ราคาหุ้นในกลุ่มตระกูล"ชินวัตร"ร่วงแรง หลัง"สุเทพ"ยุนักลงทุนให้ขายทิ้งเพื่อตัดท่อน้ำเลี้ยง ด้านผู้บริหารปัดแสดงความเห็น ยันยึดหลักธรรมาภิบาล
ราคาหุ้นที่ในกลุ่มตระกูลชินวัตร ปรับลดลงยกแผง วานนี้ (19 ก.พ.) หลัง "สุเทพ เทือกสุบรรณ" แกนนำคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ( กปปส.) กระตุ้นให้นักลงทุนขายหุ้นในเครือตระกูลชินวัตรทิ้ง เพื่อตัดท่อน้ำเลี้ยง โดยราคาหุ้นบริษัท บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น (SC) ปรับลดลงแรงสุด ปิดตลาดที่ 3.24 บาท ลดลง 3.57% เนื่องจากเป็นหุ้นที่ตระกูลชินวัตร ถือโดยตรงมากสุด ส่วนหุ้นบริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น (INTUCH) ปิดที่ 73.75 บาท ลดลง 1.34%
หุ้นบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือเอไอเอส (ADVANC) ปิดที่ 217 บาท ลดลง 0.91% ขณะที่หุ้นบริษัท ซีเอส ล็อกซอินโฟ (CSL) ปิดที่ 10.50 บาท ไม่เปลี่ยนแปลงจากวันก่อนหน้า ส่วนหุ้นบริษัท ไทยคม (THCOM) ปิดที่ 40 บาท ปรับขึ้น 0.63%
สำหรับผลประกอบการในกลุ่มชินคอร์ปในปี 2556 พบว่ามีกำไรสุทธิรวม 5.24 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.49% จากปีก่อนหน้าที่มีกำไรสุทธิ 4.92 หมื่นล้านบาท โดยบริษัทไทยคม มีการเพิ่มขึ้นของกำไรสุทธิสูงสุด มีกำไร 1,127 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 551% จากปีก่อน ซีเอสฯ มีกำไร 462 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18% บริษัทชินคอร์ป มีกำไร 1.4 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.6% และบริษัท เอไอเอส มีกำไร 3.6 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.9%
นายสมประสงค์ บุญยะชัย ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า ข้อเท็จจริงของบริษัทในกลุ่มอินทัช ซึ่งประกอบด้วยบริษัทแอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) บริษัท ไทยคม บมจ.ซีเอส ล็อกซ์ อินโฟร์ เป็นบริษัทที่ดำเนินธุรกิจอย่างตรงไปตรงมา และจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ซึ่งนโยบายหลักของบริษัทเองก็ยึดหลักธรรมาภิบาลมาโดยตลอด ส่วนกรณีที่กลุ่มผู้ชุมนุมกปปส.จะเดินทางมาปิดล้อมที่สำนักงานใหญ่ตึกชินวัตรนั้น เขาไม่มีความคิดเห็นในเรื่องนี้ และไม่ขอพูดถึงกรณีที่กลุ่มผู้ชุมนุมโยงบริษัทในเครือไปเกี่ยวพันของอดีตนายกรัฐมนตรี
นายวิเชียร เมฆตระการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส กล่าวว่า เชื่อว่านักลงทุนจะเข้าใจ และทราบถึงการดำเนินธุรกิจของบริษัท ที่สำคัญการพิจารณาตัดสินใจของนักลงทุนในการพิจารณาซื้อหรือลงทุนในหุ้นแต่ละตัวต้องมีการศึกษาและพิจารณาแล้วว่าหุ้นขององค์กรและบริษัทนั้นมีความแข็งแกร่ง มีการกำหนดแผน นโยบาย มีเป้าหมายในการดำเนินธุรกิจ มีธรรมาภิบาล ทุกอย่างของการดำเนินงานเป็นไปตามกฎระเบียบ ขั้นตอนการดูแลตรวจสอบของตลาดหลักทรัพย์ ที่สำคัญนักลงทุนสามารถตรวจสอบผลการดำเนินงาน และรายได้ หรือแม้แต่รายชื่อผู้ถือหุ้นของบริษัทได้จากตลาดหลักทรัพย์ นอกจากนี้บริษัท ยังคำนึงถึงผลประกอบการ รายได้ การปันผล รวมถึงการดูแลเอาใจใส่ผู้ถือหุ้นเป็นสำคัญ ซึ่งเชื่อว่าบริษัทมีคุณสมบัติ มีความพร้อมที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน
นางภรณี ทองเย็น ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการสายงานวิจัย บล.เอเชีย พลัส กล่าวว่า จากกระแสข่าวกปปส.แนะนำนักลงทุนขายหุ้นในกลุ่มชินฯ อาจมีผลต่อราคาหุ้นระยะสั้น แต่ในแง่ปัจจัยพื้นฐานบริษัทไม่ได้เปลี่ยน เพราะผู้ใช้โทรศัพท์มือถือไม่ได้ลดลง ขณะที่ราคาหุ้นก็ไม่ได้แพงมาก อย่างไรก็ตามคนที่มีหุ้นและมีกำไรอาจจะขายทำกำไร
น.ส.ทมยันตี คงพูลศิลป์ ผู้อำนวยการสำนักนักลงทุนสัมพันธ์ บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น เปิดเผยว่า บริษัท ตั้งเป้าการเติบโตของรายได้ในปีนี้ที่ระดับ 5-7% ส่วนใหญ่มาจากส่วนแบ่งกำไรในบริษัทเอไอเอส และบริษัทไทยคม ซึ่งเป็นผู้นำตลาดในกลุ่มธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ และธุรกิจดาวเทียม โดยในส่วนของเอไอเอสนั้นปี2557 นี้จะเน้นการลงทุนขยายโครงข่ายการให้บริการ 3 จี มูลค่าลงทุนประมาณ 4 หมื่นล้านบาท ยังไม่รวมการเข้าประมูลคลื่นต่างๆที่ทางกสทช.จะเปิดประมูลในช่วงกลางปีนี้
สำหรับประเด็นการขายหุ้นของกลุ่มเทมาเส็กนั้น เธอกล่าวว่า ไม่ทราบ และไม่มีข้อมูลในส่วนนี้ การเปลี่ยนแปลงการถือหุ้นไม่เกี่ยวกับการบริหาร และไม่กระทบกับการดำเนินงาน แม้ว่าจะมีตัวแทนผู้ถือหุ้นนั่งเป็นกรรมการในบริษัท แต่แนวทางการบริหารงานของบริษัทเป็นแบบมืออาชีพ
ด้าน น.ส.นัฐิยา พัวพงศกร ผู้อำนวยการสำนักลงทุนสัมพันธ์ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส กล่าวว่าในปีนี้ตั้งเป้าการเติบโตของรายได้ไว้ที่ 6-8% ส่วนใหญ่มากจากการเติบโตของบริการด้านข้อมูล ในขณะที่การใช้บริการเสียงจะลดลง โดยบริษัทมุ่งเน้นการทำโปรโมชั่นส่งเสริมให้ลูกค้าที่มีรายได้ระดับกลางและล่าง หันมาใช้สมาร์ทโฟนมากขึ้น เพื่อหนุนการเติบโตของรายได้การให้บริการด้านข้อมูล ด้วยการขายเครื่องโทรศัพท์สมาร์ทโฟนในระดับราคา 2.5-3 พันบาท โดยได้เพิ่มงบการตลาดในปีนี้เป็น 4.5% ของรายได้ จากปีก่อนใช้งบการตลาดอยู่ที่ 3% ของรายได้









