วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

สอท.วิตกการเมืองยืดเยื้อต่างชาติย้ายฐาน

ส.อ.ท.ห่วงปัญหาการเมืองยืดเยื้อต่างชาติสิ้นหวังย้ายฐานลงทุน แนะผู้ดูแลกฎหมายบังคับใช้กฎหมายเท่าเทียมและเที่ยงธรรม

นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวถึงกรณีที่นักลงทุนต่างชาติออกมาขีดเส้นให้ประเทศไทยต้องเร่งแก้ไขปัญหาทางการเมืองโดยเร็วว่า สาเหตุน่าจะมาจากนักลงทุน รอการแก้ปัญหาทางการเมืองของไทยมานานถึง 4 เดือนแล้ว หากต้องรอต่อไปอีกอาจมองว่าสิ้นหวัง (hopeless) ซึ่ง ส.อ.ท.ยอมรับว่า กังวลกรณีนี้เช่นกัน เพราะนักลงทุนเมื่อตัดสินใจย้ายการลงทุนออกไปแล้ว ก็ยากที่จะปรับแผนการลงทุนให้กลับเข้ามาลงทุนในประเทศไทยอีกครั้ง ดังนั้น จึงขอเรียกร้องให้ผู้ดูแลกกฎหมายต้องดูแลให้การบังคับใช้กฎหมายเท่าเทียมและเที่ยงธรรม ทุกฝ่ายต้องได้รับการปฏิบัติอย่างเสมอภาค และขอให้ทุกฝ่ายมีทัศนคติที่ยึดผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ

นายพยุงศักดิ์ กล่าวถึงความคืบหน้าในการแก้ปัญหาโครงการลงทุนขนาดใหญ่ มูลค่าเกิน 200 ล้านบาทขึ้นไป ที่ขอรับส่งเสริมการลงทุนกับบีโอไอ แต่บีโอไอไม่มีคณะกรรมการที่จะพิจารณาอนุมัติโครงการได้ ว่า เรื่องดังกล่าวเกิดขึ้น เพราะรัฐบาลรักษาการตั้งคณะกรรมการบีโอไอชุดใหม่ไม่ได้ ซึ่งเรื่องนี้สำนักงานบีโอไอสอบถามไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แล้ว กกต.แจ้งกลับมาบีโอไอว่า เป็นเรื่องที่ไม่อยู่ในขอบข่ายการทำงาน จึงเป็นเรื่องที่บีโอไอจะพิจารณาเอง ซึ่งบีโอไอต้องการความมั่นใจ จึงสอบถามไปยังสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และรอผลการพิจารณาที่คาดว่าจะทราบในเร็วๆ นี้

นายพยุงศักดิ์ กล่าวว่า นักลงทุนต่างชาติที่ยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนโครงการลงทุนขนาดใหญ่เกิน 200 ล้านบาทขึ้นไป ทั้งนักลงทุนไทยและต่างชาติ ซึ่งประมาณ50%เป็นนักลงทุนไทย มีโครงการที่ยังรอการพิจารณาจากคณะกรรมการบีโอไอ มูลค่ารวมประมาณ 500,000 ล้านบาท โครงการลงทุนที่รอบีโอไอเหล่านี้ ในภาพรวมเป็นโครงการขยายการลงทุนในธุรกิจเดิมให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันสูงขึ้น และมีบางส่วนที่เป็นโครงการลงทุนใหม่ ซึ่งในส่วนนี้หากมีมูลค่าโครงการไม่เกิน 200 ล้านบาท สำนักงานบีโอไอสามารถอนุมัติได้เอง ไม่ต้องผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการบีโอไอ

สำหรับการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าให้กับโครงการขนาดใหญ่ที่ค้างกว่า 500,000 ล้านบาท ขณะนี้สำนักงานบีโอไอเสนอทางออกโดยให้นักลงทุนพิจารณาแยกโครงการขนาดใหญ่ออกเป็นโครงการย่อย มีมูลค่าลงทุนแต่ละโครงการไม่เกิน 200 ล้านบาท เพราะอยู่ในอำนาจการพิจารณาของสำนักงานบีโอไอ โดยไม่ต้องนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการบีโอไอชุดใหม่ที่จะตั้งขึ้นมาในอนาคต