แกนนำชาวนาแนะ 4 ทางออกจ่ายหนี้จำนำข้าว 1.3 แสนล้านบาท วอนทุกฝ่ายร่วมหาทางออก อย่าปล่อยให้ชาวนาฆ่าตัวตายอีก ขู่ยกระดับม็อบเข้มข้น 19 ก.พ.
ทรงพล พูลสวัสดิ์ ประธานสภาเกษตรกรจังหวัดอ่างทองและแกนนำชาวภาคกลาง พร้อมด้วย ธวัชชัย ถนอมลิขิต ประธานสภาเกษตรกรจังหวัดปทุมธานี และเกรียงศักดิ์ ตาปนานนท์ เลขาธิการสมาคมโรงสี ร่วมหาทางออกกับความเดือดร้อนของชาวนาที่ไม่ได้รับเงินจากโครงการรับจำนำข้าว หัวข้อ" จำนำข้าวพ่นพิษ ชาวนาอ่วม" ในรายการ Business Talk ทางกรุงเทพธุรกิจทีวี
ทรงพล บอกว่า ปัญหาที่เกิดกับชาวนาขณะนี้ทุกฝ่าย ทั้งรัฐบาล คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) หรือ คนกลาง ต้องมาหารือร่วมกันว่าจะช่วยชาวนาได้อย่างไร ทั้งสองฝ่ายอย่าเล่นเกมส์การเมือง เพราะชาวนามีความเดือดร้อน และการช่วยเหลือควรไปในแนวทางเดียวกัน หรือจะให้องค์กรอิสระ อาทิเช่น ศาลรัฐธรรมนูญ และ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะมาหารือกันได้หรือไม่ว่าจะหาเงินมาให้ชาวนาได้อย่างไร โดยควรเป็นแนวทางที่จะสามารถช่วยชาวนาได้ เพราะถ้าจะรอรัฐบาลใหม่ก็ไม่รู้ว่าจะตั้งได้เมื่อไหร่ ชาวนาไม่อยู่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด หากใครช่วยก็พร้อมรับ แต่ถ้ายังไม่มีความคืบหน้าใดๆ ชาวนาทั่วประเทศก็ต้องออกมา และกดดันให้ทั้งสองฝ่ายมาเจรจากันให้ได้
"ที่ผ่านมาชาวนาเรียกร้องขอเงินกู้ไป 100% นำใบประทวนไปค้ำประกัน แต่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธ.ก.ส.) เงียบไม่มีคำตอบทั้งๆที่ควรจะมาเจรจากัน แต่ทุกวันนี้ธ.ก.ส.มีแต่คำว่า "จะ" สุดท้ายก็เงียบไปเรื่อยๆ ทำให้ชาวนาต้องออกมาเรียกร้อง โดยไม่ได้อิงการเมืองและไม่เข้าข้างฝ่ายใด"
ทรงพล ยังเสนอว่า รัฐบาลต้องเป็นเจ้าภาพ และเจรจากันให้รู้เรื่อง เพราะตอนนี้ชาวนาไม่รู้จะไปหาใคร หากปล่อยปัญหาไปนานจะยิ่งแก้ไขได้ยาก ตอนนี้ชาวนามองไม่เห็นว่าจะได้รับความช่วยเหลืออย่างไร ทุกวันนี้มีแต่ข้อเสนอ และไม่มีใครยอมรับ ชาวนารอไม่ได้แล้ว หากชาวนาเข้าไปซื้อของจากห้างร้านแล้วให้ไปเก็บเงินจากรัฐบาล เพราะเป็นหนี้ชาวนาอยู่จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง
"รัฐบาลต้องรับภาระดอกเบี้ยที่ติดค้างเงินชาวนามา 3-4 เดือน ถ้ารัฐบาลไม่รีบทำอะไร ชาวนาไม่ได้ต่อสู้เฉพาะบนถนนอย่างเดียว หากคนรับผิดชอบยังไม่ออกมาแก้ปัญหา คิดว่าไม่น่าจะเกินวันที่ 19 -20 ก.พ.นี้ จะเป็นวันดีเดย์ของชาวนาทั่วประเทศ "
ธวัชชัย ย้ำว่า ธ.ก.ส.น่าจะช่วยชาวนาเพราะเป็นทั้งผู้ฝากและผู้กู้ของธ.ก.ส. อย่างน้อยหากสำรองเงินออกมา 1.3 แสนล้านบาทก่อน เงินจำนวนนี้ก็จะย้อนกลับไปที่ธ.ก.ส.ถึง 8-9 หมื่นล้านบาท เพราะชาวนาเป็นหนี้ธ.ก.ส. เท่ากับเงินที่ออกมาจริงๆแค่ 4- 5 หมื่นล้านบาท แต่ต้องหาคนกลางมาไกล่เกลี่ย จึงอยากให้คณะกรรมการธ.ก.ส.อนุมัติให้ชาวนานำใบประทวนมาเป็นหลักประกันกู้เงินได้ ซึ่งจะเท่ากับช่วยลูกค้าของธนาคารเอง
"ถ้าบอร์ดธ.ก.ส.รับปากว่าจะให้เงิน ก็เท่ากับช่วยลูกค้าของธนาคาร เรื่องนี้ขอให้รัฐบาลต้องกล้าฟันธง แม้จะเป็นรัฐบาลรักษาการ ขณะนี้เหลือเวลาอีก 18 วันจะสิ้นสุดโครงการ หลัง 1 มี.ค.จะเป็นฤดูผลิตใหม่ ชาวนาไม่รู้จะให้ใครช่วย"
ธวัชชัย บอกอีกว่า กกต.ควรเป็นเจ้าภาพการเจรจาและขอวิงวอนอย่าปล่อยให้ชาวนาฆ่าตัวตายอีก อย่าให้ชีวิตชาวนามาเป็นบาปกรรม ทางออกที่เป็นไปได้มี 4 แนวทางคือ 1.ทุกฝ่ายควรหาข้อยุติ ไม่เช่นนั้นชาวนาทั่วประเทศกว่า 10 ล้านคนพร้อมลุกฮือ ถ้าไม่ได้เงิน 2.ธ.ก.ส.ต้องออกมาช่วยรับใบประทวนเป็นหลักประกันได้ 3. ให้สหกรณ์การเกษตร ออกมาปล่อยกู้ให้ชาวนา และ 4. เร่งระบายข้าวในสต็อกรัฐบาล
เกรียงศักดิ์ ชี้ว่า วันนี้ทุกฝ่ายพร้อมช่วยชาวนา ถ้ามองว่าชาวนาเป็นเรื่องเดือดร้อนก็จะได้รับการแก้ไข แต่ถ้ามองเป็นประเด็นการเมืองก็คงไม่ได้รับความช่วยเหลือ ดังนั้นควรตัดประเด็นการเมืองออกไป ทำอย่างไรให้ชาวนาได้รับเงิน ซึ่งคิดว่าใบประทวนมีความสำคัญ และถ้าธ.ก.ส.คิดว่าสำคัญและน่าเชื่อถือ ก็ควรรับใบประทวนเป็นหลักประกัน เพราะมีสินเชื่ออยู่แล้วนอกจากเงินกู้ปกติตรงตัวชาวนาและอย่าเพิ่งคำนึงถึงดอกเบี้ย ให้รอรัฐบาลใหม่ หากพรรคใดจะเข้ามาบริหารประเทศก็ควรกำหนดนโยบายว่าจะชดเชยภาระดอกเบี้ยให้ชาวนาที่มีปัญหา
" วันนี้ปัญหาที่เกิดขึ้น ทุกคนพูดจนเกิดวิกฤติศรัทธา และสิ้นหวัง ซึ่งเป็นสิ่งที่น่ากลัวและอันตรายมากกว่าไม่มีเงินจ่ายชาวนา ควรตัดประเด็นการเมือง และทำอย่างไรให้ปัญหาของชาวนาได้รับการแก้ไข โรงสีไม่ใช่แบงก์ แต่เราช่วยพี่น้องชาวนาเท่านั้น เราไม่ได้ช่วยรัฐบาล"
เกรียงศักดิ์ เสนอว่า ธ.ก.ส.ต้องตอบว่า ทำไมรับใบประทวนเป็นหลักประกันไม่ได้ และพยายามอย่าทำให้เรื่องนี้เป็นเรื่องของการเมือง เพราะตอนนี้องค์กรที่มีศักยภาพมากที่สุดในการช่วยเหลือชาวนาคือ ธ.ก.ส..ซึ่งน่าจะทำได้ แต่ปัญหาคือ วันนี้ธ.ก.ส.มีความสามารถรับใบประทวนเป็นหลักประกันปล่อยกู้ให้ชาวนาหรือไม่ ขณะที่โรงสีนั้น ต้องยอมรับว่าโรงสีมีศักยภาพไม่เท่ากัน สภาพคล่องที่มีก็เป็นเงินกู้ธนาคาร เพื่อใช้เป็นเงินหมุนเวียนซื้อข้าว









