วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

คาดขายตั๋วพี/เอ็นต่ำเป้าเหตุรสก.ไม่กล้าลงทุน

"คลัง"คาดประมูลตั๋วพีเอ็นจ่ายค่าข้าว ต่ำกว่าเป้า 2 หมื่นล้าน เหตุกระแสคัดค้านทำให้รัฐวิสาหกิจไม่กล้าลงทุน

การประมูลตั๋วสัญญาใช้เงินหรือตั๋วพีเอ็นในวันนี้ (27 ก.พ.) กระทรวงการคลัง คาดว่าจะได้น้อยกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ในการประมูลครั้งแรกที่ 20,000 ล้านบาท เพื่อนำไปใช้จ่ายเงินในโครงการรับจำนำข้าว

รัฐบาลกำลังประสบปัญหาในการหาเงินมาจ่ายหนี้โครงการจำนำข้าว หลังจากมีความไม่ชัดเจนในข้อกฎหมาย ว่า รัฐบาลรักษาการจะสามารถกู้เงินจำนวนมาก มาใช้ในโครงการดังกล่าวได้หรือไม่ ขณะที่แนวทางที่รัฐบาลพยายามดำเนินการก็ไม่ประสบความสำเร็จ ทั้งการเปิดประมูลเงินกู้จากธนาคารพาณิชย์ และการให้สถาบันการเงินของรัฐปล่อยกู้ให้แก่ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)

การเปิดประมูลตั๋วพีเอ็น ถือเป็นความพยายามครั้งใหม่ โดย สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) กระทรวงการคลังได้ทำหนังสือเชิญชวนให้หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ มาร่วมประมูลตั๋วสัญญาใช้เงิน หรือ พีเอ็น วงเงิน 2 หมื่นล้านบาท ด้วยการเสนออัตราดอกเบี้ยเข้ามาให้ สบน.พิจารณา หากเป็นอัตราที่ สบน. รับได้ ก็จะจัดสรรพีเอ็นให้ตามที่เสนอมา แต่หาก สบน. ไม่รับ เพราะอัตราดอกเบี้ยสูงไป ก็ถือว่าการประมูลล้มเหลว

แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง กล่าวว่า จากการประเมินการประมูลพีเอ็น ในครั้งนี้ อาจไม่ได้เต็มทั้งวงเงินที่เสนอ เนื่องจากมีกระแสการคัดค้านเกิดขึ้นภายในองค์กรรัฐวิสาหกิจบางแห่ง อย่างไรก็ตาม หากผลการประมูลออกมาได้รับเงินไม่ถึง 2 หมื่นล้านบาท ก็ไม่เป็นปัญหา แต่จะเป็นการส่งสัญญาณต่อตลาดว่าการประมูลของ สบน.ได้ดำเนินการตามกฎหมายและขั้นตอนต่างๆ อย่างถูกต้อง

"เราไม่คาดคิดว่าจะได้เงินครบทั้ง 2 หมื่นล้านบาท จากการเสนอประมูลเงินกู้ด้วยตั๋วสัญญาใช้เงินในวันนี้ แต่อย่างน้อยจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับตลาดได้ หลังจากที่ สบน. ได้เคยเสนอออกพันธบัตรวงเงิน 2 หมื่นล้านบาท แต่ได้ยกเลิกการประมูลไป เนื่องจากมีสถาบันการเงินเสนออัตราดอกเบี้ยสูงเกินไป"

ทั้งนี้ วงเงินพีเอ็น จำนวน 2 หมื่นล้านบาท เมื่อรวมกับงบกลางที่คณะรัฐมนตรีมีมติให้จัดสรรมาเพื่อจ่ายเงินให้ชาวนาในวงเงิน 2 หมื่นล้านบาท รวมเป็น 4 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะนำมาจ่ายหนี้ให้กับชาวนาที่อยู่ในรายชื่อที่จะต้องจ่ายตั้งแต่เดือนธ.ค. 2556

กปน.ขอบอร์ดตัดสินใจ

นายธนศักดิ์ วัฒนฐานะ ผู้ว่าการ การประปานครหลวง หรือ กปน. กล่าวว่า กปน.ยังไม่ได้ซื้อตั๋วพีเอ็น วงเงิน 1,000 ล้านบาท เพื่อให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. นำเงินไปจ่ายในโครงการจำนำข้าว ตามที่เป็นข่าวแต่อย่างใด แต่ยอมรับว่า ได้รับหนังสือขอความร่วมมือจากกระทรวงการคลังให้ซื้อตั๋วเงินดังกล่าวจริง ซึ่งต้องให้คณะกรรมการ กปน.พิจารณาอีกครั้ง ในวันที่ 7 มี.ค. นี้

ทั้งนี้ กปน. มีสภาพคล่องประมาณ 4,000 ล้านบาท หากจะช่วยซื้อก็ทำได้ในวงเงิน 1,000 ล้านบาท และจะต้องได้รับดอกเบี้ยมากกว่าเงินฝากธนาคารพาณิชย์ ที่ร้อยละ 3 ต่อปี รวมทั้งจะต้องชี้แจงกับสหภาพแรงงาน กปน.ที่ไม่เห็นด้วย ให้เข้าใจก่อน

แหล่งข่าวจาก กปน. กล่าวว่า จากการให้ฝ่ายกฎหมายของ กปน. พิจารณารายละเอียดแผนการเข้าร่วมประมูลพีเอ็น ของกระทรวงการคลัง ว่า สามารถทำได้หรือไม่นั้น ปรากฏว่าฝ่ายกฎหมายได้ให้ความเห็นว่าการดำเนินการของกระทรวงการคลังในกรณีนี้ ขัดกับรัฐธรรมนูญมาตรา 181 (3) กล่าวคือ ไม่กระทำการอันเป็นผลการอนุมัติงานหรือโครงการ หรือมีผลเป็นการสร้างความผูกพันต่อ ครม.ชุดต่อไป ดังนั้น การเข้าร่วมประมูล กปน.ไม่สามารถดำเนินการได้

แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง กล่าวว่า การเสนอขายตั๋วพีเอ็นล็อตแรก จะมีรัฐวิสาหกิจที่จะเข้าไปประมูลซื้อ ได้แก่ โรงงานสุรา และ โรงงานไพ่ กรมสรรพสามิต หรือรัฐวิสาหกิจรายอื่นๆ โดยแต่ละรายคาดว่าจะเสนอซื้อระหว่าง 200-500 ล้านบาทเท่านั้น เชื่อว่าจะเสนอขายไม่ได้หมดทั้งจำนวน ขณะเดียวกัน สถาบันการเงินไม่สนใจที่จะเข้าไปมาลงทุนแน่นอน

กฟผ.ชี้กฎหมายไม่เอื้อลงทุน

นายสุนชัย คำนูณเศรษฐ์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กล่าวถึง การนำเงินเข้าไปลงทุนเพื่อซื้อตราสารทางการเงิน โดยเฉพาะรัฐบาลจะเปิดประมูลซื้อตั๋วพีเอ็น เพื่อนำเงินไปช่วยเหลือตามโครงการจำนำข้าวนั้น ทาง กฟผ. คงจะต้องขอดูในรายละเอียดก่อน

"เรายังไม่เห็นหนังสือจากกระทรวงการคลังเรื่องเชิญเข้าประมูลตั๋วสัญญาใช้เงิน ดังกล่าว หากหนังสือมาถึง ก็ต้องขอดูรายละเอียดก่อน แต่ตามพ.ร.บ.กฟผ.ไม่ สามารถให้กู้เงินเป็นการทั่วไปได้ และการเข้าไปลงทุนซื้อตราสารต่างๆ ต้องมีโครงการ รองรับ และ เป็นโครงการที่เกี่ยวข้องกับกิจการไฟฟ้าเท่านั้น" นายสุนชัย กล่าว

ด้าน นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการ ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. ปฏิเสธที่จะตอบคำถามเกี่ยวกับการเข้าประมูลตั๋ว พีเอ็น เพื่อใช้ในโครงการจำนำข้าวของรัฐบาลหรือไม่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการสอบถามธนาคารพาณิชย์ส่วนใหญ่ไม่ได้รับหนังสือเชิญชวนให้เข้าร่วมประมูลพีเอ็นครั้งนี้ ซึ่งคาดว่าเป็นเพราะการประมูลเงินกู้ครั้งที่ผ่านมา ธนาคารพาณิชย์เกือบทั้งหมดไม่ได้เข้าร่วมประมูลเนื่องจากยังกังวลประเด็นข้อกฎหมาย

สัปดาห์หน้าระบายข้าวอีก6แสนตัน

แหล่งข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่าในสัปดาห์หน้า กรมการค้าต่างประเทศ จะประกาศระบายข้าวเป็นการทั่วไปเพื่อขายในประเทศ โดยเป็นข้าวหอมมะลิและข้าวขาว 5% ปริมาณรวม 5-6 แสนตัน ให้กับเอกชนทั้งกลุ่มโรงสีและผู้ส่งออก

ข้าวหอมมะลิและข้าวเหนียวจะมีการระบายให้หมดที่มีอยู่ในสต็อก เนื่องจากเป็นช่วงที่ได้ราคาดี และกำลังเป็นที่ต้องการของตลาด แต่มั่นใจว่าการระบายครั้งนี้จะไม่ทำให้ราคาตลาดลดลงเพราะเป็นช่วงปิดฤดูกาลผลิตมีสินค้าในตลาดจำนวนน้อย

“ในอีก 2 สัปดาห์จากนี้ จะมีการระบายข้าวรวม 8 แสนตัน ทั้งวิธีการประมูลทั่วไปและการประมูลผ่านตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้า คาดว่าจะได้เงินรวม 1.5-2.0 หมื่นล้านบาท แต่ต้องขึ้นกับชนิดข้าวและการเสนอราคาของเอกชนเพราะหากเสนอราคาไม่เหมาะสมก็พร้อมยกเลิกการประมูลทันที ส่วนเอกชนที่จะเข้าร่วมการประมูลจะมีการปลดล็อกเงื่อนไขมากประการเพื่อให้กลุ่มโรงสีได้ร่วมแข่งขันซื้อข้าวจากรัฐให้ได้เท่าเทียมกับผู้ส่งออกที่ถือเป็นเจ้าประจำในการซื้อข้าวรัฐก่อนหน้านี้”

เผยจีนสนใจซื้อปีละ1ล้านตันช่วยชาวนา

นายสุรศักดิ์ เรียงเครือ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวถึงกรณีที่จีนสนใจจะซื้อข้าวไทยปีละ 1 ล้านตัน ว่า รัฐบาลจีนต้องการจะช่วยเหลือชาวนาไทย จึงได้ส่งเอกอัครราชทูตจีน ประจำประเทศไทย มาหารือกับรัฐบาลไทย เพื่อให้ไทยเร่งดำเนินการทำสัญญาซื้อขายข้าวในสต็อกรัฐบาล ตามที่ผู้นำของทั้ง 2 ประเทศได้หารือกันไว้เมื่อครั้งที่นายกรัฐมนตรีของจีน ได้เดินทางมาเยือนไทยอย่างเป็นทางการราวปลายปีที่ผ่านมา ซึ่งในครั้งนั้น จีนเสนอจะซื้อข้าวจากไทยต่อเนื่อง 5 ปีๆ ละ 1 ล้านตัน แต่ในระยะเร่งด่วนนี้ จีนจะขอซื้อก่อน 2 ล้านตัน หรือภายในระยะเวลา 2 ปี ซึ่งจะมีข้าวหลายชนิด ทั้งข้าวขาว 5% ข้าวขาว 100% ข้าวหอมมะลิ เป็นต้น

"ขณะนี้ทั้ง 2 ประเทศอยู่ระหว่างการเจรจาในรายละเอียดเรื่องระยะเวลาการส่งมอบ และราคา ที่ต้องเป็นราคาตลาด ซึ่งมีการคาดการณ์ว่า ราคาข้าวในตลาดโลกอยู่ในช่วงขาขึ้น เพราะผลผลิตข้าวโลกอาจลดลงจากปัญหาภัยแล้ง คาดว่า เร็วๆ นี้ ผมจะเดินทางไปเซ็นสัญญาที่จีนได้"

การซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) กับจีนครั้งนี้ ทางการจีนน่าจะให้ซื้อขายผ่านรัฐวิสาหกิจของรัฐบาลกลาง คือ คอฟโก เพื่อไม่ให้เกิดปัญหา หลังจากที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ตั้งข้อสังเกตก่อนหน้านี้ว่า การซื้อขายจีทูจีต้องซื้อขายโดยรัฐวิสาหกิจจากรัฐบาลกลางเท่านั้น แม้ว่าขณะนี้ คอฟโก ได้ขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ของฮ่องกงไปแล้วก็ตาม อีกทั้งในสัญญาจะมีการระบุด้วยว่า หากไทยมีการเปลี่ยนรัฐบาลใหม่ก็อาจยกเลิกสัญญาได้ ซึ่งฝ่ายจีนยินยอม เพราะว่าคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เคยให้คำแนะนำมาก่อนหน้านี้ว่า ในระหว่างรัฐบาลรักษาการ กระทรวงพาณิชย์ยังสามารถขายข้าวในสต็อกรัฐแบบจีทูจีได้ แต่ต้องไม่เป็นภาระผูกพันถึงรัฐบาลชุดใหม่

เอกชนกดราคาประมูลข้าว

นายสุชาติ สินรัตน์ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวถึง การเปิดประมูลข้าวสารสต็อกรัฐบาลที่ได้จากโครงการรับจำนำข้าว ฤดูกาล 2555/56 และ 2556/57 ผ่านตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าแห่งประเทศไทย (เอเฟท) ปริมาณ 2.3 แสนตัน แบ่งเป็นข้าวขาว 5% ปริมาณ 1.62 แสนตัน และข้าวหอมมะลิ 100% ชั้น 2 ปริมาณ 6.85 หมื่นตัน มีผู้เข้าร่วมเสนอราคาส่วนต่าง (ค่าเบสิส) ทั้งหมด 18 ราย ผ่านคุณสมบัติ 16 ราย โดยข้าวขาว 5% เสนอซื้อครบทุกกอง ราคาเสนอซื้อส่วนต่างอยู่ที่กิโลกรัม (กก.) ละ -1.70 บาท ถึง กก.ละ -4 บาท ส่วนข้าวหอมมะลิ 100% ชั้น เสนอซื้อเข้ามารวมปริมาณ 2.94 หมื่นตัน ราคาเสนอซื้อส่วนต่างอยู่ที่ กก.ละ -1.60 บาท ถึง กก.ละ -6.40 บาท

"ผู้เสนอส่วนต่างใกล้เคียงกับรอบที่ผ่าน ถือว่าน่าพอใจ ซึ่งคณะทำงานระบายข้าวผ่านเอเฟท จะพิจารณาราคาเสนอซื้อและอนุมัติขายในวันที่ 28 ก.พ. นี้" นายสุชาติ กล่าว

แหล่งข่าวจาก กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สาเหตุที่มีการเสนอราคาส่วนต่างเอเฟทในรอบนี้ติดลบสูง เนื่องจากภาคเอกชนเกิดความกังวลในเรื่องการระบายข้าวสารของสต็อกรัฐบาลที่ยังมีอีก 2 ช่องทาง คือ เปิดประมูลเป็นการทั่วไป และยื่นซื้อทางตรง ซึ่งมีกระแสข่าวการเสนอซื้อใน 2 ช่องทางหลังนั้น รัฐบาลอนุมัติขายข้าวให้ในราคาถูกกว่าผู้ที่ยื่นซื้อผ่านเอเฟท จึงเสนอราคาส่วนต่างติดลบสูง เพื่อไม่ให้เสียเปรียบด้านต้นทุน

สำหรับเอกชนยื่นซองเสนอราคารวม 18 ราย ประกอบด้วยบริษัท ร่วมเจริญพัฒนาการข้าว จำกัด บริษัท พิจิตรโรงสี ร่วมเจริญ 2 ไร้ซ์ จำกัด บริษัท ข้าวแสนดี จำกัด บริษัท โรงสีไฟสามัคคีกิจธัญญา จำกัด บริษัท เจีย เม้ง จำกัด ห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงสีอรุณพัฒนา บริษัท โรงสีข้าว ต.ประเสริฐ อุตรดิตถ์ ห้างหุ้นส่วนจำกัด ประเสริฐสมบัติค้าข้าวและโลจิสติกส์ ห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงสีทรัพย์แสงทอง 2550 บริษัท เจริญผลอินเตอร์เทรด จำกัด บริษัท ไทยณรงค์ กุดจิก จำกัด บริษัท โรงสีเจริญทรัพย์ จำกัด บริษัท ข้าว ซี.พี.จำกัด บริษัท นครหลวงค้าข้าว จำกัด บริษัท แคปปิตัลซีเรียลส์ จำกัด บริษัท รอยัลริชซี่ไรซ์ จำกัด บริษัท ข้าวเจริญกิจ จำกัด บริษัท ไทยฟ้า (2511) จำกัด ซึ่งมากกว่าการประมูลครั้งที่ผ่านมา ที่มี 17 ราย

ระบุราคาใกล้เคียงตลาด

นายศักดิ์ดา ทองปลาด ผู้ทำการแทนผู้จัดการตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การเปิดขายข้าวสต็อกรัฐบาลผ่านตลาดเอเฟท โดยหากมีการอนุมัติขายทุกๆ 1 แสนตัน จะได้เงินประมาณ 1,500-2,000 ล้านบาท ซึ่งก่อนหน้านี้ที่มีการเปิดระบายข้าวผ่านตลาดเอเฟทไปแล้ว 5 ครั้ง อนุมัติขาย 2.7 แสนตัน คิดเป็นเงินทั้งสิ้น 3,000 ล้านบาท และเชื่อว่าการระบายข้าวผ่านตลาดเอเฟทในทุกเดือนๆ ละ 2 แสนตัน จนถึงเดือนมิ.ย. นี้ จะสามารถระบายข้าวได้ทั้งสิ้น 1 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่า 1 หมื่นล้านบาท และนำเงินทยอยส่งคืนกระทรวงการคลัง 5,000 ล้านบาทก่อน เนื่องจากต้องรอการชำระเงินค่าข้าวจากผู้ที่ได้รับอนุมัติตามสัญญารับมอบต่อไป

"แนวโน้มราคาข้าวปัจจุบัน ขณะนี้ราคาข้าวหอมมะลิ อยู่ที่ กก.ละ 30.75 บาท ส่วนข้าวขาว 5% อยู่ที่ กก.ละ 13.70 บาท ซึ่งหักส่วนต่างที่เสนอซื้อออกไป ราคาที่ขายก็ใกล้เคียงกับราคาตลาด"นายศักดิ์ดา กล่าว