่อที่ 5-7% และคาดการณ์เศรษฐกิจจะโตในระดับ 3%