พาณิชย์ เซ็นสัญญาขายข้าวจีทูจีล็อตใหญ่ให้จีน 1ล้านตัน ส่งมอบใน 1 ปี เริ่มส่ง 4แสนตัน เดือนมี.ค.-ก.ค.นี้ เผยเผยหลายประเทศรอเจรจาซื้อจีทูจี
แผนการระบายข้าวของรัฐบาลกำลังดำเนินไปอย่างเร่งรีบ เพื่อนำเงินมาใช้หนี้ให้กับชาวนาในโครงการรับจำนำ ที่ยังคงค้างอยู่ในวงเงินประมาณ 1.1 แสนล้านบาท ล่าสุดได้มีการเซ็นสัญญาขายข้าวรัฐต่อรัฐให้รัฐบาลจีนปริมาณ 1 ล้านตัน พร้อมกับเร่งแผนระบายข้าวภายในประเทศ การเร่งเบิกเงินงบกลาง 2 หมื่นล้านจ่ายให้กับชาวนา
นายสุรศักดิ์ เรียงเครือ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่าตนได้เดินทางไปกรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยวานนี้ (5 มี.ค.) กรมฯได้ลงนามสัญญาซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) กับบริษัทคอฟโก ซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจที่นำเข้าสินค้าเกษตรของรัฐบาลจีน ในปริมาณรวม 1 ล้านตัน
ทั้งนี้ข้าวที่ซื้อขายกัน แบ่งเป็นข้าวหลายชนิด มีกำหนดส่งมอบเป็นรายงวดและต้องส่งมอบให้เสร็จภายใน 12 เดือน โดยข้าวล็อตแรกจะเริ่มส่งมอบ 4 แสนตัน ในช่วงเดือนมี.ค.-ก.ค. และข้าว 1 แสนตัน จะส่งมอบให้จีนเสร็จสิ้นภายในสิ้นเดือนมี.ค.นี้ ส่วนที่เหลือก็จะส่งมอบภายในระยะเวลาที่กำหนด
“ราคาที่ขายข้าวให้จีนนั้น เป็นราคาตลาดตามแต่ละล็อตที่ส่งมอบ และการขายครั้งนี้เป็นแบบเอฟโอบี ซึ่งไทยจะรับผิดชอบตั้งแต่การปรับปรุงคุณภาพข้าวจนถึงการขนส่ง ณ ท่าเรือ” นายสุรศักดิ์ กล่าว
ชี้สัญญาณบวกจีนซื้อข้าวไทย
อย่างไรก็ตาม การลงนามสัญญาซื้อขายข้าวครั้งนี้ เป็นสัญญาณเชิงบวกที่หน่วยงานของรัฐบาลจีน ได้แสดงความสนใจที่จะเพิ่มปริมาณการซื้อขายข้าวจากรัฐบาลไทยต่อไปในอนาคต โดยจะช่วยเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดและขยายตลาดข้าวไทยในตลาดโลกอีกด้วย และหลังจากนี้กรมจะเร่งดำเนินการออกประกาศเชิญชวน เพื่อให้ผู้ประกอบการเสนอราคาปรับปรุงคุณภาพข้าวสารเพื่อส่งมอบข้าวสารให้แก่คอฟโกโดยเร็ว เพื่อให้การส่งมอบข้าวเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและเป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในสัญญา
นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า ขณะนี้มีอีกหลายประเทศที่อยู่ระหว่างการเจรจาหารือ และคาดว่าในเร็วๆ นี้ ไทยน่าจะประสบความสำเร็จในการทำสัญญาซื้อขายข้าวแบบจีทูจีกับอีกหลายประเทศ
นอกจากการขายข้าวในรูปแบบจีทูจีแล้ว กรมจะเร่งระบายข้าวด้วยวิธีออกประกาศเชิญชวนเป็นการทั่วไป ให้แก่ผู้ประกอบการที่สนใจเข้าร่วมยื่นซองเสนอราคาซื้อข้าวในสต็อกของรัฐบาลในวันที่ 10 มี.ค. ประมาณ 5.17 แสนตัน คาดว่าจะมีผู้สนใจเข้าร่วมประมูลจำนวนมาก และจะทำให้การระบายข้าวของรัฐบาลเป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้อย่างแน่นอน
ผู้ส่งออกพร้อมปรับปรุงข้าวส่งมอบ
นายเจริญ เหล่าธรรมทัศน์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวว่า จีนมีความต้องการนำเข้าข้าวเฉลี่ยปีละ 4 ล้านตัน การที่จีนซื้อข้าวจากไทยปีนี้ 1 ล้านตัน อาจต้องนำเข้าจากประเทศอื่นน้อยลง เช่น เดิมนำเข้าจากเวียดนาม 2 ล้านตัน จากพม่า ผ่านตามแนวชายแดน 1 ล้านตัน ก็อาจต้องลดการนำเข้าในส่วนนั้นลง
ทั้งนี้ สมาคมฯพร้อมให้ความร่วมมือหากรัฐบาลต้องการหาเอกชนทำหน้าที่ปรับปรุงคุณภาพข้าว เพื่อส่งมอบตามคำสั่งซื้อครั้งนี้ ซึ่งได้เคยดำเนินการมาก่อนหน้านี้ ในการขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐกับมาเลเซีย ปริมาณ 2 แสนตัน
เชื่อจีนซื้อราคาตลาดไม่สูงมาก
ส่วนราคาในการตกลงซื้อขายครั้งนี้ ประเมินว่าน่าจะเป็นราคาตลาดเพราะไม่มีเหตุผลที่จีนจะซื้อข้าวจากไทยในราคาแพง เนื่องจากขณะนี้มีปริมาณข้าวในตลาดอยู่มาก ทั้งเวียดนามซึ่งผลผลิตกำลังออกสู่ตลาด และอินเดีย ซึ่งประเมินว่ามีข้าวในสต็อกอยู่ถึง 30 ล้านตัน
อย่างไรก็ตาม ข้อตกลงขายข้าวในครั้งนี้ ไม่ส่งผลต่อราคาตลาด แม้ในภาพรวมจะเป็นการขายข้าวปริมาณมากถึง 1 ล้านตัน แต่เป็นการทยอยส่งมอบ เฉลี่ยเดือนละ 1 แสนตันเท่านั้น ซึ่งสวนทางกับท่าทีของรัฐบาลไทยที่แสดงออกชัดเจนว่าต้องการขายข้าวให้ได้เดือนละ 1 ล้านตัน ผ่านวิธีต่างๆ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้ราคาตลาดขณะนี้มีแนวโน้มลดลง
จี้ถามสถานทูตหวั่นรัฐแย่งโควตา
นายเจริญ กล่าวว่า ปริมาณการค้าข้าวกับจีนที่ได้ทำการตกลงซื้อขายข้าวจากรัฐบาลไทยแล้ว 1 ล้านตัน ว่า จะถือเป็นโควตาก้อนเดียวกับที่ COFCO ได้เคยให้ไว้กับสมาคมฯ ว่าเอกชนไทยจะได้โควตาพิเศษปีละ 2 แสนตัน นาน 5 ปี เพื่อส่งออกข้าวไทยจีนภายใต้อัตราภาษี 0% หรือไม่ เบื้องต้นสมาคมได้ทำหนังสือสอบถามความคืบหน้าการดำเนินการ เพื่อประกาศมอบโควตาให้เอกชนไทยและสอบถามข้อสงสัยดังกล่าวไปยังสถานทูตจีนประจำประเทศไทยแล้ว หากเป็นการใช้โควตาในก้อนเดียวกัน ก็จะทำให้การส่งออกข้าวจากเอกชนนอกโควตา ต้องเสียภาษีในอัตราสูงกว่า 60% ตามที่จีนได้ตกลงไว้กับองค์การการค้าโลก (WTO)
รายงานข่าวระบุว่า เมื่อจีนเข้าเป็นสมาชิก WTO ในปี 2001 ได้มอบหมายให้คอฟโกเป็นผู้นำเข้าโดยเปิดโควตานำเข้าปีละไม่เกิน 5.25 ล้านตันเป็นข้าวเมล็ดยาว 50% ข้าวเมล็ดสั้น 50% หากนำเข้าในโควตาเสียภาษี 1% หากเกินโควตาเสียภาษี 65% ในทางปฏิบัติภาคเอกชนจีน หรือโดยภาครัฐมีการนำเข้าสำหรับข้าวเมล็ดยาวไม่เกิน 1.33 ล้านตัน เพื่อหลีกเลี่ยงการเสียภาษี 65% จากตัวเลขการนำเข้าข้าวของจีนในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา โดยเฉลี่ยจีนนำเข้าข้าวจากไทยประมาณ 2-3 แสนตัน โดยจีนนำเข้าข้าวทั้งหมดในปี 2012 ประมาณ 2.6 ล้านตันเท่านั้น
ธ.ก.ส.คาดเดือนนี้เงิน 3 หมื่นล้านถึงชาวนา
นายลักษณ์ วจนานวัช กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กล่าวว่า ประมาณ 1 สัปดาห์นับจากนี้ งบกลางจำนวน 2 หมื่นล้านบาท ที่ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) อนุมัติให้รัฐบาลรักษาการนำมาใช้ในโครงการรับจำนำข้าวในปี 2556/57 จะถูกโอนเข้าธ.ก.ส.เพื่อนำไปจ่ายให้เกษตรกรที่ยังไม่ได้รับเงินจากโครงการ โดยการดำเนินการเบิกจ่ายงบดังกล่าวเป็นหน้าที่ของกระทรวงพาณิชย์ที่เป็นผู้รับผิดชอบ
นายลักษณ์ กล่าวว่า เมื่อ ธ.ก.ส.ได้เงินจำนวนดังกล่าวมาแล้ว จะดำเนินการจ่ายตามลำดับใบประทวนที่ขึ้นบัญชีรับเงินไว้ โดยจะต้องเป็นใบประทวนที่เกิดขึ้นก่อนที่รัฐบาลจะยุบสภา ซึ่งก็คือวันที่ 9 ธ.ค. 2556 ซึ่งเท่าที่ประเมินจำนวนเงินที่ค้างจ่ายก่อนรัฐบาลยุบสภาจะเหลืออยู่ที่ประมาณ 3-4 หมื่นล้านบาท ดังนั้น วงเงินงบกลางที่ได้มาจำนวน 2 หมื่นล้านบาท จึงไม่เพียงพอ
อย่างไรก็ตาม ในช่วงเดือนมี.ค. ทางกระทรวงพาณิชย์ได้แจ้งว่า จะมีเงินส่งคืนจากการระบายข้าวจำนวนประมาณ 1 หมื่นล้านบาท มาให้แก่ ธ.ก.ส. ขณะเดียวกัน หลังจากที่ ธ.ก.ส.จัดตั้งกองทุนช่วยเหลือชาวนาก็คาดว่า จะมีเงินจำนวนหนึ่งหรือราว 1-2 พันล้านบาทที่สามารถนำไปจ่ายให้เกษตรกร จึงทำให้ยอดเงินค้างจ่ายเกษตรกรที่มีใบประทวนก่อนรัฐบาลยุบสภาเหลือจำนวนไม่มากนัก หรือ อาจจะสามารถจ่ายได้ครบทั้งหมด
บอนด์ออมทรัพย์ 2 สัปดาห์สรุปคลังค้ำหรือไม่
สำหรับยอดใบประทวนที่เกิดหลังจากรัฐบาลยุบสภานั้น นายลักษณ์กล่าวว่า น่าจะมีเหลืออยู่ประมาณ 7 หมื่นล้านบาท ในจำนวนนี้ ทางกระทรวงการคลัง อยู่ระหว่างการหาแนวทางระดมเงินเข้ามาช่วยเหลือ โดยแนวทางหลัก คือ การออกพันธบัตรออมทรัพย์ ธ.ก.ส.ในรูปแบบที่กำลังหารือว่า กระทรวงการคลังจะเข้าไปค้ำประกันหรือไม่ค้ำประกันพันธบัตรนี้ แต่เท่าที่ได้หารือเบื้องต้น คาดว่า ทางกระทรวงการคลังจะไม่ค้ำพันธบัตร ซึ่งคาดว่าภายใน 2 สัปดาห์ จะได้ข้อสรุป
นายลักษณ์ กล่าวว่า หากกระทรวงการคลังไม่ค้ำประกันพันธบัตร ทาง ธ.ก.ส.จะใช้เวลาประมาณ 2 เดือน ในการดำเนินการตามขั้นตอนของการออกพันธบัตร ทั้งการจ้างที่ปรึกษา การจัดเรทติ้ง และ การขออนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแล เป็นต้น
"หากกระทรวงการคลัง จะให้ ธ.ก.ส.เป็นผู้ออกพันธบัตร โดย กระทรวงการคลังไม่ค้ำประกัน ก็ยังไม่แน่ใจในเรื่องการจัดอันดับเรทติ้งและความสนใจของผู้ซื้อ ซึ่งจะต้องมีการหารือกับกระทรวงการคลังด้วย เพราะว่าโครงการรับจำนำข้าว เป็นโครงการตามนโยบายของรัฐบาล โดยจุดยืนของ ธ.ก.ส.ต้องการให้กระทรวงการคลัง เป็นผู้จัดหาเงินชำระหนี้ให้ชาวนา"
อย่างไรก็ดี ทางฝ่ายกฎหมายของธนาคารได้ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการระดมเงินเข้ามาดำเนินโครงการจำนำข้าว ว่า จะต้องเป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 3 ก.ย. 2556 ที่มีมติให้กระทรวงการคลังเป็นผู้จัดหาเงินกู้จำนวน 1.3 แสนล้านบาท เพื่อใช้ในโครงการจำนำข้าวปี 2556/57 นอกจากนี้ ยังต้องเป็นไปตามแผนการก่อหนี้สาธารณะที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติเมื่อวันที่ 21 ม.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งกระทรวงการคลังจะเป็นผู้ค้ำประกันภายใต้แผนก่อหนี้ดังกล่าว
"สำหรับวงเงินที่จะออกนั้น เข้าใจว่าจะต้องดำเนินการเต็มวงเงินที่ค้างจ่ายส่วนที่เหลือ โดยจะดำเนินการออกเป็นล็อตๆ ละ 2 หมื่นล้านบาท" นายลักษณ์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่มีข้อสรุปเรื่องจำนวนเงินการออกพันธบัตรว่าจะเป็นจำนวนเท่าไร แต่หากมีการออกก็จะทยอยออกเป็นช่วงๆ เหมือนที่กระทรวงการคลังเคยดำเนินการ รอบละ 2 หมื่นล้านบาท เพื่อดูการตอบสนองของตลาดเงิน ที่เข้ามาในแต่ละรอบ






