"ขจรพงศ์" ผจก.เอ็นเนอร์ยี่ เอิร์ธ (EARTH) รุกยุทธศาสตร์ตามแผน 5 ปี 5 เหมืองถ่านหิน คุมต้นทุนให้ต่ำ และขยายฐาน เพิ่มมาร์จิน
"ขจรพงศ์" ผจก.บริษัท เอ็นเนอร์ยี่ เอิร์ธ หรือ EARTH เดินตามยุทธศาสตร์ตามแผนพันธกิจที่วางไว้ 5 ปี 5 เหมืองถ่านหิน คุมต้นทุนให้ต่ำ และขยายฐานลูกค้ารายย่อย เพื่อเพิ่มมาร์จิน
บริษัท เอ็นเนอร์ยี่ เอิร์ธ หรือ EARTH ภายใต้การบริหารงานของ "ขจรพงศ์ คำดี" กรรมการผู้จัดการ หลังเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้น Frankfurt Stock Exchange ประเทศเยอรมนี ครบรอบ 1 ปี เขายอมรับว่า หุ้นของเอ็นเนอร์ยี่ เอิร์ธ มีสภาพคล่องและเป็นที่รู้จักของนักลงทุนทั่วโลกเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มนักลงทุนต่างชาติ ที่ทั้งลงทุนซื้อหุ้นเอ็นเนอร์ยี่ เอิร์ธ โดยตรงในกระดาน และซื้อขายผ่านเอ็นดีวีอาร์
ขจรพงศ์ บอกว่า วันนี้ของเขา ไม่ได้นำพาให้ เอ็นเนอร์ยี่ เอิร์ธ มุ่งทำธุรกิจอยู่แค่ในเมืองไทย แต่เขานำกิจการของ เอ็นเนอร์ยี่ เอิร์ธ ทำธุรกิจอยู่ระหว่างไทย อินโดนีเซีย และไทย-แฟรงก์เฟิร์ต เท่านั้น โดยเฉพาะที่แฟรงก์เฟิร์ต การให้ข้อมูลหรือการไปโรดโชว์เป็นระยะๆ ให้กับนักลงทุนสถาบันต่างชาติ เป็นเรื่องสำคัญ เพราะจะเป็นการเพิ่มปริมาณนักลงทุนสถาบันต่างชาติ ผ่านการซื้อขายในเอ็นดีวีอาร์ หรือ ใบแสดงสิทธิ์ในผลประโยชน์ที่เกิดจากหลักทรัพย์อ้างอิงไทย ที่ตลาดหุ้นสิงคโปร์
เขาบอกอีกว่า แผนของ เอ็นเนอร์ยี่ เอิร์ธ ขณะนี้ คือ เดินตามยุทธศาสตร์ตามแผนพันธกิจที่วางไว้ 5 ปี 5 เหมือง ซึ่งต้องดำเนินการให้สำเร็จภายในปี 2560 หรืออีก 4 ปีนับจากนี้ โดยมีเป้าหมาย คือ การซื้อเหมืองใหม่ที่เหลืออีก 3 เหมืองในอินโดนีเซีย โดยเริ่มจากปีนี้ ซึ่งกำลังจะสวอปหุ้นและวอร์แรนท์แลก เหมืองที่ 4 โดยการออกวอร์แรนท์ 4 ใช้แลก และเหมืองสุดท้ายจะออกหุ้นกู้ซื้อ
"ทั้ง 3 เหมืองนี้คาดจะมีปริมาณถ่านหิน 120 ล้านตัน หรือเหมืองละ 40 ล้านตัน ส่วนเหมืองเดิมที่มีอยู่ 2 เหมือง ปริมาณ 86 ล้านตัน คือเหมืองที่พม่า ปริมาณสำรองถ่านหิน 40 ล้านตัน และอินโดนีเซีย 43 ล้านตัน อีก 3 ล้านตันหมดในปีนี้ ซึ่งเหมืองเก่า 2 เหมืองนี้ จะมีถ่านหินให้ขุดถึง 40 ล้านตัน รองรับการส่งให้ลูกค้าได้ถึง 10 ปี หรือขุด 4 ล้านตันต่อปี"
ขจรพงศ์ คาดหวังว่า หากเป็นไปตามแผน 5 เหมืองอย่างที่เขาคาดหวังไว้ ไม่ว่าราคาถ่านหินจะผันผวนรุนแรงแค่ไหน เชื่อว่าจะได้กระทบกับ เอ็นเนอร์ยี่ เอิร์ธ เนื่องจาก เอ็นเนอร์ยี่ เอิร์ธ มีเหมืองเป็นของตัวเอง ซึ่งย่อมส่งผลกระทบในเชิงบวก ที่จะทำให้ เอ็นเนอร์ยี่ เอิร์ธ สามารถยืนอยู่เหนือคู่แข่ง ทั้งในด้านต้นทุนถ่านหินที่ต่ำกว่า ผลที่ตามมากำไรขั้นต้น (มาร์จิน) ก็สูงขึ้นตาม ซึ่งเป็นการเพิ่มมาร์จิ้น แต่การมีเหมืองจำนวนมาก การระบายสินค้านับว่ามีความจำเป็น
"หาก เอ็นเนอร์ยี่ เอิร์ธ จะได้มาร์จินสูงๆ ก็ต้องไม่เจาะกลุ่มเฉพาะลูกค้ารายใหญ่ ประเภทขายส่ง ที่มีอยู่ในขณะนี้มากถึง 80% ของยอดขาย แต่ต้องกระจายถ่านหินให้ถึงมือไปสู่รายย่อย หรือค้าปลีก ซึ่ง เอ็นเนอร์ยี่ เอิร์ธ มีเพียง 20% ให้แซงขายส่งขึ้นมา วิธีนี้จะเป็นการลดความเสี่ยงของราคาได้อีกทาง" ขจรพงศ์ กล่าว








