วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เตือนถล่มขายหุ้นชินฯระวังเสียโอกาส

ตลาดฯเตือนถล่มขายหุ้นกลุ่มชินคอร์ป ใช้สติลงทุนดูพื้นฐานธุรกิจมากกว่าอารมณ์ หวั่นเสียโอกาส เพราะเป็นกลุ่มที่มีกำไร แถมจ่ายเงินปันผลสูง

ภาพรวมตลาดหุ้นไทยวานนี้ (20 ก.พ.) ดัชนีปรับลดลงแรงตามตลาดต่างประเทศ และความกังวลทางการเมือง โดยปิดตลาดที่ระดับ 1,303 จุด ลดลง 17.02 จุด หรือ 1.29% มูลค่าการซื้อขาย 3.3 หมื่นล้านบาท ขณะที่หุ้นในกลุ่มชินคอร์ป และหุ้นที่ถูกมองว่าเกี่ยวข้องกับตระกูลชินวัตร ยังคงปรับลดลงแรงต่อเนื่องเป็นวันที่ 2

โดยราคาหุ้นบริษัท บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น (SC) ปิดตลาดที่ 3.14 บาท ลดลง 3.09% หุ้นบริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น (INTUCH) ปิดที่ 72.25 บาท ลดลง 2.03% บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือเอไอเอส (ADVANC) ปิดที่ 211 บาท ลดลง 2.76% บริษัท ซีเอส ล็อกซอินโฟ (CSL) ปิดที่ 10.10 บาท ลดลง 3.81% บริษัท ไทยคม (THCOM) ปิดที่ 39.50 บาท ลดลง 1.25% และ บริษัท เอ็ม ลิ้งค์ เอเชีย คอร์ปอเรชั่น (MLINK) ปิดที่ 3.10 บาท ลดลง 6.63%

นายชนิตร ชาญชัยณรงค์ รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานผู้ออกหลักทรัพย์และบริษัทจดทะเบียน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยถึงกรณีที่กลุ่มกปปส.ชักชวนให้มีการขายหุ้นบริษัทในกลุ่มตระกูลชินวัตร รวมถึงหุ้นในกลุ่มบริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น (INTUCH) ว่า อยากเตือนสตินักลงทุน ให้พิจารณาลงทุนโดยใช้พื้นฐานของข้อเท็จจริง และมูลค่า หรือแวลูเอชั่นของกิจการ เพราะหากขายหุ้นโดยไม่ดูพื้นฐาน และใช้เฉพาะความรู้สึก จะทำให้เสียโอกาสในการสร้างผลตอบแทน

ทั้งนี้ กลุ่มอินทัช เป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ มีส่วนแบ่งทางการตลาด (มาร์เก็ตแคป) รวมกันว่า 9 แสนล้านบาท คิดเป็น 8% ของตลาดรวม ที่ผ่านมาผลประกอบการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในปี 2556 มีกำไรรวมกันกว่า 5 หมื่นล้านบาท

ในส่วนของอินทัชมีการจ่ายเงินปันผลตลอดในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงสุดที่ระดับ 15% เฉพาะในปี 2556 มีอัตราผลตอบแทนเงินปันผล 5-6% สูงกว่าอัตราเงินปันผลของตลาดรวมที่อยู่ระดับ 3% ขณะที่บริษัท บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC) มีอัตราผลตอบแทนเงินปันผลสูงสุดอยู่ที่ระดับ 13%

"นักลงทุนที่ขายหุ้นโดยใช้ความรู้สึกอย่างเดียว อาจจะเป็นโอกาสให้นักลงทุนอีกกลุ่มหนึ่งเข้าลงทุนในหุ้นบางตัว เพราะหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ไม่ใช่ทุกตัวที่มีการจ่ายเงินปันผล และหุ้นในกลุ่มนี้ก็มีการจ่ายเงินปันผลสูงที่สุด จึงอยากให้นักลงทุนแยกแยะ เพราะหากผลประกอบการบริษัทออกมาไม่ดีแล้วนักลงทุนขายหุ้น ก็ถือเป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่ผลประกอบการดีแล้วทุกคนแห่ขาย ต้องดูพื้นฐานด้วย"

เขากล่าวต่อว่า บริษัทในกลุ่มนี้อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ที่กำกับดูแลโดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) มีการเปิดเผยข้อมูลต่อนักลงทุน และหากดูจากวารสารต่างชาติ ก็จะพบว่าเทมาเส็ก ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นของอินทัช มีแผนจะขายหุ้นให้กับทางสิงเทล ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่ถูกกล่าวหา

ทั้งนี้ ในช่วงที่มีปัญหาทางการเมือง ทำให้นักลงทุนกังวลถึงผลกระทบด้านต่างๆ จึงเป็นโอกาสที่ผู้บริหารบจ.จะออกมาชี้แจงข้อมูลให้กับนักลงทุนโดยตรง ผ่านงานนำเสนอข้อมูล หรือ Opportunity Day ซึ่งในไตรมาสนี้ได้รับการตอบรับจากบริษัทจดทะเบียนจำนวนมาก ปัจจุบันตอบรับมาแล้ว 130 บริษัท และอยู่ระหว่างการติดต่อเพิ่ม อาจจะได้ถึง 150 บริษัท

ด้านนายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิจัย บล.เอเซียพลัส กล่าวว่า การตัดสินใจลงทุนควรพิจารณาเรื่องปัจจัยพื้นฐานเป็นหลัก เพราะหากไม่มีปัจจัยที่กระทบกับพื้นฐานของธุรกิจ หลังจากผ่านเหตุการณ์ไป ราคาก็จะกลับมาสะท้อนพื้นฐานของธุรกิจ แต่หากนักลงทุนกังวลว่าประเด็นทางการเมือง ก็อาจจะหลีกเลี่ยงการลงทุนไปก่อน อย่างไรก็ตามในส่วนของเอเซียพลัส ให้น้ำหนักการลงทุนกลุ่มสื่อสารมากกว่าตลาด จากผลการดำเนินงานที่เติบโตต่อเนื่อง

สำหรับภาพรวมตลาดหุ้นไทยที่ปรับลดลง เป็นผลมาจากตลาดต่างประเทศที่ลดลง และความกังวลทางการเมือง ส่วนประเด็นเรื่องการขายหุ้นในกลุ่มชินฯนั้น มีน้ำหนักน้อย เพราะหากดูจาก 6-7 อันดับการซื้อขายสูงสุด มีเพียงหุ้นเอไอเอส ที่ติดอันดับ และมีน้ำหนักต่อตลาดหุ้นไทยเพียง 1.6% และแม้ว่ากระแสการขายหุ้นในกลุ่มนี้ยังมีต่อเนื่องก็กระทบน้อย เพราะหุ้นกลุ่มสื่อสารมีน้ำหนักต่อตลาดหุ้นไทยไม่มาก กลุ่มที่มีน้ำหนักมากคือพลังงาน และธนาคาร