วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

กสิกรลดเป้าสินเชื่อเหลือ7-8%

กสิกรลดเป้าสินเชื่อเหลือ 7-8% หลังเศรษฐกิจชะลอการเมืองไร้แววตั้งรัฐบาลใหม่ ขณะที่เอ็นพีแอลมีโอกาสปรับเพิ่มขึ้นได้จากเป้าเดิม 2.2%

กสิกรลดเป้าสินเชื่อเหลือ 7-8% หลังเศรษฐกิจชะลอการเมืองไร้แววตั้งรัฐบาลใหม่ ขณะที่เอ็นพีแอลมีโอกาสปรับเพิ่มขึ้นได้จากเป้าเดิม 2.2% ขณะที่สินเชื่อบ้าน 2 เดือนแรกโตลดลง 12.5% มองสินเชื่อบ้านถึงจุดต่ำสุด เดือนนี้น่าจะฟื้นตัวได้ ล่าสุดจับมือบตท.ขายพอร์ตสินเชื่อบ้านหมื่นล้านบาท "แบงก์ชาติ" สั่งเฝ้าระวังปัญหาเอ็นพีแอล หนุนแบงก์เข้าช่วยเหลือลูกค้า หากพบขาดปัญหาสภาพคล่อง ชี้ "รายใหญ่" ไร้ปัญหา เหตุสายปานยาวทนผลกระทบได้สูง "เอสเอ็มอี" มีบางรายได้รับผลกระทบ แต่มั่นใจโดยภาพรวมไม่น่าห่วง เหตุแบงก์ให้การช่วยเหลือเต็มที่

นายปรีดี ดาวฉาย กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ธนาคารเตรียมปรับลดเป้าหมายสินเชื่อลงเหลือ 7-8% ในเร็ว ๆ นี้ตามการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ที่ลดลงเหลือ 3% จากเดิมคาดว่าจีดีพีจะอยู่ที่ 5% และเป้าสินเชื่อจะอยู่ที่ 9-11% เนื่องจากปัญหาการเมืองที่ยังไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ ขณะเดียวกันธนาคารต้องระมัดระวังการปล่อยสินเชื่ออีกด้วย

ส่วนแนวโน้มหนี้เอ็นพีแอลในปีนี้มีโอกาสที่จะปรับเพิ่มขึ้นได้ แต่ในเบื้องต้นธนาคารตั้งเป้าหมายที่จะรักษาระดับเอ็นพีแอลให้อยู่ในระดับต่ำกว่า 2.2% จากปัจจุบันอยู่ที่ 2.02% โดยจะต้องประเมินสถานการณ์ในระยะต่อไป หากเอ็นพีแอลยังเพิ่มขึ้นก็อาจต้องขยับเป้าหมายดังกล่าวเพิ่มขึ้นด้วย ส่วนทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายคาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับ 2.25% เนื่องจากการปรับขึ้นดอกเบี้ยในสถานการณ์ขณะนี้ไม่น่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากนัก

ขณะที่สถานการณ์ของสินเชื่อที่อยู่อาศัย แม้จะยังขยายตัวได้อยู่ แต่ธนาคารจะขยายตัวในระดับเดียวกับตลาดอสังหาริมทรัพย์ ที่คาดว่าจะชะลอตัวโดยในขณะนี้ผู้ประกอบการเริ่มระมัดระวังการขยายโครงการใหม่ ขณะที่ผู้บริโภคก็ชะลอการซื้อที่อยู่อาศัยเพราะไม่มั่นใจในภาวะเศรษฐกิจ

ด้านนายชาติชาย พยุหนาวีชัย รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ในช่วง 2 เดือนแรกของปีสินเชื่อบ้านของธนาคารเติบโตต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยขยายตัวเพียง 4.2 พันล้านบาท ลดลง 12.5% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อนที่อยู่ที่ 4.8 พันล้านบาท โดยปีนี้ธนาคารยังคงตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อบ้านใหม่ที่ระดับ 5.2 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 8% แต่ธนาคารยังไม่ปรับเป้าในขณะนี้

"คาดสินเชื่อบ้านไตรมาสแรกจะหดตัว 10% จาก 2 เดือนแรกที่หดตัว 12.5% แต่เชื่อว่าสินเชื่อบ้านได้ถึงจุดต่ำสุดไปแล้วจากนี้จะค่อย ๆ ฟื้นตัว โดยในเดือนมี.ค.นี้น่าจะปล่อยสินเชื่อได้ 5 พันล้านบาท"

นอกจากนี้ธนาคารได้ร่วมมือกับบรรษัทตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัย (บตท.) เพื่อขายพอร์ตสินเชื่อบ้านสำหรับปีนี้วงเงิน 1 หมื่นล้านบาท โดยในช่วงที่ผ่านมา บตท.ได้ซื้อสินเชื่อที่อยู่อาศัยของธนาคารผ่านโครงการนี้ไปกว่า 5.4 พันล้านบาท

ขณะที่แหล่งข่าวจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ธปท.อยู่ระหว่างเดินสายตรวจสอบฐานะการเงินและการดำเนินงานของธนาคารพาณิชย์ ซึ่งเป็นการตรวจสอบประจำปี จากการพูดคุยกับผู้บริหารของธนาคารพาณิชย์หลายราย ทำให้มั่นใจว่า ผลกระทบทางการเมืองที่เกิดขึ้นยังไม่ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการรายใหญ่อย่างมีนัยสำคัญ

"เท่าที่เราตรวจสอบดู จะบอกว่าผู้ประกอบการรายใหญ่ไม่ได้รับผลกระทบเลยคงไม่ได้ เพียงแต่เขามีสายป่านที่ยาว และที่ผ่านมามีกำไรจากการดำเนินงานดี และยังมีสต็อกสินค้า หรือรายได้ที่รอเรียกเก็บจำนวนมาก แม้ผลกระทบจะมีบ้าง แต่โอกาสพัฒนากลายเป็นเอ็นพีแอลเลยเป็นไปได้น้อยมาก"

ส่วนผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ยอมรับว่า มีบางรายอาจได้รับผลกระทบบ้าง โดยขอให้ธนาคารพาณิชย์ติดตามดูใกล้ชิด และขอให้ช่วยเหลือกรณีที่เห็นว่า ผู้ประกอบการเหล่านี้ มีปัญหาจนอาจพัฒนากลายเป็นหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) อย่างไรก็ตามโดยภาพรวมแล้วยังไม่น่ากังวลแต่อย่างใด

"เราได้ให้แนวทางไปว่า ถ้าเห็นลูกหนี้รายใดเริ่มมีสัญญาณที่ไม่ดี ก็ควรรีบเข้าช่วยเหลือ เพราะหากปล่อยทิ้งไว้ อาจกลายเป็นเอ็นพีแอลขึ้น ถ้าเป็นเช่นนั้นการแก้ไขก็จะยิ่งยากตามไปด้วย"

การเข้าตรวจสอบธนาคารพาณิชย์ของธปท.นั้น ถือเป็นการตรวจสอบประจำปีตามปกติ รวมทั้งยังตรวจสอบผลการทำแบบทดสอบภาวะวิกฤติ (STRESS TEST) ด้วย ซึ่ง ธปท. ได้ให้แนวทางในการทำ Stress Test กับสถาบันการเงินไปตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา โดยขอให้ใส่สมมติฐานว่า หากเศรษฐกิจโลกเติบโตน้อยกว่าที่คาดการณ์เอาไว้ รวมทั้งการที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ลดขนาดของมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) ลง จนทำให้เศรษฐกิจไทยปีนี้เติบโตต่ำกว่า 3% จะส่งผลกระทบอย่างไรกับธนาคารพาณิชย์บ้าง

แหล่งข่าวกล่าวด้วยว่า ธปท.อยู่ระหว่างรวบรวมผลการทำ Stress Test ของธนาคารพาณิชย์เพิ่มมาประเมินสถานการณ์ในภาพรวมอีกครั้ง ซึ่งล่าสุดก็ได้ขอให้ใส่สมมติฐานเพิ่มเติมเข้าไปว่า หากเศรษฐกิจไทยในปีนี้เติบโตน้อยกว่าปีที่ผ่านมา จะมีผลต่อฐานะการเงินและลูกหนี้ของสถาบันการเงินอย่างไรบ้าง

"สมมติฐานในการขอให้แบงก์ทำ Stress Test เมื่อปลายปีที่ผ่านมา เราขอให้เขาใส่สถานการณ์ว่า หากเศรษฐกิจเติบโตต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้มากๆ จะเป็นอย่างไรบ้าง ซึ่งก็เข้ากับสถานการณ์ในขณะนี้ และเราเองก็ถือโอกาสในการออกตรวจสอบแบงก์สอบถามถึงสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบันว่าเป็นอย่างไร โดยเฉพาะประเด็นความเป็นห่วงเรื่องเอ็นพีแอล พร้อมกับขอให้แบงก์ดูแลลูกหนี้อย่างใกล้ชิด หากลูกหนี้รายใดมีปัญหาเรื่องขาดสภาพคล่อง ก็ขอให้มีการช่วยเหลือ เพื่อป้องกันปัญหาการไหลเป็นเอ็นพีแอลในอนาคต ส่วนลูกหนี้รายใหญ่ ยืนยันว่ายังไม่เห็นผลกระทบ เพราะสายป่านเขายาว" แหล่งข่าวกล่าว

ด้านนายปพนธ์ มังคละธนะกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารเอสเอ็มอีและซัพพลายเชน ทีเอ็มบี กล่าวว่า การเมืองภายในประเทศที่ยืดเยื้อ ทำให้การบริโภคและการจับจ่ายใช้สอยของประชาชนลดน้อยลง ส่งผลให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีต้องชะลอ หรือลดการผลิตลง ผู้ประกอบการจึงต้องระมัดระวังเรื่องสภาพคล่อง และปรับตัวให้อยู่ได้ ซึ่งการเพิ่มยอดขายอาจเป็นเรื่องยากเพราะตลาดไม่โต

"ทีเอ็มบีจึงแนะผู้ประกอบการ มองปัจจัยภายในของตัวเอง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้มีกำไรอยู่ได้ โดยเน้นการบริหารจัดการภายในองค์กร และบริหารต้นทุนตนเอง ถ้าต้องการได้กำไรเท่าเดิม"

เขากล่าวว่า ทีเอ็มบีได้ส่งเจ้าหน้าที่ไปพูดคุยกับลูกค้าที่ได้รับผลกระทบ แบบเจาะจงเป็นรายๆ ไป เพราะลูกค้าแต่ละรายได้รับผลกระทบแตกต่างกัน ซึ่งจะทำให้ธนาคารได้รับรู้ปัญหาที่เกิดขึ้นกับลูกค้าโดยตรง และแก้ปัญหาให้ลูกค้าได้ถูกจุด ส่วนการเพิ่มประสิทธิภาพ ก่อนหน้านี้ได้จัดอบรมให้ลูกค้า เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และขบวนการผลิต

นางอังคณา ปิลันธน์โอวาท ไชยมนัส กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยผลการดำเนินงานปี 2556 ว่า ธนาคารปล่อยสินเชื่อใหม่ได้ 126,839 ล้านบาท เกินกว่าเป้าที่ตั้งไว้ 120,000 ล้านบาท มียอดสินเชื่อคงค้างรวม 736,467 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.31% มีเอ็นพีแอล 45,049 ล้านบาท คิดเป็น 6.12% ของยอดสินเชื่อรวม ซึ่งลดลง 9,362 ล้านบาท มีเอ็นพีเอคงเหลือ 1,662 ล้านบาท ลดลง 29.9 % โดยมีสินทรัพย์รวม 766,274 ล้านบาท เพิ่มขึ้น. 30,279 ล้านบาท เงินฝากรวม 599,898 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 28,677 ล้านบาท มีกำไรสุทธิ 8,188 ล้านบาท

"ปีนี้ธนาคารยังคงดำเนินแผนยุทธศาสตร์เชิงรุก โดยกำหนดเป้าสินเชื่อปล่อยใหม่ไว้ 130,000 ล้านบาท รุกทำการตลาดครบวงจรควบคู่กับกลยุทธ์มุ่งเน้นบริการที่เป็นเลิศ ขยายสาขาให้ครอบคลุมทุกจังหวัด เพื่อรองรับเออีซีในปี 2558"