กลางปีก่อน สลิบ สูงสว่าง" หุ้นใหญ่ บมจ.ไฮโดรเท็ค ล้มดีล จับมือทำธุรกิจกับ UAC ทว่ารอบนี้ตะโกนดังกว่าเดิมไม่เกิน 2 เดือน ได้พันธมิตรใหม่
"ได้ผู้ร่วมทุนมาก็แค่นั้น มันไม่เพียงพอต่อโครงการที่เรากำลังจะขยายไปในอนาคต"
นั่นคือ เหตุผลที่ "สลิบ สูงสว่าง" ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ไฮโดรเท็ค หรือ HYDRO บอกกับ “กรุงเทพธุรกิจ Biz week” เมื่อถูกตั้งคำถามว่า เหตุใดจึงต้องล้มดิวควบรวมกิจการกับ “เพื่อนรัก” "แอ๊ด-กิตติ ชีวะเกตุ" เจ้าของ บมจ.ยูนิเวอร์แซล แอดซอร์บเบ้นท์ แอนด์ เคมิคัลส์ หรือ UAC
ปฏิบัติการ “ล้มดิวสายฟ้าแล่บ” เกิดขึ้นไม่ถึงเดือน หลัง UAE และ HYDRO ประกาศ “สูตรควบรวมกิจการ 1+1 เท่ากับ 3” เมื่อวันที่ 24 มิ.ย.2556 ด้วยเหตุผลที่ว่า สภาวะตลาดการเงินทั้งในและนอกประเทศผันผวนไม่เอื้อต่อการดำเนินการตามแผนควบรวมกิจการ
ก่อนทั้ง 2 บริษัทจับมือร่วมกันทำธุรกิจ ราคาหุ้น HYDRO เคยขึ้นไปสัมผัส “จุดสูงสุด” 21 บาท ณ วันที่ 29 ม.ค.2556 ก่อนจะไหลลงมาอยู่ระดับ 3.32 บาท ณ วันที่ 6 ขณะที่หุ้น UAC เคยขึ้นไปสูงถึง 15 บาท ณ วันที่ 28 ก.พ.2556 และลงมาต่ำสุด 7.25 บาท ณ วันที่ 28 ส.ค.2556
แผนร่วมกิจการที่เลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนดจะใช่เหตุผลที่ทำให้ “พิชัย คล่องพิทักษ์” อดีตผู้ถือหุ้นอันดับ 1 ของ HYDRO ปล่อยหุ้น HYDROออกให้ผู้ถือหุ้นรายอื่น ด้วยการลดสัดส่วนจาก 14.74 เปอร์เซ็นต์ ตัวเลข ณ วันที่ 9 มี.ค.2555 เหลือเพียง 3.13 เปอร์เซ็นต์ ตัวเลขเมื่อวันที่ 19 เม.ย.2556 หรือไม่!! เรื่องนี้ยังไม่มีคำตอบจากเจ้าตัว
“แม้ดีลยุติ แต่มิตรแท้ยังคงอยู่” ประโยคย้ำสัมพันธ์ลึกซึ้งที่ “สลิบ สูงสว่าง" ส่งถึง “จตุรมิตร” ชื่อแกงค์ของ “สี่ผู้บริหาร” เพื่อนร่วมคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รุ่นวศ.15
ประกอบด้วย “สลิบ-กิตติ” รวมถึง “สมัย ลี้สกุล” เจ้าของ “ทีอาร์ซี คอนสตรัคชั่น” (TRC) “ชวลิต หวังธำรง” หุ้นใหญ่ “ผลธัญญะ” (PHOL) และ “พูลพิพัฒน์ ตันธนสิน” นายใหญ่ “คิวทีซี เอนเนอร์ยี่” (QTC)
เจ้าของ “ไฮโดรเท็ค” ย้ำชัดว่า แม้จะเลื่อนดิวควบรวมกิจการกับ UAC แต่เรายังไม่ลดละหา "พันธมิตรใหม่” เพื่อมา "เสริมความแกร่ง" เพราะบริษัทมีแผนเติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะเป้าหมายมุ่งหน้าสู่เวทีการค้าการลงทุนระดับ "ภูมิภาค" ฉะนั้นวันนี้เรายังจำเป็นควานหาเพื่อนใหม่ที่มีคุณสมบัติ"โดนใจ" เพื่อจับมือกันลุยงานก่อสร้างและรับบริการจัดการงาานวิศวกรรมสิ่งแวดล้อมประเภทน้ำครบวงจร
"ผู้นำในอาเซียน คือ ขุมทองที่รอเราอยู่เบื้องหน้า”
"ตอนเจรจากับ UAC มองว่า ถ้าเรารวมกันจะทำให้เพิ่มทุนง่ายขึ้น แต่สุดท้ายกลับไม่ใช่เช่นนั้น เพราะ UAC มีโครงการลงทุนเยอะมาก แถมต้องใช้เงินค่อนข้างมาก แม้เลิกดีลแต่ความสัมพันธ์ของการเป็นเพื่อนยังเหมือนเดิมทุกอย่าง”
ถามถึงคุณสมบัติเพื่อนใหม่ “สลิบ” ตอบว่า เพื่อนคนนั้นต้องอยู่ในธุรกิจเดียวกับเรา เพราะจะสามารถผนึกกำลัง หรือ Synergy กันได้ง่ายมากขึ้น ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่สุด เพื่อนใหม่ที่ดีต้องเข้ามาแล้วเป็นประโยชน์ ฉะนั้นไม่ใช่ใครก็ได้!!
เราเปิดกว้างเรื่องพันธมิตรจะเป็นทุนไทยหรือต่างประเทศได้ทั้งนั้น ตอนนี้กำลังเจรจราอยู่ 2 บริษัท ซึ่งเขาทำธุรกิจเดียวกันกับเรา เพียงแต่เขามีขนาดกลาง เราตั้งใจจะดึงเพื่อนใหม่มาถือหุ้น ไฮโดรเท็ค ประมาณ 10-25 เปอร์เซ็นต์
“เพื่อนใหม่ต้องไม่ใช่เพียงผู้ถือหุ้นที่คอยสั่งการอยู่เบื้องหลัง หรือ Silence partner เท่านั้น แต่ต้องเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์หรือ Strategic partner ที่สามารถเกื้อกูลให้บริษัทสามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง และต้องทำให้ฐานะการเงินของเราแข็งแกร่งมากขึ้น”
“หุ้นใหญ่” เชื่อว่า ภายใน 2 เดือน น่าจะได้ข้อสรุปและสามารถเปิดตัวพาร์ทเนอร์ใหม่ให้ทุกคนยลโฉมได้ ถามว่า หากเกิดเรื่องพลิกผันเป็นเหตุให้ต้องไร้พันธมิตรจะทำอย่างไร เขาบอกว่า เราจะอาศัยช่องในตลาดทุน ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มทุนหรือระดมทุนในรูปแบบอื่นๆ แต่หากไม่มีเพื่อนใหม่จริงๆ เราจะกลับไปขยายงานก่อสร้างแทน เพราะใช้เงินลงทุนไม่มาก
“พาร์ทเนอร์จะช่วยให้สปีดในการทำธุรกิจเร็วขึ้น ฉะนั้นจำเป็นต้องมี”
“สลิบ” มองการเติบโตภายในช่วง 3 ปีข้างหน้า หากได้พันธมิตรที่ดีว่า เราคงเติบโตอยู่ในระดับ 10-15 เปอร์เซ็นต์ โดยสัดส่วนรายได้จะมีหน้าตาเปลี่ยนไป เราจะมีงานจากต่างประเทศมากขึ้น ซึ่งรายได้จากงานด้านการลงทุนจะค่อยๆเพิ่มขึ้น
เป้าหมายใน 7 ปีข้างหน้า (2556-2564) บริษัทจะผลักดันให้รายได้จากการลงทุนมีสัดส่วนเป็น 50 เปอร์เซ็นต์ จากปัจจุบันที่อยู่ระดับศูนย์ ที่สำคัญจะทำให้ "กำไรสุทธิ” มีความเสถียรมากขึ้น เรียกว่า เติบโตตามเป้าไม่เกิดแรงผันผวน (fluctuate)
เขาไม่ลืมที่จะเล่าถึง “ยุทธศาสตร์รุกธุรกิจในแถบอาเซียน” ว่า เราจะนำพา HYDRO ผงาดขึ้นแท่นเบอร์ 1 ในผู้นำธุรกิจก่อสร้างและบริหารจัดการงานวิศวกรรมสิ่งแวดล้อมด้านน้ำ เรียกว่า เทียบบริษัทชั้นนำในประเทศสิงคโปร์ และประเทศมาเลเซีย ที่มีรายได้ประมาณ 2,000-3,000 ล้านบาท
การเข้าไปทำงานในประเทศพม่าของเรา ถือเป็นการเปิดประตูสู่การลุยธุรกิจในต่างแดน ประเทศนี้เต็มไปด้วยโอกาส เขาเพิ่งเปิดประเทศ ฉะนั้นย่อมต้องการระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานที่ดี โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับน้ำ มูลค่างาน “หลักพันล้าน” ตลาดนี้มีโอกาสเติบโตมากกว่า “ร้อยเปอร์เซ็นต์”
เขาย้อนเส้นทางการเข้ามาทำงานในพม่าให้ฟังว่า เพื่อนคณะวิศวกรรมศาสตร์รุ่น 15 แนะนำให้รู้จักกับ "บิ๊กเนม" เบอร์ 1, 2 และ3 ในธุรกิจเดียวกัน เราเดินสายพูดคุยกับนักธุรกิจในพม่าจนได้ลงนามบันทึกความเข้าใจร่วมกัน หรือ MOU กับทุนท้องถิ่นอย่าง "Supreme group" ที่ทำงานมากถึง 7 ธุรกิจ ไล่มาตั้งแต่เกษตร, เทรดดิ้ง, บริหารจัดการน้ำ, ไบโอเทคโนโลยี และก่อสร้าง เป็นต้น
ที่ผ่านมาเราได้ร่วมกันวางหมากประมูลงานโครงการก่อสร้าง และบำบัดน้ำเสียให้กับนิคมอุตสหกรรมมัณฑะเลย์ที่มีมากกว่าร้อยโรงงาน คาดว่าจากนี้อีก 3 เดือน คงรู้ผลว่า จะได้ลงทุนงานนี้หรือไม่ จริงๆเรารอผลงานนี้มา 1 ปี 6 เดือนแล้ว จากเดิมที่คาดว่า จะประกาศผลได้ภายใน 6 เดือน
"สุพรีมเป็นเบอร์ 1 ในพม่าเรื่องน้ำทั้งน้ำดีและน้ำเสีย พอคุยกันธุรกิจเข้ากันได้พอดี เรียกว่า เคมีตรงกัน คุยกันรู้เรื่อง สุพรีมทำให้เราเริ่มมองหาโอกาสเดียวกันในพม่า การมีพันธมิตรจะทำให้ 1+1 เท่ากับ 4-5”
“จุดแข็ง” ของสุพรีม คือ เป็นบริษัท 1 ใน 10 ที่ทำธุรกิจเชิงวิศวกรรม แถมยังมีคอนเน็คชั่นที่ดี และมีการบริหารจัดการที่มีมาตรฐาน เราเข้ามาลงทุนกับเขาแทบไม่ต้องห่วงเรื่องความไม่ซื่อสัตย์ เราคบเขามา 2 ปี เห็นว่า ไปด้วยกันได้ อีกหนึ่งจุดแข็งของสุพรีมคือ เรื่องเงินทุน และองค์ความรู้ เรียกว่า ครบเครื่อง
ถามถึงโมเดลที่จะใช้เพื่อลงทุนในพม่า เขาบอกว่า น่าจะมี 2 แบบ คือ 1. ตั้งบริษัทร่วมทุนกับทุนท้องถิ่น (Local) เพื่อร่วมกันกำหนดนโยบาย โดยสัดส่วนการถือหุ้นใหญ่จะเป็นสุพรีมและบริษัทต่างด้าวถือน้อยกว่าตามเกณฑ์ 2.ถือหุ้นรวมกัน เพื่อลงทุนเฉพาะโครงการ (By Project) โดยเราจะโฟกัสงานในพม่า 2 ธุรกิจ นั่นคือ ออกแบบก่อสร้าง และลงทุนในโครงการของภาครัฐและเอกชน ถือว่า ทำงานน้อยกว่าเมืองไทยที่ทำถึง 3 ธุรกิจ
“รายได้ต่างประเทศในช่วง 5 ปี จะขึ้นมาอยู่ที่ 30-40 เปอร์เซ็นต์ จากปัจจุบันที่เป็นศูนย์”
“หลังจากพม่า ประเทศถัดไปที่เราพร้อมกรีธาทัพบุกลงทุน คือ ประเทศอินโดนีเซีย ประเทศลาว และประเทศกัมพูชา เป็นต้น เรียกว่า เกือบทั้งอาเซียน ยกเว้นประเทศสิงคโปร์ และประเทศมาเลเซีย เพราะตลาดเขาแกร่งเกินกว่าจะไปแบ่งเค้ก การไปแถบอาเซียน ไม่จำเป็นต้องไปครบทั้ง 10 ประเทศ เราควรเข้าไปในประเทศที่คิดว่าแข่งขันได้”
ถามถึงผลประกอบการในปี 2557 “สลิบ” เชื่อว่า อาจเติบโตประมาณ 10-15 เปอร์เซ็นต์ จากปีก่อน ตอนนี้เรามี Backlog งานก่อสร้างอยู่ในมือประมาณ 1,200 ล้านบาท คาดว่าจะรับรู้รายได้ในปีนี้ประมาณ 70-80 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือจะข้ามไปรับรู้รายได้ในปี 2558 โดยโครงการผลิตน้ำประปา จังหวัดเชียงใหม่ มูลค่า 14,000 ล้านบาท จะรับรู้รายได้เต็มๆในปีนี้ประมาณ 50-80 ล้านบาท
ส่วนผลประกอบการในปี 2556 เขายอมรับว่า คงออกมาต่ำกว่าปีก่อน โดยในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา เรามีรายได้เพียง 547.07 และมีกำไรสุทธิ 1.10 ล้านบาท เมื่อเทียบกับปี 2555 ที่มีรายได้ 881.57 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 56.49 ล้านบาท สาเหตุที่ฐานะการเงินอ่อนแอ เพราะงานที่รับมาจากปี 2555 เกิดการล่าช้า จึงส่งผลให้รายจ่ายบานปลายขึ้นมา และยังทำให้กำไรบางลงด้วย









