วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ตลาดชี้ต่างชาติกลับซื้อหุ้น

ตลาดหลักทรัพย์ เผยนักลงทุนต่างชาติเริ่มกลับเข้าลงทุนหุ้นไทย หลังขายสุทธิไปแล้วกว่า 2.3 แสนล้านบาท เห็นสัญญาณการเมืองคลี่คลาย

นายจรัมพร โชติกเสถียร กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า ขณะนี้แรงขายของนักลงทุนต่างชาติเริ่มลดลง จากที่ขายสุทธิไปกว่า 2.3 แสนล้านบาท และเริ่มเห็นสัญญาณการเข้าซื้อ โดยในเดือนมี.ค.นี้ นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิตลาดหุ้นไทยแล้ว 4.6 พันล้านบาท สาเหตุมาจาก 2 ปัจจัย คือผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ที่ปรับเพิ่มขึ้นตามคาด โดยมียอดขาย 11.3 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 15% และมีกำไรสุทธิ 7.6 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.2% จากปีก่อนหน้า และยังเป็นผลมาจากการยุบรวมเวทีชุมนุมทางการเมืองเหลือเวทีเดียว ซึ่งทำให้นักลงทุนมองว่าสถานการณ์คลี่คลายในทางที่ดีขึ้น

“การยุบรวมเวทีชุมนุม และผลประกอบการบจ.ที่เป็นไปตาม ทำให้ดัชนีตลาดหุ้นไทยกระเตื้องขึ้นมาก ซึ่งแม้ว่าช่วงที่ผ่านมาตลาดปริมาณการซื้อขาย (วอลุ่ม) จะน้อย ดัชนีค่อนข้างผันผวน ปรับขึ้นลงถึง 200 จุด ในช่วงเวลาเพียง 2 สัปดาห์ แต่ก็เป็นโอกาสในการลงทุน โดยเฉพาะการลงทุนระยะยาว ซึ่งนักลงทุนจะดูผลประกอบการของบจ.ในระยะยาว ทำให้เกิดความมั่นใจที่จะเข้าลงทุน”

สำหรับแนวโน้มการเข้าตลาดของบจ.ใหม่นั้น ไม่ได้ปรับลดลง จำนวนบจ.ที่แจ้งความสนใจ และที่ยื่นแบบแสดงรายการข้อมูล (ไฟลิ่ง) ต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต) ไม่ได้ลดลง เพราะแม้ดัชนีจะปรับลดลง และผันผวน แต่ก็ยังสามารถระดมทุนได้ เพียงแต่ในการเข้าซื้อขาย (เทรด) นั้น อาจจะต้องดูจังหวะภาวะของตลาด ทำให้การเข้าตลาดล่าช้าออกไปบ้าง

เขากล่าวต่อว่า แม้ว่าภาวะตลาดจะไม่ดีเหมือนปีที่ผ่านมา แต่ตลาดหลักทรัพย์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ก็ยังคงมุ่งให้ความรู้ความเข้าใจ และจัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อสร้างนักลงทุนหน้าใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายว่าจะสร้างนักลงทุนหน้าใหม่ไม่น้อยกว่าปีที่ผ่านมา ซึ่งมีนักลงทุนหน้าใหม่เข้ามาในตลาดกว่า 1 แสนราย จากปกติที่จะมีนักลงทุนหน้าใหม่ประมาณปีละ 3 หมื่นรายเท่านั้น

นายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ประธานคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์ฯ กล่าวว่า สถานการณ์ในยูเครน ไม่มีผลกระทบโดยตรงต่อผู้ประกอบการและตลาดหุ้นไทย แต่อาจจะมีผลกระทบต่อจิตวิทยาการลงทุนบ้างเล็กน้อย หลังดัชนีดาวโจนส์ปรับลดลงไปน้อย เพียง 1% เท่านั้น

นายพิชัย เลิศสุพงศ์กิจ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการฝ่ายการตลาด บล.ธนชาตกล่าวว่า ตลาดหุ้นวานนี้เคลื่อนไหวแคบๆ ส่วนหนึ่งเป็นผลจากหุ้นขนาดใหญ่หลายตัวขึ้นเครื่องหมาย XD วันนี้ ทั้ง ปตท., แม็คโคร และไทยยูเนี่ยน โฟรเซ่น โปรดักส์ ขณะที่ตลาดเองก็ขึ้นมาต่อเนื่อง 7 วันทำการแล้ว ดัชนีปรับขึ้นราว 4% จึงเริ่มมีแรงขายทำกำไรออกมา

ทั้งนี้ ตลาดหุ้นยังต้องติดตามการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในสัปดาห์หน้า ซึ่งคาดว่าจะมีการลดดอกเบี้ยลง 0.25% โดยจะมีผลดีต่อหุ้นที่มี ความอ่อนไหวด้านดอกเบี้ย นอกจากนี้ ในช่วงนี้มีการทยอยประกาศจ่ายเงินปันผล จึงยัง เป็นปัจจัยสนับสนุนตลาด ขณะที่ปัจจัยต่างประเทศ ต้องติดตามการประชุมธนาคารกลางยุโรป (ECB) รวมถึงสถานการณ์ในยูเครน แม้ขณะนี้ผ่อนคลายลง แต่ก็เป็นปัจจัยที่ต้องติดตาม

ด้านฝ่ายวิจัย บล.ทิสโก้ ระบุว่าสัดส่วนการถือครองหุ้นไทยของนักลงทุนต่างชาติลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบกว่า 10 ปี อยู่ที่เพียง 20%จากเคยอยู่ที่ 30-35% ขณะที่เม็ดเงินต่างชาติที่ไหลเข้ามาหลังเกิดวิกฤตเศรษฐกิจโลกตั้งแต่ปี 2552 เป็นต้นมา โดยที่ปรับด้วยผลตอบแทนของดัชนีตลาดหลักทรัพย์ที่เปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาดังกล่าวแล้ว พบว่าเม็ดเงินข้างต้นเหลืออีกไม่ถึง 4.3 หมื่นล้านบาท สะท้อนได้ว่าแรงขายของต่างชาติมีอีกไม่มาก

ทั้งนี้ ประเมินว่าดัชนีตลาดหลักทรัพย์ทำจุดต่ำสุดของปี 2557 ที่ระดับ 1,205 จุดเมื่อต้นเดือนม.ค. จึงเชื่อว่าตลาดหุ้นไทยพ้นจุดต่ำสุดไปแล้วเนื่องจาก โอกาสที่วิกฤตการเมืองในครั้งนี้จะจบแบบกรณีเลวร้ายสุด เช่นการนองเลือด การจลาจล สงครามกลางเมือง หรือแม้แต่การทำรัฐประหาร มีความเป็นไปได้น้อย จึงไม่น่าจะมีแรงเทขายหุ้นกระทุ้งลงมาแบบหนักๆ อีก ขณะเดียวกัน ตลอดช่วงที่มีการชุมนุมมา 4 เดือนเต็มที่ผ่านมา ราคาหุ้นปัจจุบันน่าจะซึมซับข่าวร้ายทางการเมืองมาในระดับหนึ่งแล้ว

นอกจากนี้ นักวิเคราะห์ในตลาดเริ่มหันมาประมาณการเศรษฐกิจและผลกำไรบจ.ลงมาแล้ว ปัจจุบัน ตลาดคาดเศรษฐกิจปีนี้โต 3.2% เทียบกับช่วงปลายปีที่แล้วที่เพิ่งเริ่มมีการชุมนุมทางการเมืองใหม่ๆ ยังอยู่ที่ 4.5% ส่วนคาดการณ์กำไรบจ.ปี 2557 ก็ถูกปรับลงเช่นกัน อัตราการเติบโตของกำไรสุทธิต่อหุ้นปี 2557 ที่ราว 11-12%

นายชนิตร ชาญชัยณรงค์ รองผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่าบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ฯ (SET) จำนวน 491 บริษัท หรือ 96.84% จากทั้งหมด 507 โดยยอดขายรวมปี 2556 อยู่ที่ 10,983,200 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.89% จากปีก่อน และมีกำไรสุทธิ 789,386 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.22% ด้านประสิทธิภาพการทำกำไรปีนี้เทียบกับปีที่แล้ว อัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นจาก 17.64% เป็น 18.44% อัตรากำไรสุทธิเพิ่มขึ้นจาก 7.03% เป็น 7.19% ด้านอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (ไม่รวมอุตสาหกรรมการเงิน) อยู่ที่ 1.24 เท่า

ทั้งนี้ บริษัทจดทะเบียนที่มีกำไรปี 2556 สูงสุด 5 อันดับแรก คือบริษัท ปตท. (PTT) บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP)ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) และบริษัท ปูนซีเมนต์ไทย (SCC)