เปิดมุมมองเอกอัครราชทูต อินเดีย ประจำประเทศไทย หลัง "สาธิต เซกัล"ถูกเนรเทศออกจากประเทศ บอก"การเมือง"เป็นเรื่องเข้าใจได้
เอกอัครราชทูต อินเดีย ประจำประเทศไทย หรรษ วรรธน ศฤงคลา ซึ่งเข้ารับตำแหน่งในไทยได้3 สัปดาห์ ร่วมสนทนามุมมองของความสัมพันธ์ไทย-อินเดีย รอบด้านในรายการ Business Talk "กรุงเทพธุรกิจทีวี" หัวข้อ " ทูตอินเดียมองการเมือง-เศรษฐกิจไทยอย่างไร
ความพยายามเนรเทศ ประธานหอการค้า ไทย อินเดีย "สาธิต เซกัล" ออกนอกประเทศ อันเป็นผลมาจากความขัดแย้งทางการเมืองในของไทย ทำให้หลายฝ่ายวิตกถึงผลกระทบต่อธุรกิจ การค้าขายระหว่างไทย-อินเดีย ตลาดที่มีประชากรใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก ล่าสุดท่าทีของ หรรษ วรรธน ศฤงคลา เอกอัครราชทูต อินเดีย ประจำประเทศไทย คนใหม่ ซึ่งให้สัมภาษณ์ในรายการ Business Talk แสดงให้เห็นมุมมองของอินเดียที่มีต่อไทย
ในฐานะ เอกอัครราชทูตอินเดีย การที่เพิ่งมารับตำแหน่งใหม่ ในสถานการณ์เช่นนี้ ไม่ได้เป็นความท้าทาย เพราะความท้าทายจะใช้ใน สภาวะที่พิเศษหรือไม่ปกติแต่ ไทย-อินเดีย ไม่ได้มีปัญหาต่อกัน ภารกิจหลักในฐานะ เอกอัครราชทูต คือ การแสวงหาโอกาส ของไทย-อินเดีย เรื่องของการค้า การลงทุน ซึ่งแต่ล่ะปีสองประเทศมีการค้าขายมูลค่าสูงถึง2.7แสนล้านบาท และยังมีโอกาส ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ขณะนี้อินเดียกับไทยอยู่ระยะสุดท้ายที่จะลงนามในข้อตกลงเสรีทางด้านการค้าระหว่าง 2 ประเทศ
สำหรับ การที่ไทยยังเลือกตั้งไม่สมบูรณ์ จะกระทบเรื่องความคืบหน้าของข้อตกลงเขตการค้าเสรี ฉบับที่ 2 หรือไม่นั้น หรรษ วรรธน ศฤงคลา กล่าวว่า สถานการณ์การเมืองไทยเป็นเรื่องเข้าใจได้ ในประเทศ เสรีประชาธิปไตย สนธิสัญญานั้นเกือบจะเสร็จแล้วเพราะคืบหน้าไป 90 % คิดว่าไม่น่ามีปัญหา
ในขณะที่ ปัญหาของ คุณสาธิต จุดยืนของรัฐบาลอินเดีย ชัดเจนว่าอินเดีย ไม่มีนโยบายที่จะแทรกแซงกิจการภายในของประเทศอื่นๆ รวมทั้งในประเทศไทย ส่วนกรณีของคุณสาธิต ท้ายที่สุดปัญหาก็ ต้องมี ทางออกทางอินเดียก็พร้อมรับฟังปัญหา ข่าวสารจากทุกสื่อ พร้อมจะรับฟัง เคารพ คำตัดสินใจของประเทศไทย
ในด้านความสำคัญของประเทศไทย ในสายตาอินเดีย ถือว่าไทย มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดในเชิงยุทธศาสตร์สำหรับประเทศอินเดียเพื่อเชื่อมโยง ยุทธศาสตร์ ลุ๊ค อีสต์(look east ) อินเดียเหมือนหลายๆ ประเทศที่ใช้ไทยเป็นศูนย์กลางในการเข้าหา เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่สำคัญความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับอินเดียนี่มีมาช้านาน ตั้งแต่โบราณทั้งศาสนา วัฒนธรรม และภาษา
ทางด้านนโยบายต่างประเทศของเศรษฐกิจ พม่า ไทย อินเดีย 3 ประเทศนี้มีความสัมพันธ์ทางด้านภูมิศาสตร์ค่อนข้างจะลึกซึ้ง ความจริงมหาสมุทร อินเดียก็เชื่อมโยงกับทะเลอันดามันของไทย ดังนั้นทะเลบริเวณนี้ เป็นทะเลเดียวกัน ทางด้านทางบก อินเดียก็ติดพม่าและพม่าก็ติดไทยตอนนี้ก็มีโครงการต่างๆ เกิดขึ้น
การเชื่อมโยงกันของการเดินทางทางอากาศ ขณะนี้ประเทศไทยเป็นสถานที่ท่องเที่ยวหลัก ปีหนึ่งๆ มีคนอินเดียเที่ยว 1 ล้านคน มีสายการบินจากอินเดียมาไทย สัปดาห์ล่ะ170เที่ยว เชื่อม 10 เมืองของอินเดีย ด้านการเดินทางทางบก มีการทำโครงการก่อสร้างทางหลวง เชื่อม3 ประเทศ ไฮเวย์ นี้ยาวประมาณ 1500-1600 กิโลเมตรถ้าแล้วเสร็จการเดินทางจะเชื่อมโยงกันได้การเชื่อมโยง 3 ประเทศนี้ใกล้ชิดกัน ขยายการขนส่ง การเพิ่มการค้า และการท่องเที่ยว ทางอินเดียกำลังศึกษา การสร้างระเบียงเศรษฐกิจ ระหว่างพม่า ไทยและอินเดีย ส่วนการเชื่อมโยงกันทางทะเล ถือว่ามีความสำคัญ ทะเลที่เชื่อมระหว่าง แหลมฉบัง ท่าเรือทวาย และท่าเรือ เชนไน ของอินเดียเป็นทะเลเดียวกันต่อข้อถามที่ว่า โอกาสของธุรกิจไทย-อินเดีย ได้รับผลกระทบจากธุรกิจการเมืองในกรุงเทพหรือไม่ ภาคการผลิต มีการลงทุนด้านชิ้นส่วนรถยนต์ของไทยไปตั้งโรงงาน ที่อินเดียและการขยายธุรกิจเครื่องประดับ อัญมณี เพราะ อินเดีย มีช่างฝีมือ ส่วนภาคบริการถือว่า ไทยอินเดีย มีโอกาสของทั้ง 2 ฝ่าย เช่นความต้องการ เชฟ ฝีมือดีของร้านอาหารไทยในอินเดียเพราะว่า ร้านอาหารไทยเป็นที่นิยม
ส่วนเป้าหมายที่จะส่งเสริมธุรกิจอินเดีย มาลงทุนในไทยนั้น จะเห็นว่า ตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว มีการลงทุน ใหม่จากอินเดีย 20 โครงการ ทั้งขนาดกลางและขนาดใหญ่ มูลค่ากว่า 6000 ล้านบาท ในอุตสาหกรรมไฮเทค ต้องการความเชี่ยวชาญแต่ล่ะแห่งจ้างงานมากเช่น เคมีคอล อุตสาหกรรมเหล็กอิเล็กทรอนิกส์ การลงทุนของอินเดียใช้ประเทศไทยเป็นฐานเพื่อผลิตและส่งออก
ทางด้านการท่องเที่ยว ปีผ่านมามีคนอินเดีย 1 ล้านคนเข้ามาเที่ยว ในสถานการณ์การเมืองไทยเช่นนี้ นักท่องเที่ยวอินเดีย ไม่ค่อยกังวลต่อการแสดงออกทางการเมืองในไทยเพราะว่า หลายคนเข้าใจ แต่ ไม่ได้หมายความว่าจะไม่กระทบตัวเลขท่องเที่ยว อาจมีกระทบบ้างแต่กระทบน้อยที่สุด เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ที่ค่อนข้างอ่อนไหว









