วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เกาะติดบจ.บุ๊คกำไรไอพีโอลูก

ก.ล.ต.แนะตลาด ทำความเข้าใจบจ.กรณีบันทึกกำไรไอพีโอบริษัทลูก หลัง "เอเชียน อินซูเลเตอร์" ลงบัญชีไม่ถูกต้องพร้อมสั่งชี้แจงและแก้ไข

รายงานข่าวจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ระบุว่าตลาดหลักทรัพย์ฯขอให้บริษัท เอเชียน อินซูเลเตอร์ (AI) ดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่ายลูกถ้วยไฟฟ้า เพื่อใช้ในกิจการไฟฟ้าและพลังงาน ชี้แจงการแก้ไขกำไรสุทธิที่ลดลงจาก 1,121 ล้านบาท เหลือเพียง 260 ล้านบาท หลังจากที่บริษัทได้นำส่งงบการเงินฉบับตรวจสอบประจำปี 2556 ต่อตลาดหลักทรัพย์ โดยงบกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จรวมได้รับรู้รายการกำไรจากการจำหน่ายเงินลงทุนในบริษัทย่อย 861 ล้านบาท และแสดงกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของบริษัท 1,121 ล้านบาท ต่อมาบริษัทได้นำส่งงบการเงินฉบับแก้ไข โดยปรับปรุงรายการกำไรจากการจำหน่ายเงินลงทุนในบริษัทย่อย คือบริษัท เอไอ เอนเนอร์จี (AIE) ที่เคยรับรู้ในงบกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จรวม 861 ล้านบาทมาบันทึกในส่วนของผู้ถือหุ้นของบริษัทใหญ่

ส่งผลให้บริษัทมีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของบริษัทตามงบการเงินฉบับแก้ไขลดลงเหลือเพียง 260 ล้านบาท เพื่อให้ผู้ลงทุนมีข้อมูลประกอบการตัดสินใจลงทุนอย่างครบถ้วน ตลาดหลักทรัพย์ฯ ขอให้บริษัทชี้แจงที่มาของรายการและสาเหตุที่บริษัทต้องปรับปรุงแก้ไขตัวเลขกำไรสุทธิในงบการเงินประจำปี 2556 ดังกล่าวจากการรับรู้กำไรการขาย AIE ในงบกำไรขาดทุนเป็นรับรู้ในส่วนของผู้ถือหุ้นรวมทั้งผลกระทบต่อฐานะการเงินของ AIและการแก้ไขตัวเลขกำไรสุทธิดังกล่าวจะมีผลกระทบต่อการจ่ายเงินปันผลที่ AI ได้ประกาศจ่ายที่อัตราหุ้นละ 2 บาท หรือไม่ อย่างไร ทั้งนี้ ตลาดหลักทรัพย์ ขอให้ AI ชี้แจงข้อมูลดังกล่าวภายในวันที่ 10 มี.ค.2557และขอให้ผู้ถือหุ้นและผู้ลงทุนศึกษาข้อมูลงบการเงินของบริษัทด้วยความระมัดระวังเพื่อประกอบการตัดสินใจลงทุน

นายธวัชชัย เกียรติกวานกุล ผู้อำนวยการฝ่ายกำกับบัญชีตลาดทุน สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวว่า สำนักงาน ก.ล.ต. อยู่ระหว่างประสานงานกับตลาดหลักทรัพย์ เพื่อทำความเข้าใจกับบริษัทจดทะเบียน เกี่ยวกับการบันทึกกำไรจากการขายหุ้นบริษัทลูก ซึ่งต้องบันทึกในส่วนของผู้ถือหุ้น ไม่ใช่งบกำไรขาดทุน หลังจากมีกรณีของบริษัท เอเชียน อินซูเลเตอร์ ที่บันทึกบัญชีไม่ถูกต้อง ซึ่ง ก.ล.ต.เชื่อว่าบริษัทไม่ได้ตั้งใจ และได้มีการแก้ไขแล้ว

สำหรับกรณีการจ่ายปันผลพิเศษหุ้นละ 2 บาทนั้น บริษัทฯสามารถจ่ายจากกำไรสะสมได้ แต่หากพิจารณาจากงบการเงินที่แก้ไขล่าสุด ในส่วนของงบรวม บริษัทฯมีกำไรสะสมอยู่เพียง 118 ล้านบาท ส่วนงบเดี่ยวมีกำไรสะสมประมาณ 1,100 ล้านบาท ซึ่งถึงแม้ว่าตามกฎหมายจะสามารถจ่ายปันผลจากกำไรสะสมในงบเดี่ยวได้ แต่ในแง่ของผู้ถือหุ้นหรือนักลงทุน จะดูในส่วนของงบรวมเป็นหลัก ซึ่งในกรณีนี้จะทำให้ในงบรวมพลิกเป็นขาดทุนสะสม และกินส่วนทุน ถือว่ากระทบต่อฐานะของบริษัทฯในงบการเงิน ซึ่งผู้บริหารต้องชั่งน้ำหนักว่า จะยังคงการจ่ายปันผลหรือไม่

"การจ่ายปันผลสามารถทำได้ เพราะบริษัทฯได้เงินจากการขายหุ้น AIE เข้ามาจริง แต่ผู้บริหารก็ต้องคิดให้รอบคอบ เพราะหากเอากำไรสะสมมาจ่าย ก็จะกระทบต่อฐานะการเงินในงบการเงินรวม ที่ต้องพลิกเป็นขาดทุนสะสม และกินในส่วนของผู้ถือหุ้น ตรงนี้จะสามารถตอบคำถามผู้ลงทุนได้หรือไม่ ซึ่งที่ผ่านมาก็มีบ้างที่บริษัทจดทะเบียนลงบัญชีผิด แต่กรณี AI ถือเป็นเคสแรก ที่มีการประกาศจ่ายปันผลพิเศษ ซึ่งในส่วนนี้ ก.ล.ต. จะเร่งประสานงานกับ ตลาดหลักทรัพย์ เพื่อให้ข้อมูลกับบริษัทจดทะเบียนในการบันทึกชีให้ถูกต้อง และไม่สร้างความสับสนให้กับนักลงทุน" นายธวัชชัยกล่าว ปัจจุบันบริษัทเอเชียน อินซูเลเตอร์ มีหุ้นที่จดทะเบียนทั้งหมด 500 ล้านหุ้น ซึ่งหากจ่ายปันผลหุ้นละ 2 บาท ต้องใช้เงิน 1,000 ล้านบาท ขณะที่ในงบการเงินปี 2556 ฉบับแก้ไข ในส่วนของงบการเงินรวม บริษัทฯมีกำไรสะสมจำนวน 117.99 ล้านบาท และส่วนผู้ถือหุ้น 3,673.92 ล้านบาท ส่วนงบเดี่ยว มีกำไรสะสม 1,119.29 ล้านบาท ส่วนผู้ถือหุ้น 2,572.06 ล้านบาท

แหล่งข่าว บริษัทเอเชียน อินซูเลเตอร์ กล่าวว่า ขณะนี้บริษัทอยู่ระหว่างการเตรียมข้อมูลชี้แจงตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นกับบริษัทเกิดจากการตีความในการบันทึกบัญชีที่ไม่ตรงกันระหว่างบริษัทกับตลาดหลักทรัพย์ โดยบริษัทมองว่าการขายหุ้นบริษัทลูกไปแล้วและน่าจะรับรู้เป็นกำไรจากเงินลงทุนและบันทึกไว้ในส่วนของกำไร แต่ตลาดหลักทรัพย์ต้องการให้บันทึกในส่วนของผู้ถือหุ้น ซึ่งเป็นไปตามมาตรฐานบัญชีใหม่ (IFRS) อย่างไรก็ตามปัญหาครั้งนี้จะไม่มีผลกระทบต่อการจ่ายเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้น เนื่องจากตามนโยบายปกติ บริษัทจะจ่ายเงินปันผลจากกำไรในงบเดี่ยว นอกจากนี้ ผู้ถือหุ้นเห็นข่าวดังกล่าวได้มีการโทรศัพท์มาสอบถามจำนวนมาก และบริษัทได้ทำความเข้าใจแล้ว

ด้านนายณรงค์ ธารีรัตนาวิบูลย์ ประธานกรรมการ บริษัท เอเชียน อินซูเลเตอร์ (AI) กล่าวว่า ผลการประชุมคณะกรรมการล่าสุด ยังคงให้บริษัทฯ จ่ายปันผลพิเศษปี 2556 หุ้นละ 2 บาท ซึ่งเป็นกำไรจากการขายหุ้น IPO ของ บริษัท เอไอ เอนเนอร์จี (AIE) และจากกำไรสุทธิ โดยการแก้ไขงบการเงิน ในส่วนของกำไรสุทธิปี 2556 ที่ลดลงจาก 1,121 ล้านบาท เหลือ 260 ล้านบาท เนื่องจากเปลี่ยนการบันทึกกำไรการขาย AIE จำนวน 861 ล้านบาท เป็นการรับรู้ในส่วนผู้ถือหุ้น แทนการรับรู้ในงบกำไรขาดทุน ถือเป็นการแก้ไขเพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานบัญชีเท่านั้น

การเคลื่อนไหวราคาหุ้นเอไอ เมื่อวานนี้ (6 มี.ค.2557) พบว่าราคาหุ้นปรับตัวลดลงทันที โดยปรับลดลงที่ต่ำสุด 13.10 บาท ซึ่งเป็นราคาที่เกือบต่ำสุดในรอบ 3 เดือน