จากแนวโน้มกำไรปกติปี 57 ที่แข็งแกร่ง จากแนวโน้มวัฏจักรขาขึ้นของสเปรด PE ผนวกกับความได้เปรียบในการแข่งขันในฐานะผู้ผลิตที่ใช้ก๊าซฯ
เป็นวัตุดิบหลัก ประกอบกับแนวโน้มการเติบโตกำไรระยะยาว จากความต่อเนื่องของโครงการขยายการลงทุนใหม่ และราคาหุ้นยังถูกในเชิงมูลค่า โดยปัจจุบันซื้อขายที่ 1.1 เท่า PBV ปี 57 (ราว -0.75SD) ต่ำกว่าจุดสูงสุดในช่วงวัฏจักรขาขึ้นของการซื้อขายที่ 2.1-2.2 เท่า ดังนั้น เราคงแนะนำ ซื้อ PTTGC และยังเป็นหุ้นเด่นที่เราชอบมากสุด
คาดกำไรสุทธิ 4Q56 ที่ 7.3 พันล้านบาท แข็งแกร่งกว่าบริษัทปลายน้ำอื่น
เราคาดผลการดำเนินงาน 4Q56 ของ PTTGC จะโดดเด่นกว่าผู้ผลิตปลายน้ำรายอื่นๆ โดยเราคาดมีกำไรสุทธิ 7.3 พันล้านบาท (-25%YoY, -24%QoQ) หากไม่นับรวมขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน 1.75 พันล้านบาท และคาดมีกำไรปกติ 9.1 พันล้านบาท ใน 4Q56 (-12%YoY, -17%QoQ) จาก 1) อัตราการใช้กำลังการผลิตสูงขึ้นของโรงโอเลฟินส์ (เฉลี่ย 90% ใน 4Q56 หลังโรงแยกก๊าซหน่วยที่ 5 ของ PTT กลับมาเริ่มผลิตอีกครั้ง เทียบกับ 75% ใน 3Q56) และโรง LDPE (ที่ 76% ใน 4Q56 จาก 5% ใน 3Q56 ที่มีการปิดโรงงานกะทันหัน) 2) สเปรด PE สูงขึ้นทั้ง YoY และ QoQ (HDPE, LDPE, LLDPE) ซึ่งเพียงพอชดเชย product-to-feed margin (market P2F) ของอะโรเมติกส์ที่อ่อนแอลง จากสเปรด PX ลดลง (รูปที่ 2-3) แม้ในไตรมาสดังกล่าว เราคาดบริษัทจะมีกำไรจากสต๊อคน้ำมันราว 903 ล้านบาท สำหรับทั้งโรงกลั่นและโรงอะโรเมติกส์ (ลดลงเมื่อเทียบกับ 3Q56 ที่มีกำไรจากสต๊อคน้ำมันราว 3.8 พันล้านบาท) เราปรับปรุงกำไรปกติปี 56 เพิ่มขึ้น 7% เป็น 36.3 พันล้านบาท และกำไรสุทธิขึ้น 5% เป็น 33.2 พันล้านบาท
คาดผลการดำเนินงานปี 57 ยังขยายตัวต่อเนื่อง
เราคาดการเพิ่มขึ้นของอัตราการใช้กำลังการผลิต โดยเฉพาะโรงโอเลฟินส์ และโรงงานโพลิเมอร์ (เม็ด PE) จากปริมาณก๊าซฯ ที่สูงขึ้น จากเร่งการผลิตของโรงแยกก๊าซฯ 5 ของ PTT โดยโรงแยกก๊าซฯ ดังกล่าว จะใช้มาตรการแก้ไขชั่วคราวด้วยการเดินเครื่องผลิต ด้วยการใช้งาน Waste Heat Recovery Unit (WHRU) เพียงตัวเดียว ก่อนมาตรการถาวรโดยการติดตั้ง WHRU อีกตัวจะแล้วเสร็จในช่วงปลาย 3Q57 ซึ่งจะหนุนให้โรงแยกก๊าซฯ 5 เดินเครื่องการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพและราบรื่น ประกอบกับแนวโน้มสเปรด PE ที่คาดจะยังอยู่ในวัฎจักรขาขึ้น โดยเฉพาะ HDPE และ LDPE เราคาด PTTGC จะรายงานกำไรปกติปี 57 โต 9% เป็น 39.5 พันล้านบาท ในขณะเดียวกัน คาดกำไรสุทธิปี 57 จะโต 24% เป็น 41.2 พันล้านบาท จากการรับรู้เงินชดเชยประกันภัย และไม่มีค่าใช้จ่ายตั้งสำรอง (เทียบกับปี 56 ที่มีค่าใช้จ่ายตั้งสำรองราว 1.06 พันล้านบาท)
สเปรด HDPE อยู่ในแนวโน้มขาขึ้นถึงปี 57
จากพัฒนาการความต้องการใช้แนฟทา (วัตถุดิบหลักในการผลิตปิโตรเคมี) ที่เป็นไปอย่างมั่นคงตั้งแต่ 3Q55 เป็นสัญญาณสะท้อนความต้องการที่แข็งแกร่งในสหรัฐ และจีน ขณะที่ความต้องการจากยุโรปอาจผ่านพ้นจุดต่ำสุดไปแล้ว ดังนั้น เรายังคงมุมมองเดิมที่คาดว่าสเปรด HDPE จะยังเป็นช่วงวัฎจักรขาขึ้นต่อเนื่องในปี 57 จากคาดการณ์การเพิ่มขึ้นของอุปทานส่วนเพิ่มราว 1.5 ล้านตัน หลักๆ มาจากจีน และตะวันออกกลาง ที่คาดจะต่ำกว่าคาดการณ์อุปสงค์ส่วนเพิ่มที่ 1.8 ล้านตัน) ดังนั้น เราคาดสเปรด HDPE จะแข็งแกร่งที่ 550 ดอลลาร์สหรัฐฯ/ตัน ในปี 57








