วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ธปท.มองเป็นไปได้เศรษฐกิจไทยโต4%

ธปท.มองแนวโน้มเศรษฐกิจไทยเป็นไปได้โต 4% หากเบิกจ่ายงบได้เต็มประสิทธิภาพ-ความเชื่อมั่นการบริโภค-ลงทุนเอกชน ฟื้นช่วงปลายไตรมาส 2

นางรุ่ง มัลลิกะมาส โฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า มีความเป็นไปได้ที่เศรษฐกิจไทยปีนี้จะเติบโตได้ 4% ตามที่ธนาคารโลกมองไว้ แต่ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขว่า ภาคการคลังจะต้องเบิกจ่ายได้ดีและเต็มประสิทธิภาพ ความเชื่อมั่นของผู้บริโภค นักลงทุน และกิจกรรมภาคเอกชนฟื้นตัวในช่วงปลายไตรมาส 2 หรืออย่างช้าภายในครึ่งปีหลัง ซึ่งขณะนี้ภาคเอกชน ธนาคารพาณิชย์ต่างมีฐานะที่ดีและมีความพร้อมที่จะลงทุนเพิ่มเมื่อสถานการณ์ทางการเมืองกลับเข้าสู่ภาวะปกติ เช่นเดียวกับ ภาคการอุปโภคบริโภคที่คาดว่าน่าจะฟื้นตัวเร็ว โดยเฉพาะการจับจ่ายซื้อสินค้าที่ไม่คงทน และอุปโภคบริโภคที่คิดเป็น 75% ของการบริโภคทั้งหมด ยกเว้น สินค้าคงทนอย่างรถยนต์และบ้านที่จะฟื้นตัวได้ช้า เพราะการกู้ยืมจะต้องใช้เวลาผ่อนชำระนานกว่า 5 ปี

ส่วนภาคการท่องเที่ยวเชื่อว่าจะฟื้นตัวเร็วเช่นกัน เนื่องจากนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ที่เข้ามาในไทยมักเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวประเทศเอเชียที่มีการวางแผนการท่องเที่ยวระยะสั้น ซึ่งเมื่อการเมืองไทยเข้าสู่ภาวะปกตินักท่องเที่ยวก็จะกลับมา ขณะเดียวกันยังได้รับปัจจัยหนุนจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่จะช่วยสนับสนุนการส่งออกของไทยให้ขยายตัวได้ร้อยละ 7 ซึ่งจะเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เศรษฐกิจไทยในปีนี้ขยายตัวได้ดีกว่าปี 2556

แนวโน้มดอกเบี้ยนโยบายผ่อนคลาย

นางรุ่ง กล่าวว่า เนื่องจากปัจจัยเสี่ยงในประเทศไทยแตกต่างจากต่างประเทศ ทำให้ทิศทางของอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยมีแนวโน้มผ่อนคลายต่อเนื่องเพื่อสนันสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจ แม้ว่าทิศทางดอกเบี้ยในบางประเทศจะขยับเพิ่มสูงขึ้น เพื่อดูแลเงินเฟ้อและเสถียรภาพการเงิน แต่ในระยะยาวแนวโน้มดอกเบี้ยของไทยจะเป็นไปในทิศทางเดียวกับตลาดต่างประเทศ

นอกจากนี้ การแข่งขันระดมเงินฝากของธนาคารพาณิชย์ในปีนี้น้อยกว่าปีก่อน เนื่องจากการขยายตัวของสินเชื่อชะลอลงไม่สูงเท่ากับปีก่อน ทำให้ธนาคารพาณิชย์ไม่ต้องแข่งขันระดมเงินฝากมากนัก ดอกเบี้ยจึงยังอยู่ในระดับต่ำ

จับตาหนี้ครัวเรือนพุ่ง พิษจำนำข้าว

"ปัจจัยที่น่าจับตามองคือหนี้ภาคครัวเรือนที่จะปรับตัวสูงขึ้นจากผู้มีรายได้น้อย และชาวนาที่ยังไม่ได้รับเงินจากโครงการรับจำนำข้าว ที่อาจจะกระทบให้หนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้นสูงเพราะสภาพคล่องของครัวเรือนเริ่มมีสัญญาณลดลงจากการที่มีรายจ่ายจากหนี้สินทางการเงินเพิ่ม รายจ่ายดอกเบี้ยเพิ่ม แต่ยังไม่ได้เป็นสัญญาณที่อันตราย"

เชื่อเฟดเดินหน้ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ

ส่วนเรื่องของเงินทุนเคลื่อนย้ายภายหลังจากที่นางเจเน็ต เยลเลน ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) คนใหม่ ออกมาระบุว่าจะสานต่อนโยบายเฟดคนเก่านั้น เชื่อว่านโยบายการเงินของสหรัฐจะมีความต่อเนื่องและไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก ตลาดการเงินอาจจะปรับตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป แม้ว่าที่ผ่านมา มีการถอนเงินลงทุนออกจากตลาดเกิดใหม่ ซึ่งก็เป็นไปตามที่เคยคาดการณ์ไว้ เพราะในช่วงที่ประเทศพัฒนาแล้วอัดฉีดสภาพคล่อง (คิวอี) ก็มีเงินทุนไหลเข้ามาจนเกินพื้นฐานจึงต้องมีการไหลออกมากกว่าปกติ แต่เชื่อว่าในระยะยาวเงินทุนต่างชาติจะยังกลับเข้ามาลงทุนในประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ เพราะการขยายตัวของเศรษฐกิจขยายตัวสูงกว่าประเทศที่พัฒนาแล้ว