วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เครดิตสวิสชี้แบงก์-ประกันฯจ่อควบเพียบ

เครดิต สวิส ประเมินแนวโน้มเอ็มแอนด์เอทั่วโลกปี"57 ฟื้นตัว จำนวนดีลเพิ่มขึ้นอย่างมาก คาดดีลควบรวมในอุตสาหกรรมแบงก์-ประกันโดดเด่น

เครดิต สวิส วาณิชธนกิจชั้นนำของยุโรป เผยแพร่บทวิเคราะห์เรื่อง"สาระสำคัญเอ็มแอนด์เอ: สิ่งเกี่ยวข้องกับเอเชีย" ระบุว่า การควบรวมและซื้อกิจการ (Merger and Acquisition: M&A) หรือ เอ็มแอนด์เอในปี 2557 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด มีสัญญาณการฟื้นคืนของกิจกรรมเอ็มแอนด์เอ จากข้อมูลที่ได้เมื่อวันที่ 13 ม.ค.ปีนี้ว่าภาคธุรกิจและบริษัทต่างๆ ในหลายส่วนของเอเชีย ประกาศดีลเอ็มแอนด์เอมีมูลค่าเกือบ 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 3.2 ล้านล้านบาท

บทวิเคราะห์ชิ้นนี้ยกตัวอย่างดีลเอ็มแอนด์เอข้างต้น ที่เกิดขึ้นช่วงต้นปีนี้ว่า ซันโทรีแข่งประมูลซื้อกิจการบีม และชาร์เตอร์แข่งซื้อไทม์ วอร์เนอร์ เคเบิล เป็นต้น จากตัวอย่างนี้ทำให้นายธนาคารหลายคนและสื่อมวลชนในต่างประเทศ ประเมินว่าวงจรเอ็มแอนด์เอกลับมาฟื้นตัวดีขึ้นแล้ว และทีมงานเครดิต สวิส นำโดยนายแอนดรู การ์ธเวต ผู้นำทีมวางแผนการลงทุนทั่วโลกของเครดิต สวิส เชื่อว่าเป็นเรื่องจริง และเอ็มแอนด์เอยังคงเป็นหนึ่งในเรื่องราวสำคัญในปีนี้

3เหตุหนุนควบรวมเพิ่ม

นายการ์ธเวตและทีมงาน อธิบายถึงเหตุผลสำคัญ 3 เรื่องที่ทำให้กิจกรรมเอ็มแอนด์และการซื้อกิจการบริษัทสุทธิเพิ่มขึ้นในปีนี้ว่า ข้อแรกเป็นสถานการณ์ที่เจ้าของกิจการเดิมต่างมีเงินสดมากขึ้น เมื่อมีเงินทุนมากเจ้าของกิจการเหล่านี้ก็นำเงินสดกลับมาซื้อธุรกิจคืน (Cash financed M&A/buy-backs) เพื่อโอกาสสร้างกำไรต่อหุ้นทุน (EPS) เพิ่มขึ้น 49% ในตลาดยุโรป และ 23% ในตลาดสหรัฐ ซึ่งตัวเลขดังกล่าวถือเป็น 2 เท่าของระดับทำได้ในกลางปี 2555

ส่วนเหตุผลข้อสองงบบัญชีบริษัทถือว่ามีความเสี่ยงต่ำ โดยภาคธุรกิจมีเงินหมุนเวียนอยู่ 2.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ สามารถรับความเสี่ยงหรือลงทุนได้มากขึ้น ให้อยู่ในระดับค่าเฉลี่ยอย่างที่เคยทำได้ในอดีตทั้งในยุโรปและสหรัฐ อีกทั้งธุรกิจพิจารณาจากมูลค่าหุ้นตามตลาดในสหรัฐสัดส่วน 32% และในยุโรป 16% ที่มีเงินสดสุทธิมูลค่าเกือบ 1.1 ล้านล้านดอลลาร์ให้สามารถนำไปใช้จ่ายได้ ขณะที่เหตุผลข้อสุดท้ายเป็นเรื่องการซื้อกิจการทำให้บริษัทจ่ายเงินซื้อได้ถูกกว่าการเข้าไปลงทุนสร้างใหม่ ซึ่งขนาดธุรกิจอิงมูลค่าตามตลาดในยุโรป 26% ในตลาดเกิดใหม่ 34% ในญี่ปุ่น 43% และ 5%ในตลาดสหรัฐ ที่เทรดกันในมูลค่าต่ำ

"เอ็มแอนด์เอมีแนวโน้มจะเกิดขึ้นช้า ในภาวะเศรษฐกิจภาพรวมผันผวนกับความเชื่อมั่นเกิดขึ้นไม่แน่นอน ดังนั้นเมื่อภาพรวมเศรษฐกิจปรับตัวดีขึ้น เรื่องราวสำคัญของเอ็มแอนด์เอคิดเทียบเป็นเปอร์เซ็นต์มูลค่าตามตลาดย่อมอยู่ในระดับต่ำจนผิดปกติ" ทีมงานเครดิต สวิส ระบุ

แบงก์-ประกันเป้าควบรวม

หากพิจารณาถึงธรรมชาติของการแข่งขันในตลาดมีความหลากหลายในเอเชีย และภาวะแวดล้อมทางธุรกิจที่มีความท้าทาย พบว่าส่วนที่จะเกิดการควบรวมและซื้อกิจการมากที่สุด ซึ่งทีมวิเคราะห์ของเครดิต สวิส ประเมินไว้คือกลุ่มบริษัทที่มีขนาดใหญ่กว่าเข้าไปใช้เงินที่มีอยู่ทั้งหมดซื้อกิจการควบรวมกิจการบริษัทมีขนาดเล็กกว่า และเมื่อดูในระดับภาคธุรกิจ พบว่าภาคธนาคารกับธุรกิจประกัน มีแนวโน้มว่าจะเป็นสองภาคธุรกิจที่เกิดกิจกรรมเอ็มแอนด์เอแบบคล่องตัว

นอกจากนี้คาดว่าบริษัทธุรกิจอินเทอร์เน็ตขนาดใหญ่จะขยายงานบริษัทออกไปมากขึ้น ด้วยการทำเอ็มแอนด์เอ และในภาคพลังงานอย่างแก๊สธรรมชาติก็น่าจะมีกิจกรรมเอ็มแอนด์เอ อยู่มากในออสเตรเลียและอินโดนีเซีย ขณะที่ภาคธุรกิจผลิตน้ำมันปาล์มในมาเลเซียกับอินโดนีเซีย การขนส่งทางบกกับทางน้ำทั่วเอเชีย ก็จะได้เห็นกิจกรรมการควบรวมมากขึ้น

โดยนายซันเจย์ เจน นักวิเคราะห์ภาคธนาคารเอเชียของเครดิต สวิส ให้ข้อมูลการวิเคราะห์ว่าผู้ดูแลกฎระเบียบในเอเชีย ไม่เหมือนกับผู้ดูแลกฎระเบียบในกลุ่มประเทศตะวันตก เพราะกลุ่มผู้ดูแลกฎระเบียบในเอเชียไม่ได้กำหนดข้อบังคับด้านเงินทุนที่ปฏิบัติตามได้ยากให้กับธนาคารในภูมิภาค ขณะเดียวกันภาคธนาคารเอเชียโดยรวมสามารถปฏิบัติตามคำแนะนำทางกฎระเบียบของธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ (บีไอเอส) ได้

ทั้งนี้ แม้แต่ในช่วงเกิดวิกฤตการเงินโลก ธนาคารในเอเชียไม่ได้เผชิญปัญหาด้านเงินทุน และธนาคารส่วนใหญ่รู้สึกสบายใจกับสัดส่วนการดำเงินกองทุนของตนเอง ภายใต้กฎระเบียบใหม่บาเซิลทรี จากกรณีนี้ประเด็นเงินทุนจึงไม่ใช่ข้อจำกัดของธนาคารส่วนใหญ่ในเอเชีย ทำให้ธนาคารในภูมิภาคสามารถมองหาลู่ทางทำดีลเอ็มแอนด์เอ เพื่อขยายธุรกิจในตลาดของประเทศต่างที่ยังมีการเติบโต

ตัวอย่างดีลควบรวมเอเชีย

ทั้งนี้ นายเจนยกตัวอย่างเอ็มแอนด์ที่เกิดขึ้นแล้วในบางประเทศแถบเอเชีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฮ่องกงมีธนาคารบริหารโดยครอบครัวเสนอขาย ในไทยมีธนาคารมิตซูบิชิ ยูเอฟเจ ไฟแนนเชี่ยล กรุ๊ป หรือ เอ็มยูเอฟเจของญี่ปุ่นเข้าไปซื้อหุ้นส่วนใหญ่ 76%ในธนาคารกรุงศรีอยุธยา และที่อินโดนีเซียธนาคารเอสเอ็มเอฟจีเข้าไปซื้อหุ้นในธนาคารบีทีพีเอ็น

สำหรับตลาดของประเทศที่มีการเติบโตในเอเชีย หากพิจารณาในระยะยาวแล้วเป็นตลาดดึงดูดใจมากที่สุด ประกอบไปด้วย อินเดีย, อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ถือเป็น 3 ตลาดที่มีโครงสร้างทางประชากรกับอัตราการเข้าถึงสินเชื่อในระดับต่ำ ขณะที่ฮ่องกงซึ่งเป็นอีกตลาดดึงดูดใจมากที่สุดยังอยู่ในสายตาของธนาคารต่างชาติที่อยากเข้ามาซื้อกิจการ เพราะหมายถึงการซื้อกิจการธนาคารฮ่องกงจะช่วยให้ผู้ซื้อเข้าไปตั้งฐานขยายธุรกิจเข้าไปในจีนแผ่นดินใหญ่ได้ พร้อมกับเข้าถึงตลาดที่มีการเทรดค่าเงินหยวนนอกประเทศได้ที่ฮ่องกง

โดยธนาคารมีศักยภาพในการซื้อนั้น รวมถึงธนาคารญี่ปุ่นมีจ้องหาโอกาสขยายธุรกิจออกไปนอกประเทศญี่ปุ่น อย่างไรก็ตามในตลาดเอเชียส่วนใหญ่ก็ยังมีอุปสรรคอยู่มากมายสำหรับนักลงทุนต่างชาติที่จะเข้าไป ซึ่งมีธนาคารต่างชาติบางแห่งได้รับการยกเว้น อย่างเช่นธนาคารเอ็มยูเอฟเจ ได้รับอนุญาตจากผู้ดูแลกฎระเบียบของไทย ให้เข้าไปซื้อถือหุ้น 76%ในธนาคารกรุงศรีอยุธยาของไทย

แบงก์ทหารไทยเป้าควบรวม

ขณะเดียวกัน นายแดน ไฟน์แมน นักวิเคราะห์ภาคธนาคารไทยของเครดิต สวิส ประเมินสถานการณ์การทำเอ็มแอนด์เอในไทยว่า จากตัวเลือกเป็นเป้าหมายการควบรวมซื้อกิจการเทียบจากขนาดกิจการ มีเพียงเป้าหมายเดียวเป็นไปได้และน่าสนใจที่สุดขณะนี้คือธนาคารทหารไทย ซึ่งปัจจุบันมีมูลค่าตามราคาตลาด 3 พันล้านดอลลาร์ หรือราว 9.6 หมื่นล้านบาท และตอนนี้ไอเอ็นจีเป็นผู้ถือหุ้นต่างชาติรายสำคัญ พร้อมกับกระทรวงคลังเป็นผู้ถือหุ้นสำคัญไม่มีเสียง

นายไฟน์แมนให้เหตุผลที่ว่า ธนาคารทหารไทยจะตกเป็นเป้าหมายการควบรวมจากทุนต่างชาติมากที่สุดขณะนี้ว่า เนื่องจากแรงกดดันของผู้ดูแลกฎระเบียบในยุโรป ที่มีต่อไอเอ็นจีซึ่งเป็นสถาบันการเงินชั้นนำในยุโรป ให้ขายกิจการไม่ใช่ธุรกิจหลักของกลุ่มออกไป ซึ่งทำให้เป็นที่เชื่อกันในวงกว้างว่า ไอเอ็นจีจะประกาศขายหุ้นที่ถืออยู่ในธนาคารทหารไทย

นอกจากนี้หากพิจารณาส่วนต่างเป็นค่าพรีเมี่ยมจากการทำดีลควบรวมและซื้อกิจการแล้ว เป็นที่เชื่อกันว่าหุ้นสัดส่วน 76% ที่ไอเอ็นจีถืออยู่ในธนาคารทหารไทยมานานหลายปี มีโอกาสนำออกมาเสนอขายในตอนนี้ และมีแนวโน้มหรือความเป็นไปได้มากที่สุดว่าผู้ซื้อจะเป็นกลุ่มทุนหรือบริษัทจากญี่ปุ่น หากว่าดีลควบรวมดังกล่าวเกิดขึ้นจริง